ย้อนรอยประวัติ “Rolls Royce” 117 ปี Ultra Luxury Sedan ยนตรกรรมสุดหรูจากเมืองผู้ดี
September 15, 2021 • 0 Comment
หากพูดถึงรถยนต์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถยนต์ที่หรูหราที่สุดในโลก ทุกคนคงต้องนึกถึง รถยนต์จากเมืองแห่งผู้ดีประเทศอังกฤษอย่าง “Rolls Royce” ที่เป็นรถยนต์ระดับ Ultra Luxury Sedan ที่มีประวัติยาวนานมากถึง 117 ปี และได้รับการยกย่องว่ามีการผลิตที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ใส่ใจมากที่สุด เพราะเจ้าของรถสามารถเลือก Customize ได้ทุกส่วนภายในรถ และยังมีเทคโนโลยีการออกแบบที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงคงความเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะหาใครมาเทียบเทียมได้ Rolls Royce จึงถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ก็ทรงคุณค่าเสมอมา
ภาพจาก Autospinn
ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ถึงประวัติตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรบ้าง
ในบทความนี้ เราจึงจะพาผู้อ่านย้อนอดีตไปพบกับจุดเริ่มต้นของ Rolls Royce และเส้นทางสู่ความสำเร็จและความโด่งดังที่มีมาจนถึงทุกวันนี้
ที่มาของแบรนด์รถหรู “Rolls Royce”

ภาพจาก baanlaesuan.com
แบรนด์รถหรู “Rolls Royce” ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดย Charles Rolls และ Sir Henry Royce 2 เพื่อนซี้ชาวอังกฤษผู้ที่หลงใหลในอุตสาหกรรมยานยนต์และงานวิศวกรรมเครื่องกล รวมถึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก
Charles Rolls
แม้ทั้ง 2 คน จะมีพื้นเพและภูมิหลังที่แตกต่างกันมาก โดย Charles Rolls เกิดในปี 1877 เป็นลูกชายของ Lord และ Lady Llangattock ซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยใน Berkerly Charles Rolls ได้เข้าเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่ Trinity College มหาวิทยาลัย Cambridge เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์และเป็นเจ้าของรถยนต์คนแรกในวิทยาลัย เพื่อน ๆ จึงมอบฉายาให้เขาว่า “Petrolls” และ “Dirty Rolls”
หลังจากจบมหาวิทยาลัย Charles Rolls เป็นนักแข่งรถที่ทำลายสถิติโลกในปี 1903 ด้วยการขับรถ 30 แรงม้า ที่มีความเร็วถึง 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเห็นได้ว่าเขามีชีวิตที่สุขสบาย ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก
Henry Royce
แต่ในส่วนของ Henry Royce เขาเกิดในปี 1863 ในเมืองปีเตอร์โบโรห์ ประเทศอังกฤษ เขาไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนกับ Charles Rolls เขาต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก 9 ขวบ เพื่อช่วยเหลือที่บ้าน โดยการขายหนังสือพิมพ์และส่งจดหมาย ต่อมาเมื่อ Henry Royce อายุ 14 ปี เขาได้มีโอกาสไปฝึกงานด้านรถไฟและพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ เขาจึงได้ทำงานด้านวิศวกรรมกับ Electric Light and Power Company ในที่สุด
หลังจากนั้นเขาได้ซื้อรถฝรั่งเศสมือสอง Decauville เขาเริ่มมีความสนใจในวิศวกรรมเครื่องกลและการสร้างรถยนต์ เขาจึงออกแบบ ปรับปรุงรถมือสองและสร้างเครื่องยนต์ของเขาเป็นครั้งแรก
เมื่อ Charles Rolls ได้มาเห็นเครื่องยนต์ของ Royce จึงเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก และหลังจากที่ Rolls ได้ทดลองขับรถของ Royce เขาก็ตัดสินใจที่จะร่วมมือกับ Royce สร้างรถยนต์ที่ดีที่ที่สุดโลกขึ้นมา และนี่คือจุดเริ่มต้นของแบรนด์รถหรู Rolls Royce ที่มีบุคคลมีชื่อเสียงและเชื้อพระวงศ์จำนวนมากชื่นชอบและใช้งานมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 117 ปี
เส้นทางสู่ความสำเร็จของ Rolls Royce ยนตรกรรมแห่งเมืองผู้ดี
เส้นทางการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่หรูหราที่สุดในโลก เริ่มต้นขึ้นในปี 1904 ซึ่งเป็นปีที่รถยนต์คันแรกในนาม “Rolls Royce” ถูกผลิตขึ้นมา คือ Rolls Royce 10 H.P. รถคันนี้มีจุดเด่นอยู่ที่หลังคาทรงสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ส่งต่อให้รถรุ่นต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน
โดยก่อนจะมีรถ Rolls Royce คันแรกนี้ขึ้น Henry Royce’s ได้ผลิตรถ Royce 10 รถต้นแบบออกมาถึง 3 แบบซึ่งสร้างจากรถ Decauville มือสองที่ Royce เป็นเจ้าของ โดยเขามีความเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้ออกมาเป็นรถที่ดีกว่าเดิมได้ และ Rolls Royce 10 H.P. เป็นอีกหนึ่งผลงานที่พิสูจน์ได้ว่าเขามีความเชื่อที่ถูกต้อง เขาประสบความสำเร็จในการทำให้รถของเขาเงียบกว่ารถที่มีอยู่เป็นอย่างมาก

ภาพ Rolls Royce 10 H.P. จาก rolls-roycemotorcars
“The Best Car in The World”
ต่อมาในปี 1907 Rolls Royce ได้ปล่อยรถรุ่น Silver Ghost ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “The best car in the world” หรือรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก ออกมาสู่สายตาสาธารณชน เป็นรถยนต์เปิดประทุนที่มีเครื่องยนต์ 40/50 แรงม้า 6 สูบ ทาสีด้วยสีอลูมิเนียมพร้อมชุบเงิน โดยถูกตั้งชื่อว่า “Silver Ghost” เพื่อแสดงถึงเครื่องยนต์ที่มีความเงียบเชียบราวกับผีและสีของรถ

ภาพ Silver Ghost 1907 จาก ThrottleXtreme
หลังจากเปิดตัวได้มีการวิ่งทดสอบเครื่องยนต์และสมรรถภาพรถ ขับไปกลับระหว่างลอนดอนและกลาสโกว์ เป็นระยะทางกว่า 24,000 กิโลเมตร เพื่อสร้างการรับรู้ ความน่าเชื่อถือและพิสูจน์ศักยภาพเครื่องยนต์ ความเงียบของรถ โดยหลังจากขับไปได้ 11,000 กิโลกรัม มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงถือเป็นการแจ้งเกิดในวงการรถหรูระดับโลกขึ้นมา
ที่มาของ “The Spirit of Ecstasy”
ในปี 1905 ได้มีการใส่รูปปั้นที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Rolls Royce ไว้ที่หน้ารถมาตั้งแต่นั้นมา โดยรูปปั้นนี้ มีชื่อเรียกว่า “The Spirit of Ecstasy” หรือ Eleanor, Silver Lady และ Flying Lady
มีต้นกำเนิดมาจากโศกนาฏกรรมความรักระหว่าง John Walter Edward ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมนรถยนต์ในอังกฤษและ Eleanor Verlasco เลขาของเขา ซึ่งความรักระหว่างเขาสองคนเป็นความลับต่างชนชั้นที่ไม่สามารถเปิดเผยได้
หลังจากนั้น Edward ได้ไปขอให้ Charles Robinson Skyes ออกแบบรูปปั้นผู้หญิงสำหรับติดตั้งหน้ารถ โดย Robinson เลือก Eleanor เป็นต้นแบบของรูปปั้น เพื่อแสดงถึงความรักที่ Edward มีต่อ Eleanor และความหลงใหลในรถยนต์ของ Edward
และออกแบบรูปปั้นเป็นผู้หญิงปิดปาก สื่อถึงความรักที่เป็นความลับของทั้งสองคน รูปปั้นชิ้นแรกนี้มีชื่อว่า “The Whisper” ที่มีเพียงชิ้นเดียว ติดตั้งอยู่ที่รถของ Edward เพียงคนเดียวเท่านั้น

ภาพ The Whisper จาก worthpoint.com
ต่อมาในปี 1910 Claude Johnson กรรมการผู้จัดการของ Rolls Royce Motors มีความคิดว่ารถ Rolls Royce ควรจะมีสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อให้คนจดจำได้ จึงให้ Robinson แก้ไข The Whisper รูปปั้นผู้หญิงปิดปาก ให้กลายมาเป็น รูปปั้นผู้หญิงโบยบิน หรือ “The Spirit of Ecstasy” และใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพ The Spirit of Ecstasy จาก Wikipedia
Rolls Royce ในอุตสาหกรรมการบิน
ต่อมาในปี 1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Rolls Royce ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในวิศวกรรมการบิน เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในขณะนั้น โดยออกแบบและผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินขึ้นมาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า “The Eagle” เป็นเครื่องยนต์ที่มีพลังกำลัง 200 แรงม้า ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ และมีการเปิดโรงงาน Rolls Royce แห่งแรก ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพเครื่องยนต์ The Eagle จาก Wikipedia
ต่อมาในปี 1920 เครื่องยนต์ “R” (เครื่องยนต์เฉพาะตัวของ Rolls Royce) ได้ถือกำเนิดขึ้นในการแข่งขัน International Schneider Trophy seaplane contest ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ความเร็วมากถึง 400 mph ถูกบันทึกเป็นสถิติโลกในปี 1931
และเพียงไม่กี่ปีต่อมา Rolls Royce ได้ทำลายสถิติโลกอีก นั่นคือ สถิติทางบกและทางน้ำ Henry Segrave ทำลายสถิติโลกความเร็วทางน้ำกับเรือ Speed Boat รุ่น Miss England ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ “R” จาก Rolls Royce ด้วยความเร็ว 191.51 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
และ George Eyston นักแข่งรถชาวอังกฤษกับรถแข่งคู่ใจ Thunderbolt ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ “R” เช่นกัน ก็ได้พิชิตสถิติโลก ด้วยความเร็วมากถึง 502.44 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี 1937

ภาพ George Eyston จาก Fox Photos
และปี 1936 ทาง Rolls Royce ได้ออกรถรุ่น Phantom III โดยพัฒนาและปรับปรุงตัวถังให้ดีขึ้น เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V12 เป็นครั้งแรก ใช้เครื่องยนต์ 7338 ซีซี 12 สูบและเป็นรถรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขนาดใหญ่รุ่นสุดท้าย

ภาพ Rolls Royce Phantom III จาก charlescrail
ช่วงปี 1950 เป็นจุดเริ่มต้นของ Rolls Royce ในการเป็นรถยนต์หรูสำหรับราชวงศ์และชนชั้นสูงอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้ โดยมีการออกแบบและผลิตรถยนต์ Phantom IV ขึ้นมาเป็นพิเศษคันแรก เพื่อมอบให้กับเจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งราชวงศ์อังกฤษ

ภาพ Phantom IV จาก Flickr
ปัจจุบันรถ Phantom IV ผลิตออกมาเพียง 18 คันทั้งโลก ถือได้ว่าเป็นรถ Rolls Royce ที่หายากและเก่าแก่ที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเจ้าของรถรุ่น Phantom IV ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้าชายเจ้าหญิง หรือประมุขของประเทศหรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ และยังมีการนำ Phantom IV ไปใช้ในงานทางการระดับประเทศอีกด้วย
ช่วงศตวรรษที่ 1960 เป็นยุคที่ Rolls Royce ได้เริ่มวางจำหน่ายให้คนทั่วไปมีโอกาสเป็นเจ้าของได้มากขึ้น จากเดิมที่เป็นรถสำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น
เนื่องจาก Rolls Royce ได้ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้เฉิดฉายอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “The Yellow Rolls Royce” ในปี 1964 รวมถึงมีบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง John Lennon ซื้อรถ Phantom V และได้นำไปเพ้นท์สีใหม่ พร้อมตกแต่งเป็นลวดลายที่โดดเด่น น่าจดจำ และมีคุณค่าในใจหลาย ๆ คนนี้ จึงทำให้ Rolls Royce เป็นที่นิยมในเหล่าคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ภาพ The Yellow Rolls Royce จาก Classic Film Review Blog
ปี 1980 Rolls Royce Motor Limited ถูกซื้อไปโดยบริษัท British Defence Vickers ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต Bentley จึงได้เกิดรถ Rolls Royce รุ่น Silver Spur และ Silver Spirit ขึ้นมา ซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ Full Size Luxury และในปี 1985 Rolls Royce ได้เข้าสู่ตลาดหุ้น London Stock Exchange
ต่อมา กลุ่ม BMW Group ได้ซื้อกิจการ Rolls Royce ออกจาก British Defence Vickers ไป โดย Rolls Royce มีมูลค่ามากถึง 40 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.5 พันล้านบาทเลยทีเดียว ในปี 1998
Rolls Royce กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 117 ปี สู่การเป็นรถหรูที่ครองใจผู้คนทั่วโลก
Rolls Royce ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่มาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น All New Phantom ในปี 2018, Cullinan รถ SUV รุ่นแรกของ Rolls Royce ในปี 2019 และในปีนี้ Rolls Royce ก็ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ All New Rolls
Royce Ghost 2021 เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้จากทั่วโลก

ภาพ All New Rolls Royce Ghost จาก caranddriver
จะเห็นได้ว่า Rolls Royce ได้พัฒนารถยนต์และออกรุ่นใหม่อยู่เสมอ ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและยังคงเป็นรถยนต์ในดวงใจของใครหลาย ๆ คนตลอดไป
นอกจากนี้ Rolls Royce ยังวาง Position ให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ชื่อดังระดับ Hollywood อีกหลาย ๆ เรื่อง
เช่น รถ Rolls Royce Silver Cloud I ใน Lord of War (2005), รถ Rolls Royce Phantom ใน Iron Man 2 (2010) หรือ รถ Rolls Royce Wraith ใน Spy (2015) เป็นต้น
หากคุณอยากสัมผัสประสบการณ์รถหรู ด้วยการเช่ารถหรู เช่ารถซูเปอร์คาร์ เช่ารถสปอร์ต หรือเช่ารถพร้อมคนขับ
Prime Cars Rental เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเรามีรถหรูตัวท็อป รถใหม่ไมล์น้อย ให้เลือกมากมายกว่า 50 คัน ด้วยบริการระดับพรีเมี่ยม การจองและเช่ารถที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที การดูแลรักษารถทั้งภายในและภายนอก ให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยได้ 100% พร้อมมอบความสะดวกสบายให้คุณ ด้วยบริการรับส่งรถถึงที่ และยังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัว ช่วยแนะนำและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้คุณตลอดเวลาขณะใช้งานรถ
ติดต่อเช่ารถหรูกับ Prime Car Rental ได้แล้ววันนี้ที่เบอร์ 081-954-2451 หรือไลน์ @primecarsrental
หรูยิ่งกว่าหรู! ทำไม ‘Rolls Royce’ ถึงแพงแบบไร้ที่สิ้นสุด?
By พิราภรณ์ วิทูรัตน์18 ส.ค. 2023 เวลา 19:13 น.




Play
สำรวจจักรวาลรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” พบ เฉลี่ยราคาคันละ 30-50 ล้านบาท สร้างสถิติแพงสุด 407 ล้านบาทต่อคัน ราคาสูงด้วยกลยุทธ์ “Customization” เลือกผสมสีรถเองได้ ภายในเก็บเสียงมิดชิด ศูนย์ล้อปรับแต่งเอง ใช้ช่างเฉพาะทาง เป็นรถ “Handmade” ทั้งคัน 100 เปอร์เซ็นต์!
Key Points:
- “โรลส์-รอยซ์” ขึ้นชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นรถสั่งทำ ผลิตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าเท่านั้น ทั้งตัวรถใช้ช่างฝีมือของแบรนด์ตกแต่งทั้งคัน เป็นงาน “Handmade” หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
- ความเฉพาะตัวของ “โรลส์-รอยซ์” มีตั้งแต่สีด้านนอกที่ลูกค้าสามารถสั่งผสมสีใหม่ขึ้นมาได้ หากมีลูกค้ารายอื่นๆ ต้องการใช้สีเดียวกันต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสีก่อน รวมถึงการตกแต่งภายในที่ใช้หนังวัวกระทิงในการทำเบาะ ตกแต่งหลังคารถแบบ “Starlight” เลือกกลุ่มดาวได้เอง
- การผลิตรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น ทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่สั่งซื้อ รับรถ จนถึงการบริการหลังขายมีความพรีเมียมเฉพาะตัวรวมถึงราคาที่สูงเป็นพิเศษ
แม้ไม่ใช่รถ “Supercar” โฉบเฉี่ยวสองประตูเหมือนกับ “เฟอร์รารี” (Ferrari) หรือ “ลัมโบร์กินี” (Lamborghini) แต่ความหรูหราเฉพาะตัวของ “โรลส์-รอยซ์” (Rolls Royce) ก็ทำให้แบรนด์ยืนระยะเป็นตำนานเข้าสู่ปีที่ 119 แล้ว “โรลส์-รอยซ์” ได้ชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่มีนวัตกรรมการออกแบบดีเยี่ยม เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและวัสดุระดับพรีเมียมที่ยังคงรักษาดีไซน์เฉพาะตัวแบบ “ผู้ดีอังกฤษ” ไว้ได้อย่างคลาสสิก
ในยุคที่รถยนต์เป็นที่ต้องการมากขึ้น ยักษ์ผู้ผลิตหลายเจ้าจึงเลือกออกแบบการผลิตด้วยวิธี “Mass production” หรือ “Lean production” เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วมาก ขณะที่ “โรลส์-รอยซ์” ยังคงจัดวาง “Brand positioning” ของตัวเองด้วยกลยุทธ์ “Craft production”
รู้หรือไม่ว่า รถยนต์โรลส์-รอยซ์ทุกคันที่ออกสู่ท้องตลาดไม่ได้ใช้การผลิตด้วยเครื่องจักร แต่ผ่านการประณีตบรรจงตกแต่งทุกส่วนด้วยช่างรถโรลส์-รอยซ์โดยเฉพาะ เรียกว่า เป็นรถ “Handmade” 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้

- สีเดียวบนโลก ไม่มีคันไหนเหมือน
จุดเด่นของ “โรลส์-รอยซ์” คือ การปรับแต่ง “Customized” ได้แบบไม่รู้จบ สามารถอัปเกรดได้ตามความต้องการของลูกค้า เฉพาะสีรถยนต์ก็ไม่สามารถทำที่อู่ซ่อมหรือศูนย์รถทั่วไปได้แล้ว เพราะสีรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์หรูจากเกาะอังกฤษมีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่นในท้องตลาด
ข้อมูลจากสำนักข่าว “บิซิเนส อินไซเดอร์” (Business Insider) ระบุว่า “โรลส์-รอยซ์” มีชาร์ตสีให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 44,000 เฉด โดยผู้ซื้อสามารถเลือกผสมสี-ปรับแต่งให้ตรงกับที่ตนเองชื่นชอบได้ คล้ายกับการผสมสีลิปสติกแบบ “Customized” ตามเคาน์เตอร์แบรนด์ ทำให้สีมีความเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น และเมื่อปรับแต่งเสร็จแล้วสีรถดังกล่าวก็จะถูกจดทะเบียนด้วยชื่อเฉพาะของลูกค้าทันที หากในอนาคตมีลูกค้ารายอื่นๆ ชื่นชอบและต้องการสีที่เหมือนกัน พวกเขาต้องขออนุญาตเจ้าของสีก่อน
นอกจากนี้ งานทำสีของ “โรลส์-รอยซ์” ยังมีความพิเศษตรงที่จะมีการเคลือบทำสีไว้อย่างน้อย 7 ชั้น ประกอบด้วยไพรเมอร์ เบส โค้ท และสี รวมทั้งยังเพิ่มแลกเกอร์ขัดเงาอีก 2 ชั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของรถต้องการเพิ่มชั้นสีให้มีความหนาแน่นมากขึ้นก็สามารถทำได้สูงสุดถึง 23 ชั้น และแน่นอนว่า ขั้นตอนการลงสีต้องใช้ช่างฝีมือของโรลส์-รอยซ์ทั้งหมด เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ฝีมือในการตวัดแปรงพู่กันลงสีด้วยเทคนิคพิเศษ สำหรับลูกค้าบางรายอาจเพิ่มเติมมูลค่าความสวยงามด้วยการตกแต่งที่มีเพชร ทอง หรืออัญมณีอื่นๆ ผสมอัดเข้ากับสี นอกจากราคาอัญมณีที่เพิ่มขึ้นมาต่างหากแล้ว กรรมวิธีนี้ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของช่างด้วย
- เก็บเสียงภายในด้วยฉนวน หลังคาแสงดาว ตู้ใส่วิสกี้ ตู้เย็นครบครัน
“โรลส์-รอยซ์” ใช้ฉนวนเก็บเสียง-กันความร้อนหนักถึง 300 ปอนด์ เพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามายังห้องโดยสาร ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่า จะสามารถคุยโทรศัพท์หรือทำธุระอื่นๆ ได้แบบไม่มีเสียงขับขี่จากภายนอกมารบกวน และสำหรับการตกแต่งภายในก็สามารถ “Customized” ได้อีกเช่นกัน
ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุและของตกแต่งภายในเพิ่มเติมได้ อาทิ ตะกร้าปิคนิค ตู้เก็บไวน์ ตู้แช่วิสกี้ ตู้เซฟเก็บเครื่องเพชร ฯลฯ ในส่วนของหลังคาภายในตัวรถเป็นหลังคาแบบ “Starlight” คือ มีการตกแต่งด้วยทะเลดาวระยิบระยับ ลูกค้าสามารถเลือกกลุ่มดาวที่ต้องการได้ โดยวัสดุที่ใช้ทำจะเป็นไฟเบอร์ออปติกถักทอรวมกันหลายพันเส้นเพื่อสร้าวกลุ่มดาวให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด
สำหรับเบาะที่นั่งเป็นงานปักสั่งทำพิเศษ หนังหุ้มเบาะทำมาจากหนังวัวกระทิงทำให้การเย็บหนังต้องใช้เวลานานและใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความประณีตสูง จากข้อมูลระบุว่า รถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” 1 คัน ใช้หนังวัวกระทิงมากถึง 8 ตัวเลยทีเดียว

- ยางสั่งทำพิเศษ ศูนย์ล้อปรับตั้งตรงเสมอ
“โรลส์-รอยซ์” ใช้ยางพิเศษที่ผลิตโดย “Continental” เพื่อลดเสียงรบกวนจากพื้นถนนเวลาขับขี่ โดยยางชนิดนี้จะใช้โฟมชนิดพิเศษเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนอกจากเสียงรบกวนที่ลดลงแล้วยังทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น และอีกหนึ่งข้อสังเกตที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยแต่ “โรลส์-รอยซ์” ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การปรับตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้ตั้งตรงอยู่เสมอ โดยปกติโลโก้บริเวณล้อรถจะหมุนไปตามล้อ แต่ของ “โรลส์-รอยซ์” จะทำการปรับโลโก้ให้ตั้งตรงเสมอ แม้รถกำลังเคลื่อนตัวหรือล้อจะยังหมุนอยู่ก็ตาม ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วคุณลักษณะเช่นนี้ยังทำให้การออกตัวสตาร์ทรถทำได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ “โรลส์-รอยซ์” ที่ไม่มีใครเหมือน
ด้วยความเฉพาะตัว ขายความเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ จึงทำให้มูลค่า “โรลส์-รอยซ์” สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายสิบเท่า การทำงานของ “โรลส์-รอยซ์” จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการผลิตรถยนต์จำนวนมากออกมาขายตามโชว์รูม บริการตลอดการขายจึงต้องอยู่ในความดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่า ลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีเยี่ยมเหมาะสมกับราคากว่า 50 ล้านบาทที่ต้องจ่ายไป
อ้างอิง: Auto Best, Business Insider, Cartoq, Up Town
![[ครบชุด] T2609031 าส นดาน (ตอนจบ)](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-915.png)

![[ครบชุด] T2609032 กสาวม สาม ฐานะจน แม ยายก เลย2มาตรฐาน ดท ายก องคลานกล](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-916.png)