รีวิว Ferrari 12Cilindri ขับสนุก สวยสะดุดตา คว้ารางวัล Car Design Award 2025 มาครอง
โพสต์เมื่อ 02 May 2568
ทดสอบเรือธงรุ่นใหม่จากค่ายม้าลำพอง Ferrari 12Cilindri บอกเลยว่าขับดีเกินคาด อีกทั้งยังการันตีความงดงามด้วยรางวัล Car Design Award 2025 อีกด้วย
Ferrari 12Cilindri คว้ารางวัล Car Design Award ประจําปี 2025
Ferrari 12Cilindri ได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในระดับโลก ซึ่ง 12Cilindri ได้คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด Production Cars
อีกทั้งคณะกรรมการยังยกย่องว่า Ferrari 12Cilindri คือ “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” และนี่เป็น Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1984

โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week โดยมี Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ขึ้นรับรางวัลในฐานะตัวแทนทีมออกแบบของแบรนด์ม้าลําพอง
Car Design Award ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เพื่อยกย่องโครงการออกแบบที่มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยผู้ชนะจะถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนจากสื่อมวลชนด้านยานยนต์ระดับสากล
Ferrari รุ่นไหนเคยได้รางวัล Car Design Award บ้าง
นับตั้งแต่ปี 1984 มี Ferrari ทั้งหมด 5 รุ่นที่ได้รับรางวัลในหมวด Production Cars ได้แก่
- Ferrari Testarossa (1985)
- Ferrari Roma (2020)
- Ferrari 296 GTB (2022)
- Ferrari Purosangue (2023)
- Ferrari 12Cilindri (2025)
ในขณะเดียวกันทีมออกแบบยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลในหมวด Brand Design Language ในปีเดียวกันจาก Purosangue อีกด้วย คณะกรรมการจาก ADI ให้เหตุผลที่เลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า

“ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ได้แก่ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย”
การออกแบบของ Ferrari 12Cilindri
Ferrari 12Cilindri ได้แรงบันดาลใจจาก Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ถ่ายทอดภารกิจของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นัง ที่เป็นหัวใจสําคัญของ Ferrari V12 สู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งด้านดีไซน์ ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะ

รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri แสดงออกถึงความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมในเส้นสายตัวถังเรียบง่ายแต่แอบซ่อนไว้ซึ่งความทรงพลัง เสริมด้วยนวัตกรรม เช่น
- แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ที่ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน
- ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทางที่ภายใต้นั้นมีความงดงามของขุมพลัง
- ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari เครื่องยนต์ V12
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการยกระดับมรดกของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจํากัดเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การดีไซน์, สมรรถนะที่เหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่

Ferrari F80
ดูภายนอกอาจคิดว่าคล้ายกับ Ferrari F80 หรือเปล่า ก็ต้องบอกว่าแอบคล้าย ตรงด้านหน้ามุมตรงที่มีดีไซน์คล้ายๆ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีต และดีไซน์ด้านข้างแถวๆ ตรงประตูที่มีความโค้งมนต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่จะเน้นความดุดันสปอร์ตๆ
เรียกได้ว่า 12 Cilindri มีกลิ่นอาย F80 ที่ทำให้ดูกระชับ และ เรียบหรู โค้งมน มีมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ในยุค 50s 60s ไม่เหมือน F80 ที่จะเน้นดุดัน ซึ่งด้านหน้าของ 12Cilindri จะใช้ไฟทรงสี่เหลี่ยมที่ด้านใต้มีไฟ DRL อยู่ คาดด้านหน้าด้วยแถบสีดำพร้อมวางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กไว้ที่ตรงกลางทำให้มีความเรโทรสูง

Ferrari 365 gtb/4 Daytona
ส่วนกระจังหน้าจะเป็นแบบตะแกรงสีดำและมีเซนเซอร์อยู่ตรงกลาง ซึ่งช่วยให้การรับลมระบายความร้อนของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ที่ใต้ฝากระโปรง ฝากระโปรงหน้าจะมีความยาวและมีช่องระบายอากาศอยู่สองช่อง หน้าจะยาวเหมือนกับ Ferrari 812 Superfast เพราะใต้ฝานี้เป็นเครื่องยนต์ V12 NA ซึ่งอาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายของม้าลำพอง

Ferrari 812 Superfast
ดูที่ด้านข้างเราจะเห็นว่า 12Cilindri จะมีความโค้งมนเป็นมัดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งมัดกล้ามเนื้อบริเวณโป่งล้อหน้านี้แท้จริงแล้วเป็นดีไซน์ของฝากระโปรงหน้าที่ทำให้ปิดลงแล้วคลุมเป็นโป่งล้อสไตล์มัดกล้ามเนื้อเหมือน Ferrari ในอดีต
ในจุดนี้จะมีช่องระบายลมอยู่ที่ใต้ตัวโป่งบริเวณหลังล้อหน้าเพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถ ซึ่งรายละเอียดการออกแบบจะต่างจาก 812 Superfast ที่จะเน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวแบบสุดตารางไปเลย

ในส่วนของล้อจะมาพร้อมกับล้อและยางหน้า 275/35 R21 J10.0 หลัง 315/35 R21 J11.5 เห็นล้อใหญ่ยางเล็กแบบนี้หลายคนคิดว่าแข็งแน่นอน แต่บอกเลยพอได้ขับแล้วเซอร์ไพรส์มาก เบรกด้านหน้าจะใช้เป็นขนาด 398 x 223 x 38 มม. และหลัง 360 x 233 x 32 มม. มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
ตัวระบบเบรกนี้จะยกชุดมาจากรถตัวท็อปของค่ายอย่าง SF90 และ 296 เป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ที่ช่วยให้เบรกแม่นยำแม้เบรกติดต่อกันซ้ำๆ และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม
อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ขับขี่รถคันนี้ได้อย่างมั่นใจทุกสถานการณ์

การออกแบบท้ายรถจะมีความสมัยใหม่แต่มีกลิ่นอายความเรโทรอยู่ มีความเเบนราบคล้าย SF90 แต่เมื่อดูที่ตัวไฟจะเหมือนกับ Roma มีดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ที่ช่วยเรื่องการรีดอากาศ ซึ่งต้องบอกว่าด้านท้ายเป็นการดีไซน์ที่สวยงามลงตัวมาก ดูมีความร่วมสมัย
ในบริเวณฝากระโปรงท้ายนั้นจะเห็นว่าเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้าของตัวรถ การออกแบบจุดนี้เหมือนจะออกแบบมาเพื่อให้เป็นดั๊กเทลเล็กๆ ที่ด้านท้ายด้วย
แต่ความจริงแล้วบริเวณปีกซ้ายและขวานั้นมีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนเอาไว้ ซึ่งจะทำงานในช่วง 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มเเรงกดอากาศทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านในมากพอที่จะเก็บกระเป๋าเดินทางได้ 1 ใบ และกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ
การออกแบบภายในของ Ferrari 12Cilindri
ภายในเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมตามสไตล์รถสปอร์ต GT รุ่นเรือธงของ Ferrari ซึ่งจะโดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ให้อารมณ์ที่รู้สึกว่านั่งแล้วปลอดภัยเป็นเซฟโซนอีกทั้งยังได้ในเรื่องของความเป็นส่วนตัว ห้องโดยสารและคอนโซลจะใช้วัสดุเป็นหนัง หนังกลับอาคันทาร่า และ คาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลจะมีลักษณะแบ่งออกเป็นหลุมเรือนไมล์ 2 ฝั่งด้วย

ตัวคอนโซลจะโดดเด่นด้วยหน้าจอกขนาดใหญ่ 3 ชุด ประกอบด้วย หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว มีหน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple Car Play และ Andoird Auto ที่สามารถแสดงผลได้ทุกอย่างรวมถึงเพอร์ฟอร์แมนซ์ตัวรถ
นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว ที่สามารถใช้ดูความเร็วและรอบเครื่องเหมือนตัวเรือนไมล์ฝั่งผู้ขับขี่ได้ด้วย ให้อารมณ์เหมือนเป็น Co-Driver ส่วนใต้จอนี้ยังมีแบชรุ่น 12Cilindri ติดเอาไว้ พร้อมด้วยใช้ชุดเครื่องเสียง 15 ลำโพง จาก Burmester Audio System เพื่อความเพลิดเพลิน

พวงมาลัยถ้าเรียกง่ายๆ คือพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift สำหรับ Ferrari พวงมาลัยนี้เป็นทุกอย่างให้คนขับ เพราะมีปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมด ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมต่างๆ อีกมากมายที่คนขับนั้นสามารถปรับทุกอย่างได้จบในพวงมาลัยนี้ ซึ่งเป็นพวงมาลัยที่อยู่ในรถรุ่นเรือธงหลายๆ รุ่นของเขา อย่าง SF90 ก็ใช้แบบนี้เช่นกัน

ในส่วนบริเวณเกียร์นั้นจะมีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด ซึ่งถ้าคิดว่ามันไม่เพียงพอ ข้างประตูทั้งสองฝั่งเราสามารถเสียบขวดน้ำได้อีกเขาทำเอาไว้ให้ ส่วนตัวเกียร์เป็นเกียร์ออโต้ที่ถูกออกแบบให้เหมือนเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีตซึ่งเป็นการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์
ถัดลงมาก็จะเป็นจุดที่เอาไว้วางกุญแจนั่นเอง แถวๆ นี้จะมีปุ่มเปิดปิดกระจก แต่ถ้าเป็นรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิดปิดหลังคาด้วย
เบาะเป็นทรงสปอร์ตให้อารมณ์รถแข่งสไตล์ GT ที่มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ตัววัสดุหุ้มเบาะจะใช้เป็นหนัง หรือ หนังอาคันทาร่า อันนี้แล้วแต่ว่าคนจะกดออปชั่นแบบไหน
มีที่วางแขนตรงกลางแต่อาจจะเล็กไปหน่อย ซึ่งด้านในสามารถเก็บของได้ วิเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารจะมีแป้นยันเท้ามาให้ด้วย
เครื่องยนต์ของ Ferrari 12Cilindri
รายละเอียดภายในเครื่องยนต์ ทาง Ferrari ใช้เครื่องยนต์ V12 ตัวเดิมจาก 812 Superfast ซึ่งมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงให้เป็นไทเทเนี่ยมเพื่อลดน้ำหนัก ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภายในเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นสูงสุด 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ
นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมไปถึงการส่งผ่านเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 ทั้งการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์

โดย Ferrari 12Cilindri ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร 6,496 ซีซี วางหน้าค่อนกลาง ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที
ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD และมาพร้อมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ
- อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที สำหรับรุ่น Coupe และ 2.95 วินาที ในรุ่น Spider
- อัตราเร่งจาก 0-200 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที สำหรับ Coupe และ 8.2 วินาที ในรุ่น Spider
- ความเร็วสูงสุด 340 กม./ชม.
- น้ำหนักตัวถังในรุ่น Coupe อยู่ที่ 1,560 และ Spider ที่ 1,620 กก.
- อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง อยู่ที่ 48.4:51.6

มิติตัวถังของ Ferrari 12Cilindri
แชสซีส์ตัวถังมีการพัฒนาใหม่ให้ซับเสียงดีขึ้น และแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นและยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของม้าลำพองที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ ซึ่งจะมีมิติตัวถังดังนี้
- ยาว 4,733 มม.
- กว้าง 2,176 มม.
- สูง 1,292 มม.
- ระยะฐานล้อ 2,700 มม.
| มิติตัวถัง (มม.) | Ferrari 12Cilindri | Ferrari 812 Superfast |
| ยาว | ยาว 4,733 มม. | ยาว 4,657 มม. |
| กว้าง | กว้าง 2,176 มม. | กว้าง 1,971 มม. |
| สูง | สูง 1,292 มม. | สูง 1,276 มม. |
| ฐานล้อ | ระยะฐานล้อ 2,700 มม. | ระยะฐานล้อ 2,720 มม. |
ด้วยตัวถังที่เบาและเเข็งแรงขึ้น 15% ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้นได้ รวมถึงยังมีการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงของตัวรถ และมีความสูงและความกว้างมากขึ้นทำให้รถนั้นขับใช้งานได้ง่ายมากขึ้นด้วย แต่ด้วยความยาวอาจกะระยะยากนิดหน่อยนะครับ
ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider
สำหรับการทดลองขับในครั้งนี้เราได้ทดลองในรุ่นหลังคาเปิดประทุน หรือก็คือ Ferrari 12Cilindri Spider ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แต่งต่างไปจาก 12Cilindri ตัวปกติที่เป็นหลังคาแข็งเล็กน้อย
ตัวหลังคาเปิดประทุนจะเป็นแบบเปิดประทุนหลังคาแข็งซึ่งเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถเปิด-ปิดได้ขณะขับขี่ถ้าความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ส่วนดีไซน์ด้านหลังจะเป็นแบบลาดลงแต่เว้ากลางและมีกระจกกั้นแทน ซึ่งมันจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเราใช้งานหลังคา

หลังคาแบบ Spider ที่ต้องมีระบบต่างๆ เพิ่มมาก็ทำให้น้ำหนักของตัวรถเพิ่มขึ้นด้วย โดยรุ่น Spider จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,620 กก. มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. แต่น้ำหนักที่เพิ่มมาและดีไซน์ที่ต่างกันนิดหน่อยก็มีผลต่อความเเรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 0-100 กม./ชม. ใน 2.95 วินาที มากกว่ารุ่นปกติ แค่ 0.05 วินาที
ต้องบอกก่อนว่าคันที่เราทดลองขับนี้มีการเพิ่มออปชั่นมาด้วย เช่น พาร์ทคาร์บอนรอบคัน, เบาะ และ ล้อ เป็นจ้น ซึ่งไม่ใช่ออปชั่นที่ช่วยเสริมความแรงแต่อย่างใด มั่นใจได้เลยว่าความรู้สึกที่ได้จะเหมือนกับรุ่นเดิมๆ ที่ออกมาจากโรงงานแน่นอน
Ferrari 12Cilindri Spider ขับดีไหม?
การทดสอบครั้งนี้เรามาขับกันที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งต้องบอกว่าพื้นสนามแอบมีความสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย ซึ่งตัวรถจะมีทั้งหมด 5 โหมดการขับขี่ เราทดสอบกันในโหมด Sport ในสนามแบ่งเป็นทางตรง 2 เส้นทาง โค้งกว้างๆ 4-5 โค้ง และโค้งลึกๆ อีกนับไม่ถ้วน ไลน์แบบนี้ทำให้เรารู้ถึงสมรรถนะของรถได้ชัดเจนแน่ๆ

เริ่มทดสอบ เราจะทดสอบกันทั้งหมด 3 รอบ ซึ่งรอบแรกทางเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ขับให้เรานั่ง บอกเลย “พี่แกซัดไม่เลี้ยง” ขับโหดอย่างกับหลุดมาจาก Fast and Furious แต่มันทำให้ผมที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารรู้ได้เลยว่าไลน์ทดสอบและผู้ขับที่ขับโหดขนาดนี้ รถยังเอาอยู่ทุกโค้ง! และแค่ฟังจากเสียงก็รู้เลยว่าเครื่องยนต์และเกียร์ตอบสนองเร็วมาก!

มาถึงรอบที่เราได้เป็นคนขับเอง แน่นอนว่ามีพี่เจ้าหน้าที่นั่งไปข้างๆ ด้วย ความรู้สึกของการเป็นคนขับนั้นต่างจากตอนที่ผมนั่งฝั่งผู้โดยสารชัดเจนมาก ตำแหน่งของผู้ขับขี่ที่ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะนั่งยากและเมื่อยพอตัว แต่พอลองเข้ามานั่งแล้ว
มันเป็นการเซ็ตตำแหน่งที่นั่งที่สบายมาก และเป็นจุดที่ทัศนวิสัยดีเลย เห็นชัดหมดทุกตำแหน่ง แต่ด้วยความที่เป็นรถหน้ายาวก็แอบกะหน้ายากนิดหน่อยนะ แต่ตำแหน่งที่นั่งดีก็เลยทำให้เห็นด้านหน้าฝากระโปรงได้อยู่ ไม่ได้กะยากอย่างที่คิดเอาไว้

เมื่อเราลองขับที่ทางตรงและเบรกอย่างรุนเเรง เรารู้สึกได้ทันทีเลยว่ารถพุ่งทยานออกไปได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงลากรอบหวานๆ ของเครื่องยนต์ V12 NA เป็นอารมณ์ที่เร้าใจมาก แต่เป็นความเร้าใจแบบหรูหรา เพราะความไหลลื่นของตัวเกียร์ลูกใหม่นี้มันเนียนซะเหลือเกิน
แต่เมื่อเบรกแรงๆ บอกเลยว่าเร้าใจกว่าการเหยียบคันเร่งอีก เบรกที่ใหญ่แน่นอนว่าเอารถอยู่ แต่ด้วยระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 นี้มันดีมาก มันทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ในการช่วยให้ตัวรถสามารถชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียบไม่ค่อยกระชากเท่าไหร่ และมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาช่วยด้วย

เมื่อเหยียบเบรกแรงๆ ตัวเกียร์จะชิฟท์ดาวน์ลงแบบรวดเร็วมากทำให้ Engine Brake มีส่วนช่วยให้การขับและการเบรกนั้นมั่นใจขึ้น ที่สำคัญเลยคือเกียร์ที่ทำงานได้รวดเร็วก็ทำให้เสียงเครื่องมันเร้ามากเมื่อตบเกียร์ลงแต่ละสเต็ป
ช่วงล่างการเข้าโค้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุด ถ้าเราดูที่รายละเอียดต่างๆ การดีไซน์การออกแบบ แน่นอนว่าทุกคนคิดเหมือนกันเลยว่า นั่งลำบาก ขับลำบาก ตึงตัง แข็งโป๊กแน่นอน แต่เปล่าเลยมันเป็นแค่การตัดสินจากภายนอก

เมื่อได้ขับเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายสะบัดดูสักครั้ง เราจะรู้ได้เลยว่า รถคันนี้มันนุ่มมาก เป็นความเฟิร์มติดนุ่มหนึบที่บวกกับตำแหน่งที่นั่งที่ดีคือกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri จะเป็น Supercar ที่สามารถเดลี่ยูสได้ทุกวันอย่างแท้จริง ขับรถที่ยางบางๆ แต่เซ็ตให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนาๆ ได้ ไม่ธรรมดา
การเข้าโค้งเเรงๆ รู้สึกได้ว่ารถนุ่มหนึบ เข้าโค้งจิกถนนมาก เหมือนล้อดูดพื้นตลอดเวลา เมื่อท้ายมีอาการสะบัดออกระบบก็สามารถดึงกลับเข้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้รู้สึกถึงความอันตรายเลย แต่รู้สึกขับแล้วสนุกและมั่นใจกับรถมาก

ด้วยความที่ฐานล้อสั้นกว่า 812 Superfast มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ มันทำให้รถมีความกระฉับกระเฉงขึ้นมาก อีกทั้งตัวถังแข็งแรงกว่า ใต้ท้องรถสูงกว่า มันทำให้ Ferrari เซ็ตรถคันนี้ออกมาได้ลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ และบอกเลยว่า 12Cilindri เป็นรถ Supercar สไตล์ GT ที่เซ็ตช่วงล่างได้ดี ขับขี่ได้ทุกวัน และขับเป็นรถบ้านได้เลยครับ (ถ้าคุณไหวกับค่าน้ำมัน)

อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ที่ Autospinn.com
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ต้องที่ ตลาดรถมือสอง one2car ซื้อรถง่าย ขายรถไว ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน
Mercedes-Maybach S580e ค่าตัว 11.2 ล้านบาท พิเศษยังไง? เมื่อเกิดอุบัติเหตุซ่อมแพงไหม? ต้องรอนานเท่าไร?
Share
FacebookTwitterPinterestWhatsApp

จากกระแสข่าวบนโลกออนไลน์ที่มีการเผยแพร่ภาพอุบัติเหตุ สำหรับรถยนต์ Mercedes-Maybach S580e ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกรถกระบะ ISUZU D-Max ชนท้าย จนกระทั่งได้รับความเสียหายทั้ง 2 คัน
ทั้งนี้ ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงความเสียหายของ รถกระบะ ISUZU D-Max ทางด้านหน้าอย่างหนัก ขณะที่ Maybach S580e ได้รับความเสียหายด้านท้ายพอสมควร
ประเด็นที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คือ ค่าเสียหาย หรือ ค่าซ่อม ที่มีการคาดการณ์กันว่าจะสูงถึงระดับมากกว่า 1 ล้านบาท เนื่องด้วยความพิเศษของ Maybach S580e มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,200,000 บาท (สิบเอ็ดล้านสองแสนบาทถ้วน) ซึ่งราคาดังกล่าวนี้เป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศไทย ส่วนก่อนหน้านี้ในรุ่นเดียวกันที่เป็นรุ่นนำเข้าราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ 18,300,000 บาท (สิบแปดล้านสองแสนบาทถ้วน) แต่ถ้าเป็นรุ่นนำเข้าจะสามารถเลือกออปชั่นที่ต้องการและสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้มากกว่า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ราคาอย่างเป็นทางการ Mercedes-Maybach S 580 4MATIC เริ่มต้น 18,300,000 บาท (นำเข้า CBU) | Made to Order

ความพิเศษของ Mercedes-Maybach S580e คันนี้คืออะไร ?
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่ารถยนต์คันนี้ไม่ใช่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ !! แต่มันคือ เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach) อีกขั้นของความหรูหรา ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นแบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถ้าจะให้เทียบก็คือ โรรล์-รอยซ์ (Rolls-Royce) หรือ เบนท์ลีย์ (Bentley) อะไรทำนองนั้น
ซึ่งก็ทำให้การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และการกำหนดราคาแตกต่างจาก Mercedes-Benz S-Class โดยสิ่งที่ Mercedes-Maybach S580e มีก็ไม่มีใน S-Class ธรรมดา ที่เห็นได้ชัด ๆ อย่างเช่น โลโก้สัญลักษณ์ MM-Logo, ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งหล่อขึ้นรูปเป็นพิเศษ Maybach 5-hole forged wheels with high gloss polished ceramic finish, เบาะที่นั่งด้านหลังแบบ First Class และยังมีอีกหลายฟังก์ชั่นเกินกว่าที่จะจินตนาการถึงความหรูหราอลังการที่สามารถนำมาใส่ในรถไว้ได้ ซึ่งเราขอแนบลิงค์รายละเอียดไว้ให้แล้วกัน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ราคาอย่างเป็นทางการ Mercedes-Maybach S 580e Premium 9,880,000 – 11,200,000 บาท (ประกอบไทย) | Plug-in Hybrid

ส่วนที่มีการกล่าวถึงเรื่อง สี! ของ Maybach S580e คันนี้ที่กล่าวถึงกันว่า “แค่ค่าสีทูโทนก็เป็นล้านแล้ว” อันที่จริงราคาที่ถูกต้องแม่ยำเป๊ะ ๆ เลยคือ 1,320,000 บาท (หนึ่งล้านสามแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ซึ่งมีสี Two-Tone มีให้เลือกทั้งหมด 9 คู่ สี คือ
สีเทา Selenite Grey / สีดำ Obsidian Black
สีดำ Obsidian Black / สีขาว Diamond White Bright
สีเงิน Mojave Silver / สีเขียว Emerald Green
สีทอง Kalahari Gold / สีแดง Rubellite Red
สีเงิน High-Tech Silver / สีน้ำเงิน Nautic Blue
สีดำ Onyx Black / สีเงิน Mojave Silver
สีเทา Selenite Grey / สีเงิน High-Tech Silver
สีทอง Kalahari Gold / สีดำ Onyx Black
สีเงิน High-Tech Silver / สีดำ Obsidian Black
ประเมินราคาค่าเสียหาย Mercedes-Maybach S580e เบื้องต้น (กรณีเปลี่ยนชิ้นใหม่)
Autolifethailand สอบถามไปยัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ถึงความเสียหายจากภาพถ่ายที่เห็นบนโลกออนไลน์ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า ชิ้นส่วนอะไหล่เบื้องต้นในภาพมีสต็อกอยู่ประเทศไทยเกือบจะทั้งหมด ส่วนหากเป็นชิ้นส่วนอะไหล่พิเศษที่อาจจะต้องมีการสั่งจากต่างประเทศ ศูนย์กระจายอะไหล่ที่ใกล้ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งอยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นระยะเวลาในการให้บริการชิ้นส่วนอะไหล่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
แต่กระนั้นประเด็นสำคัญอยู่ที่วิธีการทำสีตัวถัง เนื่องจากสีตัวถังของรถยนต์คันดังกล่าวเป็นสีพิเศษแบบทูโทน ดังนั้น จะต้องใช้กระบวนการพิเศษ ที่อาจจะต้องใช้ระยะเวลา 1-2 เดือน หรือขึ้นอยู่กับกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดภายหลัง
นอกจากนั้น Autolifethailand ยังสอบถามไปที่ ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ (Primus Autohaus) ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับสิทธิ์การจำหน่าย Mercedes-Maybach ให้ข้อมูลว่า เบื้องต้นจากการประเมินจากภาพถ่ายของผู้เชี่ยวชาญในการประเมินค่าความเสียหายดังกล่าว จะต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนและซ่อมสีตัวถังมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ชิ้นส่วนอะไหล่ราว 8.6 แสนบาท, ค่าแรงรวมราว 1.4 แสนบาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 7%
อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายที่เกี่ยวเนื่องจากภายนอกที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป








![[ครบชุด] T2609110 คนเราถ าร กก นก องเช อใจก](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-924.png)






![[ครบชุด] T2609112 ไม อยากเป นล กน องเลยหาว รวยทางล](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-925.png)