ไขปริศนา Lamborghini Aventador ทำไมถึงครองใจสายสปอร์ตได้ยาวนาน
วันที่ประกาศ : 10 ก.ค. 2567
Lamborghini Aventador รถซูเปอร์สปอร์ตจากค่ายกระทิงดุ รถที่ชนะรางวัล “ซูเปอร์คาร์แห่งปี 2011” ของท็อปเกียร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “รถซุปเปอร์คาร์” เครื่อง V12 ที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลกอีกด้วย และในปี 2012 ยังคงสร้างปรากฏการณ์ต่อเนี่องกับการไปปรากฏตัวในภาพยนตร์ The Dark Knight Rises ในฐานะรถคู่ใจของ อัศวินรัตติกาล หรือแบทแมน ยิ่งทำให้ลัมโบร์กีนี อเวนทาดอร์ โด่งดังไปทั่วโลกจนกลายเป็นไอคอนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
วันนี้ผมจะพาไปย้อนความเป็นมาของ ลัมโบร์กีนี อเวนทาดอร์ กันครับ ว่าทำไมถึงได้เป็นรถขวัญใจมหาชนมายาวนานขนาดนี้ ส่วนใครที่กำลังมองหาแหล่งซื้อรถมือสองราคาโดนใจ ผ่อนถูก ผมแนะนำที่ Roddonjai.com มีรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกเลยครับ
รุ่นย่อยและราคา Lamborghini Aventador ราคา ปี 2023
- Lamborghini Aventador LP 700-4 ราคาเริ่มต้นที่ 38,500,000 บาท
- Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae Roadster ราคาเริ่มต้นที่ 45,900,000 บาท
ลัมบอร์กีนี อาเวนทาดอร์
Lamborghini Aventador LP 700-4
Lamborghini Aventador LP 700-4
Lamborghini Aventador ออกแบบโดย Fillippo Perini นักออกแบบรถชาวอิตาเลียนแท้ ๆ โดยหยิบเอาชื่อของวัวกระทิง “Aventador” ที่ได้รับรางวัล TROFEO DE LA PENA LA MADRONELA ในปี 1993 คอนเซปต์ของรุ่นนี้คือ “นักสู้” จากนั้นเริ่มต้นผลิตครั้งแรกในปี 2011 มีโครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด โดยมีประตูแบบปีกนก (Scissor Doors) มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำ ติดตั้งขุมกำลังที่สายสปอร์ตต้องยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจ และเป็นรถที่อยู่ในวงการรถสปอร์ตลำดับต้น ๆ ที่สายความเร็วต่างเลือกมานานถึง 10 ปีอีกด้วย
ดีไซน์ภายใน Lamborghini Aventador LP 700-4
หลัง Lamborghini Aventador LP 700-4 เปิดตัวเป็นทางการไปเมื่อปี 2011 สามารถดึงความสนใจจากคนรักรถซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ในทันที กับขุมกำลังที่ลัมโบร์กินี่ให้มาแบบไม่หวงของ เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์เบนซิน V12 Generation ใหม่ล่าสุดซึ่งผลิตขึ้นมาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ ความจุ 6.5 ลิตร กระบอกสูบขนาด 6,498 CC พร้อมให้กำลังสูงสุดได้ถึง 700 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 70.4 ก.ม
ในขณะที่ดีไซน์เริ่มจากดีไซน์ภายนอกใส่สปอยเลอร์หลังเป็นแบบ Adaptive ปรับได้ 3 ระดับคือ Closed, Maximum Performance และ Maximum Handing พร้อมล้อฟอร์จอัลลอย 20 นิ้ว ฝาถังเป็นรูป 6 เหลี่ยม ส่วนไฟหน้าเป็น DAYTIME RUNNING LIGHT ใส่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Lamboghini เป็นรูปตัว “Y” ที่สำคัญรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์สำคัญเอาไว้คือประตูเปิด-ปิดเป็นแบบปีกนกเหมือนเดิม ส่วนดีไซน์ภายในใส่เบาะไฟฟ้าทำจาก Alcuntara สีส้ม พร้อมตัวอักษร “Y” เป็นคัตเอาท์บริเวณเบาะและแผงแดชบอร์ด พร้อมชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และมัลติมีเดียเทคโนโลยีสุดล้ำ เพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารครบครัน
ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 2.9 วินาทีเท่านั้น และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วภายใน 0.5 วินาทีเท่านั้น มีปุ่มปรับโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมดคือ STRADA, SPORT, CORSA, EGO ส่วนสีตัวถังมาตรฐานมีให้เลือกมากกว่า 18 สี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกสีของเจ้าของรถ ส่วนสีที่ได้รับความนิยมรวมถึงทางด้านลัมโบร์กินี่เลือกใช้โปรโมทคือ สีเทาทูโทนตัดสีแดง (Rosso Mimir), เหลือง, ส้ม, เขียว, สีเงิน และสีขาว เป็นต้น ซึ่งภาพรวมของรถรุ่นนี้เห็นได้ชัดว่าเหมาะกับคำกล่าวขานที่ทุกคนต่างยกให้เป็น “ดาวดวงใหม่ที่สง่างามกลุ่มรถซุปเปอร์สปอร์ต” มากที่สุด จนทำให้ในปี 2012 ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “แบทแมน” ภาค The Dark Knight Rises อย่างไรก็ตามแม้ในเวลานี้จะลัมโบร์กินี่ตัดสินใจยุติผลิตออกสู่ตลาดรถนานกว่าทศวรรษแล้ว แต่เจ้า “Aventador” ยังคงเป็นรถในระดับตำนานที่คนรักความเร็วพูดถึงเสมอ
สี Lamborghini Aventador LP 700-4
รุ่นสุดท้าย Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae Roadster
Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae Roadster
ปิดท้ายกันด้วยรุ่น Lamborghini Aventador LP 780-4 Ultimae ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่ออกสู่ตลาดสายสปอร์ต ก่อนทางลัมโบร์กินี่จะตัดสินใจยุติการผลิตรถรุ่นนี้ออกมาเป็นทางการในปี 2021 โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากรุ่นเดิม และได้ชื่อว่าเป็นรถที่ทรงพลังอย่างมาก ในประวัติศาสตร์ของค่ายกระทิงดุกันเลยทีเดียว โดยคอนเซปต์หลักของรุ่นคือ การนำจุดเด่นของสมรรถนะของ Aventador SVJ และ Aventador S ไว้ในที่เดียว เพื่อก้าวสู่ระดับตำนานที่ดีที่สุดตลอดกาล
ดีไซน์ภายนอก ลัมบอร์กีนี อาเวนทาดอร์
รุ่นนี้พัฒนาต่อยอดจนได้ส่วนผสมที่ลงตัวในฐานะรุ่นสุดท้ายในไลน์ผลิต ที่ลัมโบร์กินี่ผลิตออกมา โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Lamborghini Miura Roadster รถแรงในปี 1968 ซึ่งรุ่นนี้มีทั้งหมด 250 คันทั่วโลกเท่านั้น โดยเหตุผลที่ใช้คำว่า “Ultimae” เพราะเป็นภาษาละตินแปลว่า “สุดท้าย” ให้สอดคล้องกับการตัดสินใจยุติการผลิตรถตลอดกาล ส่วนขุมกำลังของรถคือเครื่องยนต์เบนซิน V12 สูบ Generation ใหม่ล่าสุด ความจุ 6.5 ลิตร กระบอกสูบขนาด 6,498 CC พร้อมให้กำลังสูงสุดได้ถึง 780 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 73.3 กก.ม เกียร์อัตโนมัติแบบ Single Clutch 7 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ
ในขณะที่ดีไซน์เริ่มจากดีไซน์ภายนอกคือ ตัวถังเป็นคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อก มีน้ำหนักตัวเพียง 1,500 กิโลกรัม ชายด้านล่างตัวรถเป็นสีเทา (Grigio Liqueo) เสริมเส้นขอบดำ (Nero Aldebaran) ต่อกันด้วยสปลิตเตอร์หน้าดิฟฟิวเซอร์หลัง หลังคาและฝาครอบเครื่องยนต์จะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ดำเงาทั้งหมด ส่วนท่อไอเสียจะเป็นสีดำด้าน พร้อมล้อฟอร์จ Center Lock ลาย Dianthus สีเงิน (Shiny Silver) เติมหล่อด้วยคาลิปเปอร์เบรดสีดำ พร้อมตาม Lamborghini ส่วนด้านหน้าเลือกถอดแบบ Aventador S ด้วยกันชนดีไซน์พร้อมลิ้นหน้าแบบแอคทีฟ เสริมด้วยช่องดักอากาศแบบใหม่เพิ่มประสิทธิภาพให้การระบายความร้อนได้ดีขึ้น ส่วนด้านท้ายมีต้นแบบมาจาก Aventador SVJ คือ ดุดัน และงดงาม ปีกหลังแบบแอโรแอคทีฟวิงค์ ช่วยระบายความร้อนของระบบเบรกดีขึ้น ส่วนดีไซน์ภายในห้องโดยสารมีความพิเศษสุด ๆ ด้วยเบาะหุ้มหนัง Bianco Leda สีขาว สลับดำ นอกจากนั้นแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารจะมีอักษร Miura Roadster ปักไว้
ในส่วนของอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 355 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วแค่ 0.5 วินาทีเท่านั้น ส่วนสีตัวถังมาตรฐานจนถึงปี 2566 มาพร้อมกับตัวถังสีฟ้า (Azzuro Flake) เป็นสีเดียวกับรุ่นพี่อย่าง Lamborghini Miura Roadster และ 2 สีพิเศษคือ Blu Tawaret และ Blu Nethuns
ราคา ลัมบอร์กีนี อาเวนทาดอร์ ปี 2566
เช็กราคารถมือหนึ่ง-มือสองได้ที่ Roddonjai
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ด้วยรูปลักษ์สปอร์ตสไตล์โรดสเตอร์สุดโฉบเฉี่ยวของLamborghini Aventador คือที่สุดของดุดันและความเร็ว ด้วยสมรรถนะการขับขี่ในอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากความเร็วแล้ว ลัมโบร์กีนี อเวนทาดอร์ ยังมีดีไซน์อย่างประตูแบบเปิดปีกนกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะกดทุกสายตาให้หยุดมอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Lamborghini Aventador ถึงได้รับการยกย่องให้เป็นรถซุปเปอร์สปอร์ตคาร์อันดับหนึ่งของโลกครับ
#Lamborghini
Ferrari 296 GTB รู้จักซุปเปอร์คาร์จากค่ายม้าลำพอง ที่คุณต้องลองขับให้ได้สักครั้ง

รถซุปเปอร์คาร์ที่ถือเป็นหนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของแบรนด์เฟอร์รารี่ ซึ่งมีการผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ล้ำสมัยออกมาอย่างลงตัว มันไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่า แต่ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนรักรถด้วยความสวยงามและสมรรถนะที่ไม่ธรรมดา ถ้าคุณกำลังมองหารถ Super Car ที่ทั้งสวยงามและมีความสามารถสูง Ferrari 296 GTB อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด
ในบทความนี้ Prime Cars Rental จะพาคุณไปสำรวจในทุกด้านของรถคันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ภายนอก, ความหรูหราในห้องโดยสาร, สมรรถนะเครื่องยนต์ที่เหนือชั้น และฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จะทำให้การขับขี่ของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไปอีกนาน
ดีไซน์ภายนอก ความสปอร์ตและความงามที่ผสมผสานอย่างลงตัว
Ferrari 296 GTB ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของรถสปอร์ตใน Generation ใหม่ที่ดึงดูดสายตา ไม่เพียงแต่เน้นความสวยงามและความหรูหรา แต่ยังคำนึงถึงสมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ทุกการเดินทาง

- กระจังหน้าของ ถูกออกแบบใหม่ให้มีช่องระบายอากาศที่เหมาะสมที่สุด ช่วยในการระบายความร้อนและเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ

- ไฟหน้า LED คมชัด: การใช้ไฟหน้า LED สร้างความชัดเจนในทุกสภาพแสง พร้อมทั้งเพิ่มสไตล์สปอร์ตที่ดึงดูดสายตา

- ล้อและยางขนาดใหญ่: ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ที่ช่วยให้การเกาะถนนมั่นคงและเพิ่มการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้น

- การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์: เส้นสายที่ลื่นไหลและมีความคล่องตัว เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการขับขี่

- ช่องระบายอากาศที่ด้านข้าง: ช่องระบายอากาศที่ด้านข้างของตัวรถช่วยลดแรงต้านอากาศ เพิ่มความเสถียรในการขับขี่ที่ความเร็วสูง

- กระจกหลังที่ดีไซน์มาแบบเฉียบขาด: กระจกหลังได้รับการออกแบบให้ดูเพรียวบางและเพิ่มความสปอร์ตโดยรวมให้กับตัวรถ
การดีไซน์ภายนอกของซุปเปอร์คาร์คันนี้ จึงไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความสวยงาม แต่ยังส่งเสริมการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาพถนน ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในสนามแข่งแต่เพียงอย่างเดียว
ภายในห้องโดยสารที่หรูหราและทันสมัยที่สุดของ Ferrari
Ferrari 296 GTB มีห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและสะดวกสบาย ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่จะทำให้การขับขี่ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น

- วัสดุคุณภาพสูง: การใช้วัสดุอย่างหนังแท้และคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทาน ช่วยให้ภายในรถดูหรูหราและมีความทนทานสูง

- ที่นั่งแบบสปอร์ต: ที่นั่งได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อรองรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างสบายตลอดการเดินทาง

- คอนโซลกลางที่มีความทันสมัย: คอนโซลกลางมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสที่ใช้งานง่าย ช่วยควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถได้อย่างสะดวก

- พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น: พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ออกแบบให้เข้ากับการควบคุมของผู้ขับขี่ พร้อมระบบปรับระดับที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีท่าทางการขับขี่ที่สะดวกสบาย

- เครื่องเสียงระดับพรีเมียม: ระบบเสียงที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้สัมผัสกับคุณภาพเสียงที่ชัดเจนและสมจริง

- ที่เก็บของอเนกประสงค์: มีที่เก็บของในห้องโดยสารหลายจุดที่สามารถเก็บของใช้ส่วนตัวได้อย่างสะดวก
สมรรถนะเครื่องยนต์ V6 120 องศา นิยามของพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เครื่องยนต์ของ Ferrari 296 GTB เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รถสปอร์ตคันนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งปวง ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล่าสุดที่ทำให้ได้สมรรถนะที่ไม่มีที่สิ้นสุด รวมไปถึงการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาวะการขับขี่ เครื่องยนต์มีการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความสนุกในทุกการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วบนทางตรง หรือการขับขี่ในสนามแข่งที่มีการควบคุมที่ท้าทาย

- เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร: เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร วางเอียงทำมุม 120 องศา ให้พละกำลังสูงสุด 663 แรงม้า (hp) ช่วยให้การขับขี่มีความสมดุลและการกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยม กับเสียงเครื่องยนต์ที่เรียกได้ว่าคล้ายกับ V12 มากที่สุด
- ระบบ Plug-in Hybrid (PHEV): ระบบ Plug-in Hybrid มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 167 แรงม้า ซึ่งเพิ่มพลังรวมสูงสุดถึง 830 แรงม้า พร้อมการลดมลพิษและประหยัดพลังงาน
- ระบบเกียร์ Dual Clutch 8 สปีด (F1 DCT): ระบบเกียร์ F1 DCT ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและราบรื่น ช่วยให้การเร่งความเร็วและควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD): การใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเพิ่มความสนุกในการขับขี่และทำให้การควบคุมรถมีความแม่นยำ
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.9 วินาที: สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 2.9 วินาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการเร่งความเร็วสูง และ 0-200 กม./ ชม. ได้ในเวลาเพียง 7.3 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม.: ความเร็วสูงสุดที่ 330 กม./ชม. แสดงถึงความสามารถในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความทนทานในการขับขี่ที่ความเร็วสูง
- ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Range) 25 กิโลเมตร: ระบบ EV ช่วยให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ถึง 25 กิโลเมตร ในการเดินทางระยะสั้นและช่วยประหยัดพลังงาน
- ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพสูง: ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้การหยุดรถแม่นยำและปลอดภัยในทุกสถานการณ์
สมรรถนะเครื่องยนต์นั้นเป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่และความแรงที่ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการใช้เครื่องยนต์ V6 ที่ทรงพลัง ระบบ Plug-in Hybrid ที่ประหยัดพลังงาน ระบบเกียร์ F1 DCT ที่ตอบสนองทันที และความสามารถในการเร่งความเร็วที่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงความตื่นเต้นทุกครั้งที่เหยียบคันเร่ง จึงเป็นรถที่สร้างมาตรฐานใหม่ในการขับขี่อย่างแท้จริง
ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีของ Ferrari 296 GTB: ความหรูหราที่รองรับการขับขี่ในยุคใหม่
ไม่เพียงแค่เน้นเรื่องสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์ที่เหนือชั้นในทุกการขับขี่ การใช้งานที่สะดวกสบายและความปลอดภัยถูกนำมาใช้ร่วมกับความหรูหราและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์
- ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ทันสมัย: มาพร้อมกับระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้งานง่าย รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และ Android Auto ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานสมาร์ตโฟนได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย
- หน้าจอดิจิทัลเต็มรูปแบบ: มี จอแสดงผลดิจิทัล ที่ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดแสดงผลได้อย่างชัดเจนและใช้งานได้ง่าย ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เช่น ความเร็ว อัตราเร่ง และข้อมูลการทำงานของระบบต่างๆ ได้ทันที
- ระบบเสียงระดับพรีเมียม: ระบบเครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูงเพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนนที่เงียบหรือขับด้วยความเร็วสูง ถึงแม้ว่าคุณจะอยากฟังแค่เสียงเครื่องก็ตามที
- ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS): มาพร้อมกับ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ที่ทันสมัย เช่น ระบบเตือนการชน ระบบควบคุมการเบรกอัตโนมัติ และระบบควบคุมการขับขี่ในเลน ซึ่งช่วยให้การขับขี่ในทุกสถานการณ์เป็นไปอย่างปลอดภัย
- การปรับแต่งและการควบคุมความสะดวกสบาย: มาพร้อมกับ ฟังก์ชั่นการปรับที่นั่ง ที่รองรับการปรับระดับได้หลายรูปแบบ รวมถึงการปรับที่นั่ง, พวงมาลัย และความสูงของเกียร์ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับท่านั่งให้เหมาะสมกับสรีระได้
- ไฟหน้า LED แบบ Adaptive: ติดตั้ง ไฟหน้า LED แบบ Adaptive ที่สามารถปรับทิศทางและความสว่างได้ตามการหมุนของพวงมาลัย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในที่มืดหรือทางโค้ง
เช่า Ferrari 296 GTB ได้แล้วที่ Prime Cars Rental ราคาเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท/วัน เท่านั้น!

สัมผัสประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืม จากราคารถรวมออปชั่นที่ 31,900,000 บาท แต่ที่ Prime Cars Rental บริษัทเช่ารถหรูชั้นนำของประเทศไทย เราให้คุณสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีรถหรูรุ่นใดเทียบเคียงได้ เริ่มต้นเพียงวันละ 150,000 บาท เท่านั้น!
พร้อมรับบริการสุดพิเศษจาก Prime Cars Rental ที่จะทำให้รถ Ferrari คันนี้เป็นรถที่ช่วยทำให้วันธรรมดาของคุณกลายเป็นวันพิเศษ สามารถเช่ารถเฟอร์รารี่ ขับกับเราได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางต่อไปนี้
- เบอร์โทรศัพท์: 081-954-2451
- ช่องทางออนไลน์ที่ Line: @primecarsrental หรือ คลิกที่นี่
- WhatsApp : (+66) 62 892 4414
เช่ารถหรูกับ Prime Cars Rental สามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเตรียมเอกสารเยอะ ไม่ว่าจะเช่ารถประเภทไหน เช่ารถหรู, เช่ารถสปอร์ต, เช่ารถซุปเปอร์คาร์, หรือ เช่ารถเปิดประทุน, ไม่ว่าจะแบรนด์ไหน Lamborghini, Mercedes-Benz, BMW หรือ Porsche ที่ Prime Cars Rental ก็พร้อมให้คุณเช่าเพื่อเปิดประสบการณ์อันล้ำค่าแล้วตั้งแต่วันนี้
![[ครบชุด] T1609022 คนไว ใจ ายท Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-544.png)
![[ครบชุด] T1609025 หญ งร าย ชายเลว Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-543.png)