ชมซูเปอร์คาร์ทีเด็ดใน Need For Speed ซิ่งเต็มสปีดแค้น ภาพยนตร์แข่งรถแห่งปี 2014 จัดเต็มขบวนรถสปอร์ตทั้ง Ford Lamborghini Bugatti Koenigsegg
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์แข่งรถแห่งปี 2014 แล้ว คงไม่มีเรื่องไหนแรงไปกว่า Need For Speed ซิ่งเต็มสปีดแค้น แล้ว ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะกับคนรักรถทั้งหลายก็คือ การนำเอารถยนต์มากมายหลายรุ่นมาโชว์ลีลาสุดเร้าใจ ซึ่งมีรถยนต์
ซูเปอร์คาร์ให้เห็นนับสิบรุ่นเลยทีเดียว กระปุกคาร์จึงอยากแนะนำสุดยอดยานยนต์ที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ Need For Speed ทั้ง 11 รุ่น ให้ทั้งคอรถและคอหนังได้รู้จักกันครับ
Ford Mustang Shelby GT500




มัสเซิลคาร์ยอดฮิตของชาวอเมริกัน โดดเด่นด้วยงานออกแบบเน้นความดุดันตลอดคัน พร้อมด้วยเครื่องยนต์กำลังแรง V8 5,800 ซีซี ซูเปอร์ชาร์จ ให้กำลังกว่า 662 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ราคาเริ่มต้น 55,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.77 ล้านบาท)
Saleen S7 Twin Turbo




ซูเปอร์คาร์คันพิเศษที่รังสรรค์ด้วยมือทั้งคันจากอเมริกา มีออกมา 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 7,000 ซีซี จากฟอร์ด (Ford) ให้กำลัง 550 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. และรุ่นทวินเทอร์โบที่เพิ่มกำลังเป็น 750 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 400 แรงม้า ปัจจุบันยุติการผลิตแล้ว โดยราคาจากผู้ผลิตตั้งไว้อยู่ที่ 400,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 12 ล้านบาท)



สปอร์ตไฮบริดใหม่ล่าสุดจากแมคลาเรน (McLaren) ผู้ผลิตรถสปอร์ตจากแดนผู้ดี จัดหนักเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทั้งโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง พร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,800 ซีซี ทวินเทอร์โบ รวมพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมกัน 903 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที มีความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ส่วนราคาจำหน่ายตั้งไว้ 866,000 ปอนด์ (ประมาณ 37 ล้านบาท) แถมยังผลิตจำนวนจำกัดด้วย




โฉมใหม่ล่าสุดของม้าป่ายอดนิยมที่เตรียมจำหน่ายภายในปลายปี 2014 ปรับปรุงดีไซน์ให้ทันสมัยในหลายจุด ทั้งไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต เส้นสายต่าง ๆ ที่ล้ำยุคยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ Ecoboost 2,300 ซีซี ทั้งแรงทั้งประหยัด ให้กำลังกว่า 305 แรงม้า และเครื่องยนต์ V8 5,000 ซีซี แรงแบบดุดันด้วยกำลัง 420 แรงม้า
GTA Spano




ซูเปอร์คาร์สุดงามจากสเปน ออกแบบและผลิตโดยทีมงานวิศวกรชั้นนำด้านรถแข่ง ใช้โครงสร้างที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และเคฟลาร์ ให้ความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ระบบขับเคลื่อนจัดเครื่องยนต์ V10 ขนาด 7,900 ซีซี กำลัง 925 แรงม้า แรงบิด 1,220 นิวตันเมตร ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที มีความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ส่วนราคาจำหน่ายเริ่มต้น 700,000 ยูโร (ประมาณ 31 ล้านบาท)




ถ้าพูดถึงซูเปอร์คาร์ จะขาดเจ้ากระทิงดุอย่าง แลมโบกินี่ (Lamborghini) ไปได้อย่างไร และในภาพยนตร์สุดฮอตเรื่องนี้ พวกเขาก็ได้นำ แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento) ซูเปอร์คาร์น้ำหนักเบาที่สุดของค่าย โดยหนักเพียง 999 กิโลกรัม มาร่วมแสดงสมรรถนะด้วย โดยมันมาพร้อมเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5,200 ซีซี กำลัง 570 แรงม้า คิดเป็น 1.75 แรงม้าต่อ 1 กิโลกรัม ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที มีราคาสูงถึง 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 83 ล้านบาท) แถมยังผลิตเพียง 20 คัน เท่านั้น
Koenigsegg Agera




โคนิกเซกก์ (Koenigsegg) เป็นชื่อของผู้ผลิตซูเปอร์คาร์จากสวีเดนที่ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตแถวหน้าในวงการอย่างรวดเร็ว และผลงานเด็ดของพวกเขาก็คือ โคนิกเซกก์ อาเกรา (Koenigsegg Agera) จัดเต็มดีไซน์สุดพลิ้วไหวพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5,000 ซีซี ทวินเทอร์โบ กำลัง 960 แรงม้า ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที โดยมีราคากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านบาท)
Koenigsegg Agera R


ต่อยอดความสำเร็จของอาเกราด้วย โคนิกเซกก์ อาเกรา อาร์ (Koenigsegg Agera R) ซึ่งนอกจากจะแรงขึ้นด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5,000 ซีซี ทวินเทอร์โบ กำลัง 1,140 แรงม้าแล้ว พวกเขายังดัดแปลงให้มันสามารถใช้งานกับน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอล E85 ได้ ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที มีความเร็วสูงสุด 410 กม./ชม. ทั้งหมดนี้ในราคา 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 54 ล้านบาท)
Koenigsegg Agera S


รุ่นปรับปรุงของอาเกรา อาร์ ทั้งชุดเสริมสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ สปอยเลอร์หลังแบบขึ้นลงอัตโนมัติตามแรงลม และเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5,000 ซีซี ทวินเทอร์โบ ที่สามารถรองรับน้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำได้โดยยังคงสมรรถนะจัดเต็มที่ 1,030 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร โดยอาเกรา เอส (Koenigsegg Agera S) มีราคาเริ่มต้น 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 54 ล้านบาท) และมีรุ่นพิเศษสำหรับเศรษฐีสิงคโปร์ ซึ่งมีราคาสูงถึง 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 135 ล้านบาท)
Bugatti Veyron



ยานยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกตามบันทึกของกินเนสส์บุ๊ก มาพร้อมตัวถังแบบโมโนค็อกจากคาร์บอนไฟเบอร์ ผสานกับชิ้นส่วนอะลูมิเนียมได้อย่าลงตัว เครื่องยนต์จัดเต็มถึง 16 สูบ 4 แถว เทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลัง 1,200 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.46 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 430 กม./ชม. ในราคาเริ่มต้น 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 77 ล้านบาท)
Ferrari 458 Italia

ถึงแม้รถรุ่นนี้จะไม่ปรากฏโฉมในเรื่อง แต่การถ่ายภาพฉากแข่งขันของซูเปอร์คาร์ให้สวยงามนั้น ก็ต้องใช้ซูเปอร์คาร์ด้วยกันเท่านั้นจึงจะตามกันทัน ทีมงานจึงได้เลือกใช้ม้าลำพองสุดหรูอย่าง เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย (Ferrari 458 Italia) เป็นหนึ่งในรถยนต์ติดกล้องสำหรับช่วยถ่ายทำ พกพาขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,500 ซีซี กำลัง 570 แรงม้า เพื่อไล่ตามบรรดาซูเปอร์คาร์โดยเฉพาะ
เรียกได้ว่าขนซูเปอร์คาร์มาซิ่งกระจายกันแบบไม่เสียดายจริง ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ใครที่ชื่นชอบความเร็วและเรื่องราวของรถยนต์สามารถไปพิสูจน์ความแรงของรถยนต์ใน Need for Speed ได้ทุกโรงภาพยนตร์ครับ
แยกให้ชัด! รถ Supercar VS Hypercar ต่างกันอย่างไร?
By SolarFx ThailandUncategorized, ติดฟิล์มรถยนต์, ติดฟิล์มอาคาร, รับติดฟิล์มรถยนต์


จัดว่า เป็นเรื่องฮือฮาในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์และคนรักรถสุดหรูอาจเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความเร็วสูงสุด และราคาที่สูงลิ่วจนมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสัมผัสได้ แน่นอนว่า รถยนต์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องรถสปอร์ตที่พอจะพบเจอได้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
หลายคนยังสนใจ บทความน่ารู้เพิ่มเติม
หากสนใจติดฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ SuperCar โดยเฉพาะ ติดต่อเราสิครับ
095-952-7917, 02-003-3583 Line:@SolarFX


เพราะบทความที่เรากำลังจะพาคุณไปโลดแล่นเข้าสู่โลกอันน่าตื่นเต้นของรถยนต์สุดหรู โฉบเฉี่ยวเหนือจินตนาการ อย่าง ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) และไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) แต่เชื่อมั้ยว่า หลายคนมักแยกไม่ออกทั้งสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร อะไรทำให้สองสิ่งนี้แตกต่างกันแน่ ก่อนจะรีบไปดำดิ่งในโลกของสองประเภทรถนี้มาดูและแยกให้ชัดกันดีกว่า
ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) คืออะไร?
ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) เป็นยานพาหนะสมรรถนะสูงและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีความเร็ว การควบคุมรถ และการออกแบบที่โดดเด่น รถซุปเปอร์คาร์ส่วนใหญ่จะมีจุดเด่นที่ความเร็วและแรงกว่ารถสปอร์ตทั่วไปตามท้องตลาดมากพอสมควร ถ้านึกภาพไม่ออกขอให้ลองดูตัวอย่างจากรถ Ferrari 488 GTB เป็นต้นแบบรถซุปเปอร์คาร์ เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ที่สามารถเร่งความเร็วแบบโฉบเฉี่ยวพาคุณทะยานจาก 0-100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3 วินาที! สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ เพียงแค่ได้สัมผัสก็จะรู้ถึงความตื่นเต้นจากความเร็วสูงมากเลย
นอกจากนี้ รถยนต์ซุปเปอร์ (supercar) เหล่านี้มักมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมรรถนะล้ำสมัย เช่น เครื่องบันทึกข้อมูลสมรรถนะ เพื่อประเมินและพัฒนาการขับขี่ได้อย่างเป็นแบบแผน คล้ายกับการเลียนแบบนักแข่งในสนามที่สามารถบันทึกเวลารอบของตนได้ และประเมินได้ว่า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปในตำแหน่งไหน พร้อมกับเจอทีมดูแลรถได้ตามเวลาใด เพราะทุกวินาทีมีค่าเสมอ
เหนือสิ่งอื่นใดรถซุปเปอร์คาร์เลยทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่ในรถแข่งท่ามกลางบรรยากาศสนามแข่ง เป็นต้น ตัวอย่างอื่นๆ ของซุปเปอร์คาร์ที่คนรักรถหรูต้องคุ้นหู เช่น Aston Martin Vantage และ Ferrari California เป็นต้น
ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คืออะไร?
ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คือ คำที่มักใช้เพื่ออธิบายหรือเรียก ซุปเปอร์คาร์ในระดับชั้นสูง เทียบกับคำว่า crème de la crème ซึ่งแปลแบบเข้าใจง่ายว่า ที่สุดของที่สุด เพราะรถยนต์ประเภทนี้เป็นเสมือนตัวแทนของจุดสูงสุดหรือเป้าหมายสูงสุดของวิศวกรรมที่ต้องการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ ด้วยความที่รถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ขึ้นชื่อในเรื่องความเร็วที่สูงกว่ารถยนต์ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด และจำนวนการผลิตที่มีจำกัดอย่างมาก ยิ่งทำให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ซุปเปอร์คาร์ที่ว่า เจ๋งแล้ว ยังต้องยอมหลีกให้กับไฮเปอร์คาร์เลยล่ะ
ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมและเห็นภาพได้ชัดสุดของรถไฮเปอร์คาร์ (hypercar) ก็คือ รถปอร์เช่ 918 ซึ่งมีระบบส่งกำลังไฮบริด HY-KERS ที่ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผลให้มีความเร็วสูงสุดมากกว่า 210 ไมล์ต่อชั่วโมง อีกรุ่นที่น่าหลงใหลคือ รถหรู Pagani Huayra รถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับไฮเปอร์คาร์ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันและสมรรถนะที่เร้าใจ
ต้นทุนการผลิต รถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
สำหรับคนที่กำลังสนใจอยากเข้าวงการรักรถหรูแต่ยังอาจจะสงสัยว่าความแตกต่างของซุปเปอร์คาร์ (Supercar) แตกต่างจากไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) จริงๆ?
นอกจากต้นทุนการผลิตที่ทำให้ ราคารถไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) เป็นกลุ่มยานยนต์พิเศษที่มักจะมีป้ายราคาสูงถึงหลายล้าน โปรดจำไว้ว่าความพิเศษเฉพาะตัวและประสิทธิภาพสูงต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า ไม่ว่าจะเรื่องของการลงทุนไปกับผู้เชี่ยวชาญนักพัฒนาหรือกระบวนการผลิตในส่วนต่างๆ ก็ตาม แต่ใครที่เคยสัมผัสจะรู้เลยว่า
ความแตกต่างของรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คือ ระบบส่งกำลังของรถหรูแตกต่างกัน แม้ว่ารถซุปเปอร์คาร์มักจะมีเครื่องยนต์ที่ทรงพลังอย่าง Twin-turbo V8 แต่ไฮเปอร์คาร์สเปกก็จะยกระดับสูงมากขึ้นไปอีก พวกเขามักจะติดตั้งระบบส่งกำลังแบบไฮบริดโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้โฉบเฉี่ยวเร้าใจเหนือระดับ เร็ว แรง ไม่เกรงใจใคร
และหากจะเทียบกันจริงๆ แล้ว ความเร็วสูงสุดของรถไฮเปอร์คาร์ยังเหนือกว่ารถซุปเปอร์คาร์อีกหลายเท่าด้วย ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ Ferrari 488 GTB สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถูกใจคนรักความเร็วที่ 205 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่รถไฮเปอร์คาร์ Porsche 918 ก็ทำได้เหนือกว่าด้วยความเร็วสูงสุดที่ 210+ ไมล์ต่อชั่วโมง
สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เป็นต้นทุนการผลิตก็ช่วยชี้ให้เห็นได้ว่า พวกเขาแตกต่างออกไป รถซุปเปอร์คาร์ถึงแม้จะไม่ธรรมดาเหมือนรถสปอร์ตทั่วไป ด้วยความหรูหราและคุณสมบัติที่เหนือกว่า แต่รถไฮเปอร์คาร์ก็ยังยกระดับและมีความพิเศษที่เหนือกว่าได้อีกจนคนที่สัมผัสด้วยตัวเองรู้ได้เลยว่า เหนือกว่าที่ตรงไหน
จำนวนการผลิต รถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
อีกหนึ่งความเชื่อมโยงจากเรื่องของต้นทุนการผลิตก็คือ จำนวนที่ถูกผลิตมาให้คนรักรถหรูได้สัมผัสและครอบครองเป็นเจ้าของ หากเทียบกันระหว่างรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับรถไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ก็จะเห็นได้ว่า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและเปิดให้จับจองเป็นเจ้าของในราคาที่เอื้อมถึงกว่าไฮเปอร์คาร์ ก็เลยมีตัวเลือกรถซุปเปอร์คาร์ให้เลือกมากมายกว่าไฮเปอร์คาร์หลายเท่า ในขณะที่ด้วยราคาและสมรรถนะของไฮเปอร์คาร์ จึงถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้คนรักรถหรูรู้สึกถึงความพิเศษที่จะได้ครอบครองมากกว่า
ความหรูรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ต่างกันไหม
นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตและจำนวนการผลิตของรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์แล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ความหรูหราชวนหลงใหลภายใต้ความเร้าใจในความเร็วสูงของรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) อย่าง Ferrari 488 GTB หรือที่สุดของสมรรถนะเจ้าแห่งเทคโนโลยีที่รวบรวมมาอย่างเหนือระดับจาก Porsche 918 เรื่องความเร็ว แรง ไม่เป็นรองใคร สมกับราคาที่ได้จ่ายไป รวมๆ แล้วทั้งรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ต่างก็มอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ตาม รถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ต่างก็ตอบสนองรสนิยมและงบประมาณที่แตกต่างกัน โดยแยกได้ง่ายๆ จากการที่รถซุปเปอร์คาร์จะเน้นไปในเรื่องของการขับขี่ด้วยความเร็วสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง มอบรสชาติแห่งความหรูหราและสมรรถนะด้านการขับขี่ขั้นสุด ต่างจากรถไฮเปอร์คาร์ ซึ่งมีระบบส่งกำลังแบบไฮบริดและจำนวนการผลิตที่จำกัด รวมถึงมอบความพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะการออกแบบดีไซน์หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่เหมือนใคร (ประมาณว่า เทคโนโลยีเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ที่ใครๆ ต่างก็นึกถึง) และสมรรถนะยานยนต์ระดับสูงสุด
ราคาที่แตกต่างระหว่างรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
อีกหนึ่งข้อสังเกตเกี่ยวกับรถซุปเปอร์คาร์ Supercar VS รถไฮเปอร์คาร์ Hypercar ต่างกันอย่างไรก็คือ ราคา
คนรักรถหรูย่อมรู้กันดีว่า ทั้งสองเป็นรถหรูทั้งคู่ ราคาย่อมสูงกว่ารถทั่วไปในท้องตลาดอยู่แล้ว แต่ทั้งสองก็ยังแยกได้ง่ายๆ จาก หากเป็นรถซุปเปอร์คาร์ Supercar รุ่นปกติทั่วไปจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นถึงหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามล้านกว่าบาท)
แต่สำหรับรถไฮเปอร์คาร์ Hypercar แล้ว มันมีราคาเริ่มต้นสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ! (18 ล้านบาท) เลยทีเดียว เช่น SSC Tuatara รถไฮเปอร์คาร์ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ติดอันดับประจำแวดวงไฮเปอร์คาร์ก็มี SSC North America ที่ราคาสูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งนอกจากจะมีราคาและมูลค่าที่สูงมากแล้ว ยังโยงไปถึงเรื่องรถ Hypercar ที่มีการผลิตออกมาในจำนวนที่จำกัด ทำให้มันกลายเป็นรถหายากที่น้อยคนนักจะได้ครอบครอง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็มีโอกาสน้อยที่ราคาจะตกและมักได้รับความนิยมถึงขั้นพยายามหามาสะสมก็มีเหมือนกัน
แนวโน้มในอนาคตรถ Hyper Car
ในขณะที่โลกกำลังก้าวไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยานพาหนะสมรรถนะสูงเหล่านี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่ารถหรูจะมีราคาแพงแล้วไม่สนเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ เพราะ ณ ขณะนี้ผู้ผลิตรถหรูซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์จำนวนมาก (และมีแต่มากขึ้นเรื่อยๆ) กลับหันมารวมพลังสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าในรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ของตนมากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาระบบส่งกำลังแบบไฮบริดจริงจัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคุณลักษณะเฉพาะของไฮเปอร์คาร์ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติทั่วไปในซุปเปอร์คาร์เช่นกัน
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดเหล่านี้มีข้อจำกัดหรือไม่? คำตอบก็คือ แน่นอน ผู้คนที่หลงใหลในความเร็วและแรงของรถซุปเปอร์คาร์ในอดีตบางคนถึงกับกังวลว่าการปรับเปลี่ยนจากพลังงานเชื้อเพลิงน้ำมันมาเป็นพลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าอาจทำให้ความรวดเร็วและตื่นเต้นเร้าใจแบบเดิมๆ แบบรถที่ใช้น้ำมันเบนซินกำลังจะหายไป แต่ด้วยการพัฒนาไม่หยุดยั้งก็ต้องขอการันตีว่า ความเร็วและสมรรถนะของรถไฟฟ้าและไฮบริดของทั้งรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวที่คุ้มค่าและมีแต่จะสร้างความประทับใจให้ผู้ครอบครองยิ่งขึ้นไปอีก
สรุปรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะสรุปเป็นที่น่าสังเกตว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไป เส้นแบ่งระหว่างซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ก็อาจเลือนลางจนแยกยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพาเราไปที่ไหน ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและน่าตื่นเต้นจะไม่ไปไหน
ภายหลังสรุปแล้วความแตกต่าง ณ ขณะนี้ หากจะพูดง่ายๆ ก็คือ Supercar ที่ว่าหรูและเจ๋งแล้ว เมื่อเจอ Hypercar อาจต้องชิดซ้าย (หลายคนเลยสรุปไปว่า Hypercar นี่ล่ะ คือ ตัวท็อปของ Supercar) ด้วยความหรูหราและคุณสมบัติที่ก้าวล้ำนำสมัยกว่าที่ทำให้คนรักรถหรูทุกคนไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเส้นแบ่งราคาถึงโดดไปสูงกว่ารถซุปเปอร์คาร์ Supercar มากมายขนาดนั้น
![[ครบชุด] T2709077 ไม ดค กก ญห วแล](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1002.png)








![[ครบชุด] T2709051 ชายไร ขา! บผ หญ งของเขา Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1003.png)