ยลโฉมจริง! Koenigsegg Gemera ไฮเปอร์คารพลังเสียบปลั๊ก 1,700 ม้า
March 29, 2023
Share
หลังจากแนะนำขายไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2020 สำหรับ Koenigsegg ไฮเปอร์คาร์ระดับขั้นเทพจากสวีเดนภายใต้การบริหารเครือ ชาริช โฮลดิ้ง












อย่าง เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย โดยรุ่นที่ขายในไทยมีกันถึงสองรุ่นนั่นคือ Koenigsegg Jesko และ Koenigsegg Gemera โดยครั้งนี้เป็นครั้งพิเศษที่ทาง Car2Day ได้มาสัมผัสตัวจริงเสียงจริงกันอีกครั้งก่อนที่จะไปโชว์ตัวต่างแดนที่งาน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา คาดว่าจะไปโชว์ที่งาน 2023 New York International Auto Show ตั้งแต่ 7-16 เมษายน
สำหรับ Koenigsegg Gemera สร้างจากตัวถัง Carbon Fiber Monocoque เด่นด้วยประตูแบบปีกนกที่เรียกว่า Koenigsegg Automated Twisted Synchrohelix Actuation Doors สามารถเปิดได้กว้างพอที่ผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังเข้าออกพร้อมกันได้เลยแต่ยังคงรูปลักษณ์แบบรถสปอร์ต 2 ประตู กระจกมองข้างรูปแบบใหม่ติดตั้งกล้องแสดงภาพของรถ ล้ออัลลอยดีไซน์เท่ผลิตจาก Carbon Fiber ขนาด 21 นิ้วพร้อมยาง 295/30 ZR21 สำหรับล้อหน้าและ 22 นิ้ว พร้อมยาง 317/30ZR22 ติดตั้งท่อไอเสียจาก Akrapovic ส่งเสียงดุดันเร้าใจแบบน่าเกรงขาม รวมถึงช่องใส่สัมภาระความจุมากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
กับตัวรถตั้งแต่ความยาว 4,975 มม. ความกว้าง 1,988 มม. ความสูง 1,295 มม. ฐานล้อ 3,000 มม. น้ำหนักรถ 1,715 กก. และความจุถังน้ำมัน 75 ลิตร













ภายในอำนวยความสะดวกด้วยเบาะปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางคู่หน้าหุ้มวัสดุเมโมรี่โฟมรองรับศีรษะที่แตกต่างกันถึง 4 ที่นั่ง พร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่ทำงานสั่งการทั้งเครื่องปรับอากาศและระบบความบันเทิงที่รองรับ Netflix ได้ด้วย และยังมีที่วางแก้วน้ำ 8 จุดพร้อมความปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque ถุงลมนิรภัย 6 ใบ ระบบช่วยเหลือการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบเบรก ABS และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 2.5 ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดยึด ISOFIX สำหรับเบาะหลังทั้ง 2 ที่นั่งอีกด้วย
ไฮเปอร์คาร์คันนี้ออกแบบมาแรง เร็วและยังรักษ์โลกด้วยพลัง Plug In Hybrid เบนซินเทอร์โบคู่ 3 สูบ 2.0 ลิตร 600 แรงม้าที่ 7,500-8,500 รอบ/นาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 2,000-7,000 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัวด้วยกัน ล้อหน้ากับล้อหลังให้พลังถึง 500 แรงม้า แรงบิด 1,000 รอบ/นาที และข้อเหวี่ยง 400 แรงม้า แรงบิด 500 รอบ/นาที และความจุแบตเตอรี่ 15 kWh
เมื่อทำงานร่วมกันจะได้พลังมากสุด 1,700 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11,000 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ทำอัตราแร่งแบบดีที่สุดเพียง 1.9 วินาที ขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมระบบเลี้ยวล้อหลังและกระจายแรงบิดเพื่อควบคุมที่มั่นใจและเผชิญทุกสภาพ นอกจากนี้ถังเดียววิ่งไกลสุด 1,000 กม. โดยแบ่งเป็นวิ่งแบบเครื่องยนต์เพียวๆ 950 กม. และวิ่งโหมดไฟฟ้าล้วนไกลสุด 50 กม.ด้วยความเร็วสูงสุด 300 กม./ชม. และเป็นรถไฮเปอร์คาร์ไม่กี่คันในไทยที่รองรับน้ำมันสูงสุดถึง E85
ไฮเปอร์คาร์ 4 ที่นั่งอย่าง Koenigsegg Gemera ในทั่วโลกมีเพียง 300 คันเท่านั้น โดยไทยได้มาแค่ 6 คันแต่ขายไปแล้ว 5 คัน ในราคา 328,000,000 ยูโร หรือราคาในไทยเริ่มที่ 122,000,000 บาท
แยกให้ชัด! รถ Supercar VS Hypercar ต่างกันอย่างไร?
By SolarFx ThailandUncategorized, ติดฟิล์มรถยนต์, ติดฟิล์มอาคาร, รับติดฟิล์มรถยนต์


จัดว่า เป็นเรื่องฮือฮาในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์และคนรักรถสุดหรูอาจเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความเร็วสูงสุด และราคาที่สูงลิ่วจนมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสัมผัสได้ แน่นอนว่า รถยนต์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องรถสปอร์ตที่พอจะพบเจอได้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
หลายคนยังสนใจ บทความน่ารู้เพิ่มเติม
หากสนใจติดฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ SuperCar โดยเฉพาะ ติดต่อเราสิครับ
095-952-7917, 02-003-3583 Line:@SolarFX


เพราะบทความที่เรากำลังจะพาคุณไปโลดแล่นเข้าสู่โลกอันน่าตื่นเต้นของรถยนต์สุดหรู โฉบเฉี่ยวเหนือจินตนาการ อย่าง ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) และไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) แต่เชื่อมั้ยว่า หลายคนมักแยกไม่ออกทั้งสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร อะไรทำให้สองสิ่งนี้แตกต่างกันแน่ ก่อนจะรีบไปดำดิ่งในโลกของสองประเภทรถนี้มาดูและแยกให้ชัดกันดีกว่า
ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) คืออะไร?
ซุปเปอร์คาร์ (Supercar) เป็นยานพาหนะสมรรถนะสูงและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีความเร็ว การควบคุมรถ และการออกแบบที่โดดเด่น รถซุปเปอร์คาร์ส่วนใหญ่จะมีจุดเด่นที่ความเร็วและแรงกว่ารถสปอร์ตทั่วไปตามท้องตลาดมากพอสมควร ถ้านึกภาพไม่ออกขอให้ลองดูตัวอย่างจากรถ Ferrari 488 GTB เป็นต้นแบบรถซุปเปอร์คาร์ เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ที่สามารถเร่งความเร็วแบบโฉบเฉี่ยวพาคุณทะยานจาก 0-100 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3 วินาที! สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ เพียงแค่ได้สัมผัสก็จะรู้ถึงความตื่นเต้นจากความเร็วสูงมากเลย
นอกจากนี้ รถยนต์ซุปเปอร์ (supercar) เหล่านี้มักมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมรรถนะล้ำสมัย เช่น เครื่องบันทึกข้อมูลสมรรถนะ เพื่อประเมินและพัฒนาการขับขี่ได้อย่างเป็นแบบแผน คล้ายกับการเลียนแบบนักแข่งในสนามที่สามารถบันทึกเวลารอบของตนได้ และประเมินได้ว่า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะไปในตำแหน่งไหน พร้อมกับเจอทีมดูแลรถได้ตามเวลาใด เพราะทุกวินาทีมีค่าเสมอ
เหนือสิ่งอื่นใดรถซุปเปอร์คาร์เลยทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่ในรถแข่งท่ามกลางบรรยากาศสนามแข่ง เป็นต้น ตัวอย่างอื่นๆ ของซุปเปอร์คาร์ที่คนรักรถหรูต้องคุ้นหู เช่น Aston Martin Vantage และ Ferrari California เป็นต้น
ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คืออะไร?
ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คือ คำที่มักใช้เพื่ออธิบายหรือเรียก ซุปเปอร์คาร์ในระดับชั้นสูง เทียบกับคำว่า crème de la crème ซึ่งแปลแบบเข้าใจง่ายว่า ที่สุดของที่สุด เพราะรถยนต์ประเภทนี้เป็นเสมือนตัวแทนของจุดสูงสุดหรือเป้าหมายสูงสุดของวิศวกรรมที่ต้องการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ ด้วยความที่รถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ขึ้นชื่อในเรื่องความเร็วที่สูงกว่ารถยนต์ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด และจำนวนการผลิตที่มีจำกัดอย่างมาก ยิ่งทำให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ซุปเปอร์คาร์ที่ว่า เจ๋งแล้ว ยังต้องยอมหลีกให้กับไฮเปอร์คาร์เลยล่ะ
ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมและเห็นภาพได้ชัดสุดของรถไฮเปอร์คาร์ (hypercar) ก็คือ รถปอร์เช่ 918 ซึ่งมีระบบส่งกำลังไฮบริด HY-KERS ที่ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผลให้มีความเร็วสูงสุดมากกว่า 210 ไมล์ต่อชั่วโมง อีกรุ่นที่น่าหลงใหลคือ รถหรู Pagani Huayra รถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับไฮเปอร์คาร์ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันและสมรรถนะที่เร้าใจ
ต้นทุนการผลิต รถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
สำหรับคนที่กำลังสนใจอยากเข้าวงการรักรถหรูแต่ยังอาจจะสงสัยว่าความแตกต่างของซุปเปอร์คาร์ (Supercar) แตกต่างจากไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) จริงๆ?
นอกจากต้นทุนการผลิตที่ทำให้ ราคารถไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) เป็นกลุ่มยานยนต์พิเศษที่มักจะมีป้ายราคาสูงถึงหลายล้าน โปรดจำไว้ว่าความพิเศษเฉพาะตัวและประสิทธิภาพสูงต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า ไม่ว่าจะเรื่องของการลงทุนไปกับผู้เชี่ยวชาญนักพัฒนาหรือกระบวนการผลิตในส่วนต่างๆ ก็ตาม แต่ใครที่เคยสัมผัสจะรู้เลยว่า
ความแตกต่างของรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) คือ ระบบส่งกำลังของรถหรูแตกต่างกัน แม้ว่ารถซุปเปอร์คาร์มักจะมีเครื่องยนต์ที่ทรงพลังอย่าง Twin-turbo V8 แต่ไฮเปอร์คาร์สเปกก็จะยกระดับสูงมากขึ้นไปอีก พวกเขามักจะติดตั้งระบบส่งกำลังแบบไฮบริดโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้โฉบเฉี่ยวเร้าใจเหนือระดับ เร็ว แรง ไม่เกรงใจใคร
และหากจะเทียบกันจริงๆ แล้ว ความเร็วสูงสุดของรถไฮเปอร์คาร์ยังเหนือกว่ารถซุปเปอร์คาร์อีกหลายเท่าด้วย ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ Ferrari 488 GTB สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถูกใจคนรักความเร็วที่ 205 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่รถไฮเปอร์คาร์ Porsche 918 ก็ทำได้เหนือกว่าด้วยความเร็วสูงสุดที่ 210+ ไมล์ต่อชั่วโมง
สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เป็นต้นทุนการผลิตก็ช่วยชี้ให้เห็นได้ว่า พวกเขาแตกต่างออกไป รถซุปเปอร์คาร์ถึงแม้จะไม่ธรรมดาเหมือนรถสปอร์ตทั่วไป ด้วยความหรูหราและคุณสมบัติที่เหนือกว่า แต่รถไฮเปอร์คาร์ก็ยังยกระดับและมีความพิเศษที่เหนือกว่าได้อีกจนคนที่สัมผัสด้วยตัวเองรู้ได้เลยว่า เหนือกว่าที่ตรงไหน
จำนวนการผลิต รถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
อีกหนึ่งความเชื่อมโยงจากเรื่องของต้นทุนการผลิตก็คือ จำนวนที่ถูกผลิตมาให้คนรักรถหรูได้สัมผัสและครอบครองเป็นเจ้าของ หากเทียบกันระหว่างรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับรถไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ก็จะเห็นได้ว่า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและเปิดให้จับจองเป็นเจ้าของในราคาที่เอื้อมถึงกว่าไฮเปอร์คาร์ ก็เลยมีตัวเลือกรถซุปเปอร์คาร์ให้เลือกมากมายกว่าไฮเปอร์คาร์หลายเท่า ในขณะที่ด้วยราคาและสมรรถนะของไฮเปอร์คาร์ จึงถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้คนรักรถหรูรู้สึกถึงความพิเศษที่จะได้ครอบครองมากกว่า
ความหรูรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ต่างกันไหม
นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตและจำนวนการผลิตของรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์แล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ความหรูหราชวนหลงใหลภายใต้ความเร้าใจในความเร็วสูงของรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) อย่าง Ferrari 488 GTB หรือที่สุดของสมรรถนะเจ้าแห่งเทคโนโลยีที่รวบรวมมาอย่างเหนือระดับจาก Porsche 918 เรื่องความเร็ว แรง ไม่เป็นรองใคร สมกับราคาที่ได้จ่ายไป รวมๆ แล้วทั้งรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ต่างก็มอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ตาม รถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ต่างก็ตอบสนองรสนิยมและงบประมาณที่แตกต่างกัน โดยแยกได้ง่ายๆ จากการที่รถซุปเปอร์คาร์จะเน้นไปในเรื่องของการขับขี่ด้วยความเร็วสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง มอบรสชาติแห่งความหรูหราและสมรรถนะด้านการขับขี่ขั้นสุด ต่างจากรถไฮเปอร์คาร์ ซึ่งมีระบบส่งกำลังแบบไฮบริดและจำนวนการผลิตที่จำกัด รวมถึงมอบความพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะการออกแบบดีไซน์หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่เหมือนใคร (ประมาณว่า เทคโนโลยีเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ที่ใครๆ ต่างก็นึกถึง) และสมรรถนะยานยนต์ระดับสูงสุด
ราคาที่แตกต่างระหว่างรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar)
อีกหนึ่งข้อสังเกตเกี่ยวกับรถซุปเปอร์คาร์ Supercar VS รถไฮเปอร์คาร์ Hypercar ต่างกันอย่างไรก็คือ ราคา
คนรักรถหรูย่อมรู้กันดีว่า ทั้งสองเป็นรถหรูทั้งคู่ ราคาย่อมสูงกว่ารถทั่วไปในท้องตลาดอยู่แล้ว แต่ทั้งสองก็ยังแยกได้ง่ายๆ จาก หากเป็นรถซุปเปอร์คาร์ Supercar รุ่นปกติทั่วไปจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นถึงหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามล้านกว่าบาท)
แต่สำหรับรถไฮเปอร์คาร์ Hypercar แล้ว มันมีราคาเริ่มต้นสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ! (18 ล้านบาท) เลยทีเดียว เช่น SSC Tuatara รถไฮเปอร์คาร์ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ติดอันดับประจำแวดวงไฮเปอร์คาร์ก็มี SSC North America ที่ราคาสูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งนอกจากจะมีราคาและมูลค่าที่สูงมากแล้ว ยังโยงไปถึงเรื่องรถ Hypercar ที่มีการผลิตออกมาในจำนวนที่จำกัด ทำให้มันกลายเป็นรถหายากที่น้อยคนนักจะได้ครอบครอง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็มีโอกาสน้อยที่ราคาจะตกและมักได้รับความนิยมถึงขั้นพยายามหามาสะสมก็มีเหมือนกัน
แนวโน้มในอนาคตรถ Hyper Car
ในขณะที่โลกกำลังก้าวไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยานพาหนะสมรรถนะสูงเหล่านี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่ารถหรูจะมีราคาแพงแล้วไม่สนเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ เพราะ ณ ขณะนี้ผู้ผลิตรถหรูซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์จำนวนมาก (และมีแต่มากขึ้นเรื่อยๆ) กลับหันมารวมพลังสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าในรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ของตนมากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาระบบส่งกำลังแบบไฮบริดจริงจัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคุณลักษณะเฉพาะของไฮเปอร์คาร์ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติทั่วไปในซุปเปอร์คาร์เช่นกัน
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดเหล่านี้มีข้อจำกัดหรือไม่? คำตอบก็คือ แน่นอน ผู้คนที่หลงใหลในความเร็วและแรงของรถซุปเปอร์คาร์ในอดีตบางคนถึงกับกังวลว่าการปรับเปลี่ยนจากพลังงานเชื้อเพลิงน้ำมันมาเป็นพลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าอาจทำให้ความรวดเร็วและตื่นเต้นเร้าใจแบบเดิมๆ แบบรถที่ใช้น้ำมันเบนซินกำลังจะหายไป แต่ด้วยการพัฒนาไม่หยุดยั้งก็ต้องขอการันตีว่า ความเร็วและสมรรถนะของรถไฟฟ้าและไฮบริดของทั้งรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวที่คุ้มค่าและมีแต่จะสร้างความประทับใจให้ผู้ครอบครองยิ่งขึ้นไปอีก
สรุปรถซุปเปอร์คาร์ (Supercar) กับ ไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะสรุปเป็นที่น่าสังเกตว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไป เส้นแบ่งระหว่างซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ก็อาจเลือนลางจนแยกยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพาเราไปที่ไหน ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและน่าตื่นเต้นจะไม่ไปไหน
ภายหลังสรุปแล้วความแตกต่าง ณ ขณะนี้ หากจะพูดง่ายๆ ก็คือ Supercar ที่ว่าหรูและเจ๋งแล้ว เมื่อเจอ Hypercar อาจต้องชิดซ้าย (หลายคนเลยสรุปไปว่า Hypercar นี่ล่ะ คือ ตัวท็อปของ Supercar) ด้วยความหรูหราและคุณสมบัติที่ก้าวล้ำนำสมัยกว่าที่ทำให้คนรักรถหรูทุกคนไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเส้นแบ่งราคาถึงโดดไปสูงกว่ารถซุปเปอร์คาร์ Supercar มากมายขนาดนั้น
หากสนใจติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ SuperCar เรามีฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง ติดต่อเราสิครับ
![[ครบชุด] T3009039 ความร วมห วเอาต วไม รอด Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1035.png)













![[ครบชุด] T3009023 ชายไร ขา! บผ หญ งของเขา Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1036.png)