Aston Martin ค่ายรถอังกฤษประวัติยาวนาน กลับมาเดินหน้าแผนต่าง ๆ ตามที่วางไว้ได้อย่างโล่งใจกันอีกครั้ง หลังได้เงินลงทุนก้อนใหญ่จากกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย (PIF) ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็ทำให้ PIF ถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งจากความหลากหลายในการลงทุนและจำนวนค่ายรถในพอร์ตลงทุนที่เพิ่มขึ้นมา
คอรถ Super Car รู้จัก Aston Martin ในฐานะรถอังกฤษรูปทรงโค้งมนสะดุดตาที่มีประวัติยาวนานถึง 109 ปี ส่วนคอหนังรู้จักในฐานะรถคู่ใจของ 007 หรือ James Bond ตัวละครเอกของหนังสายลับอังกฤษ
ขณะที่คนในแวดวงโฆษณาและการตลาดจดจำ Aston Martin ได้จากการครองตำนาน Product Placement มาอย่างยาวนาน และเฉพาะแค่ No Time to Die หนัง 007 ภาคล่าสุดก็มีรถ Aston Martin ปรากฏบนจอมากถึง 4 รุ่น

อย่างไรก็ตาม ในทางธุรกิจ Aston Martin ต้องขับฝ่าอุปสรรคและมรสุมมาแล้วหลายครั้ง เช่น การล้มละลาย ปัญหาขาดสภาพคล่อง และการถูกค่ายรถต่างชาติที่ต้องการขยายแบรนด์หรูซื้อไป โดยแม้รอดมาได้แต่ยังต้องเจอปัญหาอยู่เรื่อยไป ไม่ต่างจากรถหรูที่เครื่องยังไม่ดับ และมีคนขับช่วยขับประคองตัวฝ่าทางขรุขระมาได้ตลอด
ปี 2019 ค่ายรถอังกฤษที่ชื่อมาจากชื่อภูเขาที่คว้าแชมป์ในการแข่งมาได้กับสกุลของผู้ก่อตั้งมารวมกันนี้ เจอปัญหาใหญ่อีกครั้ง จากการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ Brexit และสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ฉุดให้ยอดขายและมูลค่าแบรนด์ลดลง
ต่อมาปัญหาดังกล่าวก็แย่ลงอีก เพราะโรงงานต้องปิดจากวิกฤตโควิด และยังมาเจอกับวิกฤต Supply chain จากสงครามรัสเซียซ้ำเข้าไป จนทำให้ Aston Martin มีหนี้เพิ่มขึ้น และขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถผลิตรถให้ทันตามกำหนดส่งมอบ

แต่ล่าสุดปัญหาสภาพคล่องของ Aston Martin ก็ทุเลาลง โดยกองทุน PIF ของซาอุฯ ลงทุนใน Aston Martin เป็นเงินรวม 650 ล้านปอนด์ (ราว 28,700 ล้านบาท) ทำให้ Aston Martin มีเงินไปชำระหนี้ในส่วนต่าง ๆ ที่ค้างอยู่
และแทบจะหมดห่วงเรื่องเงินทุนในการผลิตรถรุ่นต่าง ๆ Valkyrie และ DBX 707 ขณะเดียวกันก็จะทำให้แผนพัฒนารถ EV เป็นไปตามเป้าได้อีกด้วย

ทว่าเรื่องนี้มีอีกประเด็นที่ถูกจับตามอง เพราะการลงทุนดังกล่าวทำให้ PIF ขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของ Aston Martin รองจาก Yew Tree ของ Lawrence Stroll มหาเศรษฐีชาวแคนาดาที่ซื้อกิจการและพา Aston Martin ให้พ้นภาวะล้มละลายในปี 2020

Lawrence Stroll
นี่จึงหมายความว่า PIF มีบริษัทรถในพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง ต่อจาก Lucid บริษัทรถ EV สัญชาติอเมริกัน และต้องดูกันต่อไปว่า PIF ที่เงินหนากว่า Lawrence Stroll เพราะทำเงินจากการขายน้ำมันได้อีกหลายปี จะนำมาสู่การเพิ่มสัดส่วนหุ้นจนขยับไปสู่การซื้อกิจการหรือไม่
การลงทุนใน Aston Martin ของ PIF ยังทำให้ในภาพรวม PIF นำเงินจากการขายน้ำมันไปต่อยอดสู่การลงทุนในธุรกิจที่นอกจากน้ำมัน (Non oil) มากขึ้น เพิ่มจากรถ EV อย่าง Lucid และสโมสรฟุตบอลอย่าง New Castle

ซึ่งดอกผลจากการลงทุนเหล่านี้ยังจะถูกนำไปใช้สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในซาอุฯ เช่น The Rig สวนสนุกธีมแท่นขุดเจาะ และ Neom เมืองอัจฉริยะขนาดมหึมา

มกุฎราชกุมาร Mohamed bin Salman Al Saud
ตามแผน Vision 2030 เพื่อพัฒนาซาอุฯ และลดการพึ่งพาน้ำมันของมกุฎราชกุมาร Mohamed bin Salman Al Saud ผู้ที่จะได้ขึ้นครองราชย์และบริหารประเทศต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดี Salman bin Abdulaziz Al Saud อีกด้วย/ theguardain
ความเป็นมาของ Aston Martin Vantage รถสปอร์ตสายพันธุ์ผู้ดีอังกฤษ
in New Car
Share on FacebookShare on TwitterShare on Line
คุณเคยสงสัยในชื่อ Vantage ที่ Aston Martin เลือกใช้กับรถของพวกเขาหรือไม่ ถ้าใช่เราจะบอกว่าทำไมจึงเรียกชื่อนั้น
เร็วๆ นี้มีข่าวดีสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงสัญชาติอังกฤษ โดยทาง Aston Martin จะเปิดตัวรถรุ่น Vantage เจนฯ ล่าสุดปี 2018 ซึ่งใครที่รออยู่ก็เตรียมตัวยลโฉมกันได้เลย แต่ก่อนที่จะไปพบกับยานยนต์รุ่นล่าสุด เราคิดว่าการที่คุณได้รู้ถึงความเป็นมาของรถรุ่น Vantage คงจะช่วยให้รู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจยิ่งกว่าเก่า

1977 – V8 VANTAGE
ในปี 1977 ค่ายรถเมืองผู้ดีได้เปิดตัว Vantage ที่มาพร้อมเครื่องเบนซิน V8 ขนาด 5.3 ลิตร 375 แรงม้า ภายใต้เปลือกกายอันบ่งบอกถึงความเป็นรถอังกฤษอย่างแท้จริง ซึ่งโมเดลปรับโฉมต่อมาได้เพิ่มแรงม้าเป็น 404 แรงม้า และแน่นอนเจ้ารถสปอร์ต 2 ประตูคันนี้กลายเป็นที่รู้จักกันว่า ‘ซุปเปอร์คาร์คันแรกของอังกฤษ’

1993 – V8 VANTAGE
หลังจากเวลาผ่านไป 16 ปี ค่ายรถยนต์แอสตัน มาร์ตินก็นำชื่อ Vantage มาใช้แทนรุ่น Virage ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยรถรุ่นดังกล่าวติดตั้งเครื่องเบนซินซุปเปอร์ชาร์จคู่แบบ V8 ขนาด 5.3 ลิตร ทำให้เกิดแรงม้าฝูงโต 550 ตัว ยิ่งกว่านั้นหากนำไปอัพเกรดจะได้เพิ่มเป็น 600 แรงม้า ทว่าน่าเสียดายที่รถโมเดลนี้ถูกผลิตขึ้นเพียง 280 คันเท่านั้น และปัจจุบันมันกลายเป็นรถที่ผู้คลั่งไคล้ต่างหามาสะสมกัน

1999 – DB7 VANTAGE
การเริ่มแนะนำเครื่อง V12 สู่โมเดล DB7 ยังมีการพ่วงชื่อรหัสแรงอย่าง Vantage ต่อท้ายเพื่อบ่งบอกสมรรถนะ ซึ่งขุมพลังเบนซิน V12 ขนาด 5.9 ลิตร ผลิตแรงม้าออกมาที่ 420 ตัว และการมาของรุ่นนี้กลายเป็นโชคชะตาที่ทำให้ DB7 เครื่องหกสูบหยุดจำหน่ายไป

2005 – V8 and V12 VANTAGE
ก่อนหน้านี้ชื่อ Vantage อยู่ต่อท้าย แต่กับโมเดลปี 2005 มันใช้ชื่อดังกล่าวเป็นตัวแทนของมันเอง โดยจะมีเครื่องเบนซิน V8 กับ V12 ซึ่งเครื่องบล็อกที่แรงที่สุดมีความจุ 5.9 ลิตร พร้อมพละกำลังแรงม้า 595 ตัวในรุ่นย่อยแรงสุดอันมีนามว่า AMR

2018 – V8 and V12 Vantage
ในที่สุดตัวแรงของแอสตัน มาร์ตินก็ได้รับการพัฒนาสู่ยุคปัจจุบัน แน่นอนว่ามันมีแนวทางการใช้ชื่อ Vantage นำหน้าเหมือนกับโมเดลปี 2005 แต่สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนอยู่ที่การเปลี่ยนมาใช้เครื่องเบนซินเทอร์โบ โดยรถสปอร์ตสุดแรงจะเกิดมาพร้อมกับเครื่องเบนซินเทอร์โบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่นำมาจาก Mercedes-AMG ในขณะที่เวอร์ชั่นแรงสุดบล็อก V12 ความจุ 5.2 ลิตร จะเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาภายใต้ทีมวิจัยของ
![[ครบชุด] T2709053 ดวงตาท หายไป Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1004.png)
![[ครบชุด] T2709060 อย าด กคนบ านนอก! Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1005.png)