0 รถออฟโรด (Off Road) เท่ ๆ ดีไซน์สวย น่าขับ 2025
Last updated: 23 ก.พ. 2568 | 21146 จำนวนผู้เข้าชม |
หากพูดถึงกิจกรรมเข้าป่าลุยน้ำ ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวหรือต้องเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร การเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมกับกิจกรรมบุกน้ำ ลุยโคลนนั้นต้องเลือกรถที่ตอบโจทย์กับการเดินทางที่ยากลำบาก ขรุขระ โดยเฉพาะรถที่มีช่วงล่างยกสูงกว่าปกติและขับเคลื่อนสี่ล้อ อย่างรถออฟโรด ซึ่งเป็นรถที่ตอบโจทย์ด้านนี้ได้ดีที่สุด หากใครกำลังมองหารถออฟโรดไว้สักคัน ที่ทั้งดีไซน์สวย ฟังก์ชันการใช้งานครบครัน เทคโนโลยีที่ออกแบบมาอย่างดี และเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้ขับขี่ได้ดีนั้น เราจะเลือกอย่างไร วันนี้ APRTECH ขอแนะนำ 10 รถ Off Road เท่ ๆ สมรรถนะดีเยี่ยม น่าขับ พร้อมจุดเด่นของรถออฟโรดในแต่ละรุ่น เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะสำหรับลุยป่าฝ่าดง พร้อมแล้ว ไปกันเลย!
รถออฟโรด คืออะไร?
รถออฟโรด คือ รถยนต์ที่มีการออกแบบมาเพื่อการขับขี่บนพื้นถนนที่ไม่มีการลาดยางด้วยคอนกรีต ผิวถนนขรุขระ ยากต่อการขับขี่บนท้องถนนปกติ โดยลักษณะพิเศษของรถ Off Road คือ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วงล่างของรถจะยกสูงกว่าปกติและแข็งแกร่งมากกว่ารถทั่วไป เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมในป่า การขนส่งของ การปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่ที่ควบคุมการทรงตัวของรถได้ยาก
โดยการขับรถ Off Road ต้องมีทักษะเฉพาะที่ต่างจากการขับรถทั่วไปเล็กน้อย เช่น การรู้จักมุมต่าง ๆ ของรถ จะช่วยป้องกันไม่ให้รถไปขูดกับสิ่งกีดขวางหรือกิ่งไม้จนเกิดความเสียหาย รวมถึงพื้นฐานการขับขี่อื่น ๆ ที่ควรศึกษาไว้เพื่อให้การขับรถออฟโรดของเราราบรื่นนั่นเอง
10 รถออฟโรด ดีไซน์เท่ น่าขับ
1. Ford Bronco Sport
Ford Bronco Sport รถ Crossover SUV รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับขนาดกะทัดรัด แต่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มี 4 ประตู ส่วนห้องโดยสารมี 5 ที่นั่ง พร้อมการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ทันสมัย ใช้งานง่าย เบาะที่นั่งสามารถปรับอุณหภูมิได้ รองรับกับสรีระ และในปี 2025 นี้ มีการเพิ่มเทคโนโลยีระบบช่วยขับเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมแพ็กเกจใหม่ที่เสริมความสามารถการลุยออฟโรดให้มากขึ้นอย่าง Sasquatch นอกจากนี้ยังมีกันชนเหล็ก การป้องกันใต้ท้องรถมากขึ้น พร้อมยางที่ช่วยยึดเกาะพื้นผิวดีขึ้น และยังรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto อีกด้วย
2. Wrangler Rubicon

แบรนด์รถสายลุยที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Jeep รถยนต์สัญชาติอเมริกันขนานแท้ ขึ้นชื่อในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน โดย Jeep Wrangler Rubicon เป็นรถ 4 ประตู 5 ที่นั่ง ที่ถ่ายทอดตัวตน ความดั้งเดิมของ Jeep ได้เป็นอย่างดีผ่านชื่อรุ่น Rubicon ซึ่งเป็นชื่อของเส้นทางออฟโรดที่โหดร้ายที่สุดใน California มาพร้อมกับฟังก์ชันพิเศษภายในรถที่สามารถเลือกถอดหลังคา หรือประตูออกได้ เพื่อให้ทุกคนสัมผัสความเป็นอิสระและเข้าถึงธรรมชาติ แต่อุปกรณ์ต่าง ๆ ย้ายมาอยู่ตรงคอนโซลกลางหรือโรลบาร์ เพื่อรองรับการลุยน้ำที่สามารถลงน้ำได้ลึกสุด 70 ซม. และที่เป็นจุดเด่นของ Jeep Wrangler Rubicon คือ ฟังก์ชัน Sway Bar ที่ช่วยชะลอความเร็วในทางลาดชัน และระบบ Tru-Lok ช่วยล็อกเฟืองท้าย ทำให้ล้อทั้ง 4 หมุนด้วยความเร็วระดับเดียวกันตลอดเวลา เพิ่มความสามารถในการควบคุมตัวรถและเพิ่มแรงตะกุย ในกรณีที่รถติดบ่อโคลนตม การข้ามแม่น้ำ หรือติดหลุมต่าง ๆ
3. Land Rover Defender

รถ SUV สัญชาติอังกฤษ หนึ่งในตำนานรถออฟโรด มาพร้อมกับดีไซน์คนเมืองที่ทันสมัย เป็นรถ 4 ประตู สามารถโดยสารได้ 5 ที่นั่ง ไฟหน้า Matrix LED พร้อมระบบเปิด – ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ และ DRL Signature ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ส่วนภายในรถ Land Rover Defender สามารถเลือกโทนสีห้องโดยสารได้หลากหลายสี เช่น สีขาว, สีดำ, สีเขียว ฯลฯ มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่เพื่อให้การขับขี่และการจอดรถง่ายยิ่งขึ้น ส่วนการบรรทุกสามารถบรรทุกบนหลังคาขณะเคลื่อนที่ได้ 168 กก. และรองรับการลากจูงด้วยน้ำหนักสูงสุด 3,500 กก. มีระบบช่วยควบคุมทิศทางขณะลากจูง ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องถอยรถเข้าที่แคบหรือในพื้นที่จำกัด
4. Toyota 4Runner

Toyota 4Runner เป็นรถออฟโรดอีกรุ่นที่ใคร ๆ ต่างคิดถึง หลังจากหายหน้าไปนานนับสิบกว่าปี กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในรุ่นปี 2025 โดยดีไซน์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถในทะเลทราย Baja ซึ่งเป็นสนามทดสอบความแข็งแกร่งของรถออฟโรด มีภูมิประเทศแบบทะเลทราย หน้าผาสูงชัน และเนินทรายที่ลาดชัน ดีไซน์ของรถรุ่นนี้จึงเป็นตัวรถยกสูง ถังเพรียว ใช้กระจกสี่เหลี่ยมแบบดั้งเดิมที่มากับเครื่องยนต์ไฮบริด 4 ประตู ภายในห้องโดยสารมี 5 ที่นั่ง ตัวเบาะนั่งสามารถพับราบเพิ่มการเก็บสัมภาระได้มากขึ้น
ส่วนระบบส่งกำลังไฮบริด i-FORCE MAX ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 2.4 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า 48 แรงม้า และแบตเตอรี่ NiMH ขนาด 1.87 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ทำให้กลายเป็นระบบส่งกำลังที่ทรงพลังที่สุดใน Toyota 4Runner ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก และมาพร้อมกับระบบ Multi – Terrain Monitor ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นบนจอแสดงผลส่วนกลาง สามารถเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ และระบบกุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนเพื่อสั่งงาน ปลดล็อก ล็อกประตู และสตาร์ทรถจากระยะไกลได้อีกด้วย
5. Nissan Frontier
Nissan Frontier รถออฟโรดที่ให้กลิ่นอายของรถพิกอัปยุค 80 – 90 มาพร้อมกับรถ 4 ประตู 5 ที่นั่ง เบาะนั่ง Zero Gravity ที่ออกแบบให้มีรูปทรงโค้งเว้า เข้ากับสรีระร่างกาย กระจายน้ำหนักตัวได้ทั่วถึง ทำให้รู้สึกขับสบาย ไม่ปวดเมื่อย มีเทคโนโลยีด้านระบบที่ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมการออกตัวบนทางลาดชันเป็นแบบมาตรฐาน รวมถึงระบบความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ, ระบบเตือนเมื่อเหนื่อยล้า, ระบบเตือนเมื่อขับรถออกนอกเส้นทาง ฯลฯ ในปี 2024 นี้สหรัฐฯ ได้เปิดตัว Nissan Frontier Forsberg Edition ดีไซน์ที่จะเปลี่ยนจากรถกระบะธรรมดากลายเป็นรถกระบะตัวแข่งในทะเลทราย โดยรองรับใน Nissan Frontier รุ่น Crew Cab 4 ประตู พร้อมกับชุดยก NISMO Off-Road ทำให้ช่วงล่างยกสูงกว่ารุ่นปกติ โช้คอัปประสิทธิภาพสูง ปรับเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมแผ่นรองล้อสำหรับไต่จากร่องหิน และระบบกันสะเทือน Frontier High Performance Suspension Kit เพื่อเสริมสมรรถนะของช่วงล่าง รวมถึงแร็คหลังคาแบบออฟโรด ราวเหล็กกันกระแทกด้านข้างของตัวรถ ตอบสนองต่อการขับแบบออฟโรดเป็นอย่างยิ่ง
6. Jeep Gladiator
รถ Off Road อีกรุ่นที่น่าสนใจจากแบรนด์ Jeep โดย Jeep Gladiator จะต่างกับ Jeep Wrangler ตรงที่ Jeep Gladiator เป็นรถกระบะที่มีฟังก์ชันเหมือนกับรถออฟโรดทั่วไป มี 4 ประตู 5 ที่นั่ง แต่ความพิเศษที่ทำให้รถคันนี้ไม่เหมือนรถออฟโรดคันอื่น ๆ คือ สามารถลุยได้ทุกที่พร้อม ๆ กับการบรรทุกของหนักได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งกระบะท้ายสามารถบรรทุกได้ 725 กก. ลากจูงได้ 3,470 กก. โดยแบ่งเครื่องยนต์ได้ 2 แบบ คือ เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินจะให้กำลังที่ดีและแรงบนทางเรียบ ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลให้แรงบิดสูง ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องลุยมากกว่า และฟังก์ชันที่ Jeep Wrangler มี ใน Jeep Gladiator ก็มีเช่นเดียวกัน อย่างระบบ Sway Bar และระบบ Tru – lok ที่ช่วยให้การขับรถออฟโรดสะดวกสบายขึ้น ด้วยฟังก์ชันที่ครอบคลุมทุกการใช้งานทำให้มีข้อเสียในเรื่องของการกินน้ำมัน เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการขับในเมืองไปจนถึงการบรรทุกสิ่งของและงานที่ต้องลุยหนักนั่นเอง
7. Ford Ranger Wildtrak
Ford Ranger Wildtrak กระบะแกร่งที่รองรับการใช้งานได้ทุกสภาพถนน ทั้งในเมืองและป่าก็สามารถไปได้ทุกที่ มาพร้อมกับฟังก์ชัน เทคโนโลยีที่ช่วยให้ประสบการณ์การขับขี่ราบรื่นไร้อุปสรรค โดยสามารถปรับโหมดต่าง ๆ ตามการใช้งานในพื้นที่ที่ต่างกัน ได้แก่ โหมดถนนลื่น โหมดถนนขรุขระ และโหมดทราย รถรุ่นนี้รองรับได้ 5 ที่นั่ง มี 4 ประตู ไฟหน้าปรับมุมมองการขับขี่ได้ทุกช่วงเวลา ปรับแสงไฟหน้ารถตามสภาพแสงโดยรอบ รวมถึงป้องกันแสงไฟแยงตารถคันตรงข้าม ด้วยระบบเซนเซอร์ของ Matrix LED ช่วยตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบข้าง และมุมกล้องรอบคันรถ 360 องศาพร้อมมุมสูง (Bird Eye View) และหน้าจอ Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ปลอดภัยขึ้น ถอยจอดรถได้ง่ายยิ่งขึ้น และช่วยหลบหลีกมุมอับที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
8. Toyota Hilux Revo

Toyota Hilux Revo นับเป็นรถกระบะ 4 ประตูที่มีสมรรถนะสูง ในด้านประสิทธิภาพการใช้งานของกระบะ Hilux ที่เคยชนะการแข่งขัน Dakar Rally ทำให้ Toyota Hilux กลายเป็นรถยอดนิยมที่ใคร ๆ ก็สามารถหาซื้อได้มายาวนานถึง 50 ปี โดยเฉพาะ Toyota Hilux Revo GR Sport 2024 ที่สามารถขับขี่ได้ทั้งแบบออฟโรดกับออนโรด ทั้งยังผ่านการทดสอบจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งไม่มีคนอยู่อาศัยในตอนกลางของประเทศ ประชากรส่วนมากจะนิยมอาศัยบริเวณขอบชายฝั่งเท่านั้น ดีไซน์ภายในเน้นความสปอร์ต ด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ไมโครไฟเบอร์เจาะรูพรุน เพื่อลดการอับชื้นและระบายอากาศได้ดี ในห้องโดยสารสามารถนั่งได้ 4 คน ส่วนประสิทธิภาพของระบบ Traction Control ช่วยป้องกันล้อหมุนฟรีในช่วงพื้นผิวที่ลื่นมาก ๆ ทำให้การถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ทำได้เป็นอย่างดี ช่วงล่างมีการขยายฐานล้อกว้างขึ้น ทำให้ลดอาการโคลง รู้สึกนิ่มนวลขึ้น โดยสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้ง ECO โหมดประหยัดที่เหมาะกับการขับในเมือง หรือไม่รีบเร่ง และโหมด Power โหมดขับเคลื่อนที่รถจะตอบสนองได้ดีในการเร่งความเร็ว และยังมีระบบอื่น ๆ ที่ช่วยให้การขับรถเป็นเรื่องง่ายอีกด้วย เช่น ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ระบบปรับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ, ช่องเก็บของแบบ Cool Box ฯลฯ
9. Mercedes Benz G-Class

Mercedes Benz G-Class เป็นรถออฟโรด 4 ประตูอีกคันที่ได้รับความนิยมในด้านรูปลักษณ์ที่คล้ายกล่อง ดูเท่ ไม่เหมือนรถเบนซ์ที่เราคุ้นเคย ซึ่งปัจจุบันรถรุ่นนี้จัดได้ว่าเป็นของหายาก ด้วยจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร คือ ประตูท้ายที่สามารถเปิดออกด้านข้างได้กว้างเกือบ 90 องศา ทำให้การขนของ ย้ายของทำได้สะดวก ส่วนภายในห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง มีช่องเก็บของเยอะ ตอบโจทย์การใช้งานจริง และดีไซน์รถที่เป็นรูปกล่อง เพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างตัวรถกับผู้โดยสาร และในกรณีที่ต้องขับรถขึ้นเขา หรือ ทางลาดชัน จะช่วยให้สามารถขับขี่ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยเรื่องเสียงรบกวนพร้อมให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าปกติ ในเรื่องของเครื่องยนต์ Mercedes Benz G-Class จะมีมุมไต่อยู่ที่ 31 องศา และ 30 องศา พร้อมความสามารถในการลุยน้ำที่สูงถึง 70 ซม. ทำให้ฝ่าน้ำท่วมได้สบาย และเป็นรถที่ครอบคลุมทั้งการวิ่งในเมือง หรือออกต่างจังหวัด
10. Porsche Cayenne

Porsche Cayenne ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถ SUV หรู เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่สามารถตอบสนองความต้องการในการขับขี่แบบออฟโรดได้ โดยรถเป็นแบบ 5 ประตู 5 ที่นั่ง มาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Porsche Traction Management (PTM) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ ช่วยกระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละล้ออย่างเหมาะสม เพื่อให้รถมีความเสถียรและควบคุมได้ง่าย, Porsche Active Suspension Management (PASM) ระบบช่วงล่างที่ปรับได้ตามสภาพการขับขี่ ช่วยให้รถมีความนุ่มนวลในการขับขี่บนถนนทั่วไป และมีความแข็งแกร่งเมื่อขับขี่บนทางออฟโรด และ Off-Road Precision App แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถปรับแต่งการตั้งค่ารถให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกัน ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่น ที่ตอบโจทย์คนรักความท้ายทายได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นบนถนนแบบ On Road หรือเส้นทาง Off Road ก็ตาม
เทคนิคการขับขี่รถ Off-Road
การขับขี่รถออฟโรด ไม่ได้มีเพียงแต่การขับขี่ตะลุยทางบนเขา หรือลุยแม่น้ำ ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังมีเทคนิคอื่น ๆ เพื่อให้การขับขี่รถของเรามั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้สะดวกสบายตลอดการเดินทางนั่นคือ การลดแรงดันของยาง เพราะยางที่อ่อนเล็กน้อยจะช่วยยึดเกาะถนนที่มีพื้นผิวขรุขระและลดแรงกระแทกได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ผลิตยาง เพราะหากลดแรงดันลมยางมากเกินไป อาจทำให้ยางเสียรูปได้ง่าย และทำให้การเกาะถนนลดลง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะในทางเรียบหรือทางโค้ง
รวมถึงหากพื้นผิวยางสัมผัสพื้นผิวถนนได้มากเท่าไร ก็จะช่วยกระจายน้ำหนักให้สมดุลมากขึ้นตามไปด้วย และการขับรถช้า ๆ ช่วยให้ระบบกันกระเทือนของรถยนต์รับมือกับแรงกระทบได้ดีกว่า ทำให้การขับขี่นุ่มนวล และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้มีเวลาคิดก่อนตัดสินใจเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อีกด้วย
เตรียมตัวก่อนออกทริปออฟโรด
ก่อนออกเดินทางด้วยรถ Off Road ควรตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งานมากที่สุด ทั้งเติมน้ำมันให้เต็มถัง เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ไปด้วยทุกครั้ง เช่น ยางสำรอง, อุปกรณ์เปลี่ยนยาง, ชุดปฐมพยาบาล, เครื่องปั๊มลมแบบพกพา, เชือกสำหรับลากรถ และอื่น ๆ
สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง คือ การทำความเข้าใจในเรื่องการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกันตามแต่ละภูมิประเทศ และวางแผน ศึกษาเส้นทางก่อน เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีลักษณะพื้นผิวถนนที่แตกต่างกันทั้งพื้นทราย, ดินโคลน, พื้นหิน ฯลฯ โดยแต่ละพื้นผิวถนนจำเป็นต้องใช้เทคนิคในการขับขี่ที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยและสนุกไปกับการเดินทาง หากใช้ฟังก์ชันไม่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ รถอาจสูญเสียการควบคุมและเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาระหว่างเดินทาง
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ชวนเพื่อนขับรถออฟโรดไปด้วยกันอย่างน้อย 2 คัน เผื่อเกิดเหตุรถคันใดคันหนึ่งติดหล่ม หรือเกิดเหตุไม่คาดคิดระหว่างเดินทางก็จะสามารถช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย
การออกผจญภัยบนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย ต้องอาศัยความพร้อมของรถยนต์เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักของรถยนต์ทุกคัน คุณคงไม่อยากให้รถของคุณแบตเตอรี่หมดสตาร์ทไม่ติดกลางป่าใช่หรือไม่
เตรียมพร้อมรถออฟโรด ด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK

รถ Off Road เป็นรถกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม สตาร์ทไม่ติด เพราะเป็นรถที่ไม่ได้ใช้ทุกวัน จอดนานเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะได้ขับก็ตอนออกทริป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานยาวนานเต็มประสิทธิภาพ ด้วย เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถ CTEK จากสวีเดนที่ได้รับความไว้วางใจผลิตเครื่องชาร์จแบตฯ ให้กับรถยนต์ชั้นนำมากที่สุดในโลก เช่น Mercedes-Benz, Porsche, Rolls-Royce, Lamborghini, Ferrari, McLaren, Bentley, Maserati, BMW, Mini, Audi, Jaguar, Lexus, Koenigsegg, Chrysler, Jeep และอื่น ๆ อีกมากมาย
โดยรุ่นที่แนะนำคือ CTEK MXS 5.0 เครื่องชาร์จที่เหมาะกับทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คุณสมบัติเด่น:
– กระแสชาร์จสูงสุด 5A
– เหมาะสำหรับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด 12V ขนาด 1.2 – 110Ah
– ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านช่างก็สามารถใช้งานได้
– รุ่นขายดีที่สุดในปัจจุบัน
ให้แบตเตอรี่รถ Off Road ของคุณพร้อมใช้งานเสมอ มั่นใจทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเส้นทางไหนก็เอาอยู่ สั่งซื้อ CTEK เลยวันนี้!

พาส่อง 10 รถที่แพงที่สุดในโลก ปี 2023

สำหรับในวันนี้เราขอพาไปส่อง รถที่แพงที่สุดในโลก เพราะรถยนต์ราคาแพงเปรียบเสมือนเหมือนการใส่เสื้อผ้าจากดีไซน์เนอร์ชื่อดังหรือเหมือนการหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่ง รถราคาแพง นั้นก็มักจะมีดีไซน์ที่สะดุดตากว่าบรรดารถทั่วไป รวมไปถึงความแรงและสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน ซึ่ง รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก ที่เรานำมาวันนี้ก็เป็น ยี่ห้อรถหรู ที่หลาย ๆ คนก็คงจะคุ้นเคยกับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Bugatti, Ferrari, Koenigsegg และ Pagani ซึ่ง รถหรูราคาแพง เหล่านี้เน้นผลิตมาเพื่อมหาเศรษฐีโดยเฉพาะ และบางรุ่นก็มีให้จับจองแค่ไม่กี่คันเท่านั้น ไปดูกันดีกว่าว่า รถที่ราคาแพงที่สุดในโลก มีรุ่นไหนบ้าง และรถคันไหนจะเป็น รถที่แพงที่สุดในโลกอันดับ1 กันแน่
ซื้อรถมือสอง กับ CARSOME การันตีคุณภาพรถยนต์ ผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุดพร้อมปรับสภาพให้ได้มาตรฐาน รับประกันสูงสุด 2 ปีเต็ม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า ซื้อไปแล้วไม่พอใจ การันตีคืนเงินภายใน 30 วัน

รถที่แพงที่สุดในโลก 2023
10 รถยนต์ราคาแพงที่สุดในโลก
รถที่แพงที่สุดในโลกอันดับ1 Rolls-Royce Boat Tail

ราคา 28.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 890 ล้านบาท)
Rolls-Royce กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าของ รถที่แพงที่สุดในโลก 2023 ทั้งยังครองตำแหน่ง รถสปอร์ตที่แพงที่สุดในโลก และเป็น โรสรอยที่แพงที่สุด สำหรับ Boat Tail เป็นยนตรกรรมสั่งทำพิเศษที่มาพร้อมการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือยอร์ชระดับ J Class
ภายนอกตกแต่งไม่ซ้ำใครในแบบทูโทน มีไฟหน้าที่เป็นแบบเส้นหนาแนวนอน ส่วนท้ายรถใช้แผงไม้วีเนียร์ตกแต่งภายนอก และมาพร้อมตู้แช่เย็นสำหรับแชมเปญ ร่มกันแดดแบบบิ้วอิน โต๊ะด้านหลังตกแต่งด้วยไม้ Caleidolegno และเก้าอี้บาร์สูงที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์
ภายในห้องโดยสารตกแต่งแบบไฮเอนด์ ผสมผสานกับการใช้ไม้ตกแต่งบริเวณช่วงล่างและพื้นภายห้องโดยสารทั้งหมด ชวนให้นึกถึงโครงของลำเรือ พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุสีมันวาว ไม้ Caleidolegno และนาฬิกา BOVET 1822 หนึ่งเรือนบนแผงหน้าปัด เป็นต้น
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 2 Bugatti La Voiture Noire

ราคา 18.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 598 ล้านบาท)
สำหรับแชมป์เก่าของปี 2020 ได้ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 ปีนี้ แต่ด้วยแบรนด์ Bugatti ราคา 18.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จะยังคงทำให้ไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษคันนี้ติดอยู่ในอันดับท็อปๆ ของรถยนต์ราคาแพงไปอีกหลายปีแน่นอน
La Voiture Noire มีความหมายในภาษาฝรั่งเศษว่า “รถยนต์สีดำ” ตัวรถถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของ Chiron และมีการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถคลาสสิคระดับตำนานอย่าง Type 57SC Atlantic พร้อมด้วยตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ทำขึ้นด้วยมือ และเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 1,500 แรงม้า
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 3. Rolls-Royce Sweptail

ราคา 12.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 407 ล้านบาท)
สุดยอดอัครยานยนต์สั่งทำพิเศษแบบ 2 ประตู 2 ที่นั่ง ที่ Rolls-Royce ใช้เวลาพัฒนามากกว่า 4 ปีคันนี้คือเจ้าของตำแหน่งรถยนต์ที่มีราคาแพงที่สุดในปี 2017 มาพร้อมการออกแบบที่เน้นความประณีตวิจิตรตั้งแต่กระจังหน้าทรงประตูวิหารแพนธีออนตี ตัดกับการตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมที่บรรจงออกแบบอย่างประณีต
ภายในให้ความรู้สุกเรียบหรูคล้ายกับนั่งอยู่ในเรือยอชต์ และทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ V12 ความจุ6.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 459 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 4. Bugatti Centodieci

ราคา 9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 297 ล้านบาท)
Centodieci เปิดตัวครั้งแรกในงาน Pebble Beach car week เผยให้เห็นรูปลักษณ์ของรถระดับอัลตร้าแรร์ ที่ถูกสร้างขึ้นแสดงความเคารพต่อซุเปอร์คาร์ระดับไอคอนในยุค 90 อย่าง Bugatti EB110 SS โดยเป็นรถหรู Bugatti ราคา 9 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมครองแชมป์ รถซุปเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในโลก
ไฮเปอร์คร์รุ่นพิเศษนี้ถูกผลิตเพียง 10 คันเท่านั้น และมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักเบากว่ารถที่ใช้เป็นพื้นฐานอย่าง Chiron ถึง 20 กิโลกรัม อีกทั้งยังมีพละกำลังเพิ่มมากกว่าถึง 100 แรงม้า เป็น 1,600 แรงม้าด้วย
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 5. Mercedes-Maybach Exelero

ราคา 8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 254 ล้านบาท)
Exelero เปิดตัวคร้งแรกในปี 2004 ในรูปแบบ one-off หรือมีอยู่คันเดียวในโลก โดยรถคันนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่ Mercedes-Maybach และ Fulda บริษัทยางในเครือ Goodyear ในเยอรมันร่วมกันพัฒนาเพื่อแสดงถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ภายใต้ฝากระโปรงติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 690 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,020 นิวตันเมตร และท็อปสปีด 350 กม.ต่อชม.
นึกถึง รถมือสอง ต้อง CARSOME

รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 6. Bugatti Divo

ราคา 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 191 ล้านบาท)
ในบรรดารถยนต์ราคาแพงที่เพิ่งเปิดตัว Bugatti Divo ถือเป็นรถยนต์ที่มีดีไซน์สวยสุดตั้งแต่หัวจรดท้าย อีกทั้งยังมีหลายๆ สิ่งที่พิเศษมากกว่าของ Chiron คือเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เน้นความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งสามารถสร้างแรงกดอากาศ (Downforce) ได้มากกว่า Chiron ถึง 90 กิโลกรัม มีฝาครอบเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สปอยเลอร์หลังที่มีความกว้างกว่า Chiron ถึง 23% อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าถึง 35 กิโลกรัม
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.4 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 380 กม./ชม. โดยเป็น Bugatti ราคา ประมาณ 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 191 ล้านบาท
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 7. Pagani Huayra Imola

ราคา 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 178 ล้านบาท)
Huayra Imola ไฮเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี ได้ถูกแนะนำตัวให้ชาวโลกได้รู้จักไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา และเพิ่งเปิดเผยรายระเอียดทางเทคนิคเมื่อต้นปีนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ความจุ 6.2 ลิตร ทวินเทอร์โบ จาก Mercedes-AMG ให้กำลังสูงสุด 827 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตันเมตร สิ่งนี้ส่งได้ผลให้ Huayra Imola คือไฮเปอร์คาร์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Pagani เคยสร้างมา
นอกจากนี้ตัวรถยังโดดเด่นไปด้วยปีกหลังขนาดใหญ่ ช่องดักลมบนหลังคา แชสซีส์โมโนค็อกเสริมแข็งแกร่งด้วยวัสดุพิเศษ และผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 5 คันเท่านั้น
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 8. Koenigsegg CCXR Trevita

ราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ153 ล้านบาท)
CCXR Trevita เป็นรถยนต์รุ่นสูงสุดในตระกูล ‘CCX’ ที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียงแค่ 3 คันเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็ตกไปอยู่ในมือของนักชกชื่อดังอย่าง ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ CCXR Trevita มีความพิเศษอยู่ที่ตัวถังทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ซึ่งถูกทำขึ้นในรูปแบบสีขาวประกายเพชรแทนที่จะเป็นสีดำแบบทั่วไป ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 1,004 แรงม้า ตลอดระยะเวลาที่ทำตลาด รถยนต์ตระกูล CCX ถูกผลิตออกมาจำหน่ายเพียงแค่ 49 คันเท่านั้น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโมเดล Agera ในเวลาต่อมา
รถที่แพงที่สุดในโลก อันดับ 9. Lamborghini Veneno

ราคา 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ144 ล้านบาท)
Veneno ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกบนเวที Geneva Motor Show 2013 ในฐานะรถรุ่นพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งบริษัท มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ความจุ 6.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 740 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 609 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ได้ภายใน 2.9 วินาที มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งคูเป้และเปิดประทุน ซึ่งทั้งหมดมีอยู่เพียง 14 คันบนโลก อีกทั้งยังเป็น แลมโบที่แพงที่สุด อีกด้วย
10. Bugatti Chiron Super Sport 300

ราคา 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 128 ล้านบาท)
เมื่อปลาย 2019 ปีที่ผ่านมา Bugatti ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนทั่วโลกด้วยการทำความเร็วทะลายกำแพง 300 ไมล์ต่อชั่วโมงได้สำเร็จด้วย Chiron เวอร์ชั่นโปรโตไทป์ที่มีการดัดแปลงมาเป็นพิเศษ และความสำเร็จดังกล่าวก็ได้ถูกสานต่อมาเป็น Chiron Super Sport 300 + รถรุ่นโปรดักชั่นที่ผลิตจำกัดเพียง 30 คันทำให้ Bugatti Chiron ราคา พุ่งไปถึง 3.9 ล้านเหรียญ
Chiron Super Sport 300 + มาพร้อมตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดใหญ่ขึ้น ปลายท่อไอเสียใหม่ สปอยเลอร์หลังถูกถอดออกไป และมีช่องระบายอากาศแบบวงกลมบนซุ้มล้อหน้าทั้งสองฝั่ง ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ
รถหรูราคาแพง หรือไม่ใช่ ก็ต้องวางแผนก่อนผ่อน
สำหรับการผ่อนรถยิ่งมียอดดาวน์มากเท่าไหร่นั้นยิ่งดี ซึ่งนั่นหมายถึงค่างวดต่อเดือน และจำนวนงวดจะลดลง ทำให้คุณสามารถผ่อนรถยนต์หมดได้เร็วขึ้นและจ่ายน้อยลง ถ้าคุณมีเงินสดมากพอให้ดาวน์สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ตั้งแต่แรก เพราะดอกเบี้ยรถยนต์เป็นดอกเบี้ยตายตัว คำนวณครั้งเดียวมีผลจนงวดสุดท้าย ต่างจากการผ่อนบ้าน ที่ดอกเบี้ยจะลดลงให้ได้ถ้ามีเงินก้อนมาโปะยอดในภายหลัง แต่สำหรับรถยนต์ถึงจะมาเงินก้อนมีโปะ งวดที่เหลือยังเสียดอกคงที่เท่าเดิมอยู่ดี ยิ่งจ่ายค่าดาวน์มากภาระในการผ่อนแต่ละเดือนก็จะยิ่งน้อยลง
ในการวางแผนการซื้อรถเงินผ่อนคุณควรจะมีเงินดาวน์รถอยู่ประมาณ 25-40 เปอร์เซ็นต์ของราคารถ หากเลือกดาวน์น้อยกว่า 20% ของราคารถจะต้องมีคนค้ำประกัน หรือ หากรายได้ไม่ถึง 2 เท่าของค่างวดรถควรมีคนซื้อร่วม 1 คน ถึงจะผ่านไฟแนนซ์ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น รถราคา 600,000 แสนบาท คุณสามารถทำการดาวน์ได้เต็มที่สูงถึง 40% หมายความว่าคุณจ่ายค่าดาวน์รถไปที่ 240,000 บาท และเหลือ 360,000 บาทที่คุณจะต้องจ่ายโดยการแบ่งผ่อนชำระ
แต่ถ้าหากเป็นกรณีรถมือสอง วงเงินดาวน์จะอยู่ที่ประมาณ 10% จากราคารถ แต่จำนวนมากหรือน้อยของเงินดาวน์ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจากมุมมองของไฟแนนซ์ด้วย ซึ่งความเสี่ยงที่ว่าอยู่ในกลุ่มของรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปีขึ้นไป เช่น รถยุโรปแพงๆ ที่นำเข้ามา รถที่คนเล่นน้อย รถติดแก๊ส ฯลฯ เป็นต้น เมื่อสถาบันทางการเงินหรือไฟแนนซ์มองว่ามีความเสี่ยงสูงแล้ว อาจจะมีสองทางเลือกนั่นคือ ไม่อนุมัติ หรือ ต้องการให้วางเงินดาวน์สูงๆ และกำหนดจำนวนงวดในการผ่อนชำระไว้น้อยๆ เพื่อจะได้มียอดจัดน้อยๆ และให้ลูกค้าผ่อนให้จบไปไวๆ เพื่อลดความเสี่ยงของไฟแนนซ์นั่นเอง
เงินดาวน์และระยะการผ่อนมีผลต่อดอกเบี้ย
เงินดาวน์หรือค่างวด และระยะเวลาการกู้จะมีความสัมพันธ์กัน ในการวางเงินดาวน์และระยะเวลาการผ่อนจึงมีผลต่อค่างวดที่จะต้องชำระ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ทางสถาบันการเงินจะคิดกับผู้กู้ขึ้นอยู่กับ 2 กรณีดังนี้
กรณีที่หนึ่ง เงินดาวน์สูงอัตราดอกเบี้ยถูก
หากวางเงินดาวน์ไว้สูง หมายความว่ายอดวงเงินที่จะกู้เพื่อนำมาชำระผ่อนจ่ายส่วนเหลือเป็นวงเงินที่ไม่สูง เพราะความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อจะรับความเสี่ยงที่น้อยลง ซึ่งโดยทั่วไปมูลค่าของการเสื่อของรถยนต์ในช่วง 5 ปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 0-25% จากนั้นจะลดไปอีกปีละประมาณ 5-7% หากมีการวางเงินดาวน์สูงใกล้เคียงกับค่าเสื่อม ความเสี่ยงของโอกาสที่ธนาคารจะเสียหายมีน้อย ดอกเบี้ยที่จะคิดกับผู้กู้จึงให้ในอัตราที่ต่ำ ไม่สูงมาก
กรณีที่สอง ผ่อนระยะสั้นดอกเบี้ยถูกกว่าผ่อนยาว
หากเป็นการผ่อนระยะยาวอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่า เพราะความเสี่ยงของสถาบันการเงินมีความสูง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าในช่วงระยะเวลาการผ่อนจะเกิดปัญหาอะไรกับผู้กู้บ้างหรือไม่ที่จะทำให้การผ่อนหยุดชะงักลงได้ แต่หากผ่อนในระยะเวลาที่สั้นด้วยการวางเงินดาวน์ที่สูง ระยะรับความเสี่ยงของสถาบันการเงินก็สั้น และมีความมั่นใจแน่ชัดว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะผ่อนได้จนครบสัญญาจริง ผู้กู้ก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่จำนวนเงินผ่อนต่องวดก็สูงกว่า เพราะเป็นการผ่อนระยะสั้น
ค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากค่างวดรถ
นอกจากภาระค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลากหลายอย่างที่คุณต้องจ่าย ทั้งจ่ายเป็นครั้งหรือแบบรายเดือน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายรายปี ดังนั้นควรเตรียมความพร้อมและวางแผนว่าแต่ละรายการต้องใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง
- ค่าน้ำมัน อย่างต่ำเดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท
- ประกันชั้นหนึ่ง อยู่ที่ปีละประมาณ 20,000 บาท
- พ.ร.บ. และภาษีรถยนต์ เสียทุกปี ปีละ 2,500 บาท
- ตรวจสภาพ เช็คระยะ ถ่ายน้ำมันเครื่อง ขึ้นอยู่กับระยะทางและรถ ประมาณปีละ 3,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับการใช้รถ ขึ้นอยู่กับบริบทและสภาพวิถีการดำเนินชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์แต่ละรายการ ซึ่งถ้าหากคุณคิดจะมีรถสักคันแล้ว ต้องมีการบริหารค่าใช้จ่ายของตัวคุณเองให้ดีเพื่อไม่ให้การผ่อนชำระค่ารายเดือนของคุรต้องหยุดชะงักไปกลางทาง ทางที่ดีสำหรับคนที่ผ่อนซื้อรถ ควรมีเงินสำรองสำหรับการผ่อนค่างวดอย่างน้อย 6-10 เดือน เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคตที่อาจส่งผลต่อการชำระค่างวดรถได้
สำหรับรถยนต์ราคาแพงที่พาไปรับชมกันในวันนี้คงทำให้หลาย ๆ คนมีแรงบันดาลใจในการหารถยนต์คู่ใจดี ๆ สักคนและวางแผนในการผ่อนรถยนต์ในอนาคตได้อย่างรัดกุม เพราะการมีรถยนต์สักคนนั้นนอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อขายแล้ว ค่าใช้จ่ายยิบย่อยต่าง ๆ ก็ย่อมตามมาเป็นเงา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ที่มีราคาแพงยิ่งมีค่าบำรุงการรักษาสูงมาก อย่างไรก็อย่าลืมวางแผนกันให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อรถสักคันนะคะ
หากคุณกำลังสนใจจะ ซื้อรถมือสอง หรือ ขายรถคันเดิม แล้วล่ะก็… ที่ CARSOME เสนอราคาให้คุณคุ้มค่าที่สุด! เรามีการดำเนินการที่มีมาตรฐาน โปร่งใส รวดเร็ว ให้คุณซื้อหรือขายรถได้อย่างสบายใจ คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!

อ่านบทความต่อ: เซเลบิตี้ประเทศไทยกับรถคู่ใจสุดหรู หรือ มาส่องรถหรูมือสองราคาอีโคคาร์ที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยากกัน
![[ครบชุด] T2609041 (ตอนจบ)แม อยากได หลานเลยจ บล กมานอนด วยก จนม แต พวกเขาสองคนไม นได เห นหน าก](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-905.png)
![[ครบชุด] T2609042 เร องเล กๆม นทำให ตเราด นได ไอ เร องเล กๆม นก ทำให ตพ งได เหม อนก](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-906.png)