Ferrari Amalfi สปอร์ตคูเป้รุ่นใหม่ขุมพลัง V8 640 แรงม้า ตัวแทนของ Roma ที่เลิกผลิตไปแล้ว
Ferrari Amalfi รถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตูรุ่นใหม่ ที่เข้ามาแทนที่ Roma ที่เดลิกผลิตไปเมื่อปี 2024 มากับงานออกแบบใหม่ ภายในที่หรูหราขึ้น และเครื่องยนต์ที่ทรงพลังให้กำลังมากถึง 640 แรงม้า
Ferrari แบรนด์รถสปอร์ตหรูจากประเทศอิตาลี เผยโฉม Amalfi รถสปอร์ตคูเป้รุ่นใหม่ ที่เข้ามาตัวแทน และผู้สือทอดรถสปอร์ตอย่าง Ferrari Roma ที่ได้โบยมือลาจากเส้นทางยานยนต์ไปเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา

สำหรับ Ferrari Amalfi สปอร์ตคูเป้ 2 ประตูรุ่นใหม่ตัวใหม่นี้ ยังคงรูปลักษณ์ในสไตล์ Grand Tourer โดยทางผู้ผลิตเผยว่า Amalfi จะนิยามความสปอร์ตร่วมสมัยใหม่ด้วย “การผสมผสานสมรรถนะสูง ความอเนกประสงค์ และสุนทรียศาสตร์อันประณีต” นอกจากนั้นยังมาพร้อมงานดีไซน์ภายในที่หรูหราขึ้น อีกทั้งยังมากับพละกำลังเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมากว่า Roma ด้วยเครื่องยนต์ V8 ที่รีดกำลังแรงม้าลงพื้นได้มากถึง 640 ตัว


ดีไซน์ภายนอกยังคงโครงสร้างของ Roma เอาไว้ตัวรถยังเน้นความไหลลื่น และสไตล์มินิมอล ด้วยพื้นผิวที่เรียบสะอาด มาพร้อมเส้นสายที่เน้นความโค้งเว้า เพื่อแสดงถึงความทันสมัย

ด้านหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนกระจังหน้าแบบดั้งเดิม มาเป็นช่องรับอากาศด้านล่างขนาดใหญ่ และกว้าง ส่วนชุดไฟหน้า LED เป็นเส้น ที่ถูกเชื่อมต่อด้วยแถบสีดำที่วางพาดเต็มความใกว้างของหน้ารถ มาพร้อมฝากระโปรงหน้าที่นูน ที่ช่วยเสริมให้ตัวรถดุเหมือนมีมัดกล้าม อีกทั้งยังเสริมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวด้วยสเกิร์ตหน้าใหม่ มาพร้อมเซ็นเซอร์ที่ซ่อนเอาไว้อย่างไม่สะดุดตา


เส้นสายด้านข้างยังคงเหมือนกับ Roma แต่ Amalfi จะมีเส้นนำสายตที่ลากจากซุ้มล้อหน้า ไปยังซุ้มล้อหลังอย่างคมชัด มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว รัดด้วยยาง Bridgestone Potenza Sport หรือ Pirelli P Zero



ขณะที่ด้านท้ายมาในแบบลาดเทที่ดูลู่ลม ชุดไฟท้ายแบบแยกส่วน เสริมความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟ ที่ปรับขึ้นลงตามความเร็วของตัวรถ ส่วนตัวกันชนหลังมาในเฉดสีดำขนาดใหญ่ เสริมความโหดด้วยดิวฟิวเซอร์ในตัว รวมทั้งยังมากับชุดท่อไอเสียแบบคู่แยกซ้าย-ขวา


ภายในห้องโดยสารของ Ferrari Amalfi จะได้รับการดีไซน์ใหม่ทั้งหมด แตกต่างจากตัว Ferrari Roma ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแบบแยกคนขับ และผู้โดยสาร รวมทั้งแผงหน้าปัดต่าง ๆ

โดยในส่วนแผงแดชบอร์ดของ Amalfi มาพร้อมหน้าจอกลางแบบแนวนอนขนาด 10.25 นิ้ว จากเดิมของตัวRoma ที่มาในแบบแนวตั้ง พร้อมรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว ที่สามารถแสดงข้อมูลเครื่องยนต์ และแสดงค่าของแรง G
อีกทั้งยังมาพร้อมกับพวงมาลัยรุ่นใหม่ออกแบบให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น มาพร้อมปุ่มสตาร์ทแบบอะลูมิเนียมที่ถูกกลับนำมาใช้อีกครั้ง

ขณะที่คอนโซลกลางของรถที่เป็นอลูมิมันอโนไดซ์ ที่วางเป้นแท่งยาว มีทั้งสวิตช์เลือกระบบขับเคลื่อน และแท่นชาร์จไร้สาย ส่วนวัสดุตกแต่งภายในยังคงเน้นความพรีเมียมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ และหนังชั้นดี


ด้านเบาะที่นั่งเป็นแบบ Comfort Seat มีให้เลือก 3 ขนาด มาพร้อมฟังก์ชันความสะดสกสบายแบบจัดเต็มทั้งระบบนวดด้วยถุงลม 10 จุด / ระบายอากาศ อีกทั้งยังจัดเต้มด้วุดเครื่องเสียงพรีเมียมของทาง Burmester พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง


ในด้านพละกำลังขับเคลื่อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์หลักของ Ferrari Amalfi จะได้รัลการติดั้งขุพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.9 ลิตร ทวินเทอร์โบลูกใหม่ ที่ใช้เซ็นเซอร์แรงอัด สำหรับแต่ละแนวกระบอกสูบโดยเฉพาะ เพิ่มเรดไลน์ไปที่ 7,600 รอบ/นาที พร้อมติดตั้งกล่อง ECU รุ่นใหม่ มาพร้อมเพลาลูกเบี้ยวแบบน้ำหนักเบา พร้อมกับส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 จังหวะ ส่งผลทำให้สปอร์ตคูเป้ตัวใหม่นี้ รีดกำลังแรงม้าลงพื้นได้มากถึง 640 แรงม้า มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบกับรุ่น Roma ที่ลาจากไปแล้วมีกำลังมากกว่าถึง 20 แรงม้า มาพร้อมอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม.-ชม. ในเวลาเพียง 3.3 วินาที ซึ่งเร็วกว่า Roma 0.1 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของรถนั้นจะอยู่ที่ 320 กม./ชม.

นอกจากนั้น Ferrari Amalfi ยังมากับระบบพวงมาลัยไฟฟ้ารุ่นใหม่มีทั้งความเร็ว และความแม่นยำเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เพื่อเสริมสมรรถนะของตัวรถ อาทิ ระบบ Brake-by-wire เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกโดยลดการเคลื่อนที่ของแป้นเบรกลง รวมถึงระบบ ABS Evo ที่ถูกระบุว่าได้รับการปรับเพื่อให้มีสมรรถนะสูงสุดในทุกพื้นผิวและทุกโหมด

ขระที่ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบความปลอดภัยนั้นก็มาเต็มไม่ว่าาจะเป้น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอแดปทีฟ, ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับมุมบอด, ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน, ระบบเตือนเมื่อมีรถผ่านด้านหลังขณะถอย, ระบบจดจำป้ายจราจร และกล้องรอบคัน 360 องศา

น่าสเียดายที่กำหนดเวลาการวางตลาด และสนนราคาค่าตัวนั้นทางเฟอร์รารี่ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ แต่คาดว่าราคาของ Ferrari Amalfi นั้นจะสูงกว่า Ferrari Roma รุ่นสุดท้ายในปี 2024

ทั้งนี้หากมีข้อมุลเพิ่มเติมออกมาอย่างไร ทางทีมงาน Autostation.com จะนำรายางนให้เพื่อน ๆ ได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
McLaren W1 ไฮเปอร์คาร์ 1,275 แรงม้า ที่เร็ว และทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
McLaren W1 รถไฮเปอร์คาร์รุ่นเรือธงตัวใหม่ ขุมพลังไฮบริด 1,275 แรงม้า เร็ว และทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผลิตจำกัดแค่ 399 คัน เท่านั้น
โดย Phalath12 เดือนที่แล้ว1.2kผู้อ่าน

หลังจากที่ทาง McLaren ได้เปิดตัวซูเปอร์คาร์อย่าง F1 ออกมาเมื่อปี 1992 และต่อเนื่องมาในปี 2013 ก็ได้ปล่อยตัวแรงอย่างทาง McLaren P1 ตามออกมา

ล่าสุดทางแม็คลาเร็น บริษัทผลิตรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษได้เปิดตัว McLaren W1 ไฮเปอร์คาร์ตัวใหม่ที่จะมาสืบทอดความเร็ว และแรง ของทั้ง 2 รุ่นเดิม โดยทางบริษัทเผยว่า McLaren W1 จะเป็นรถไฮเปอร์คาร์ที่นำไปวิ่งท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย และมีพละกำลังที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยผลิตมา โดยจะมีคาวมเร็วมากกว่า McLaren Senna ที่วิ่งอยู่ในสนามแข่งถึง 3 วินาทีเลยทีเดียว

สำหรับ McLaren W1 ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มใหม่ MCLA หรือ McLaren Carbon Fibre Lightweight Architecture ตัวรถยังคงอยู่ในรูปโฉมของสปอร์ตตัวถังคูเป้ ประตูแบบ Gull-wing

ในด้านขนาดมิติตัวรถจะมีความยาว 4,635 มม. กว้าง 2,191 มม. สูง 1,182 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,680 มม. ขณะที่น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ราว ๆ 1,399 กก. โดยมีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก 911 แรงม้า/ตัน ซึ่งดีที่สุดเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์กับรถในคลาสเดียวกันที่วิ่งใช้งานอยู่าบนท้องถนน



ในด้านงานออกแบบได้รับ DNA มาจากรุ่นพี่ ๆ อย่างทั้งในรุ่น Senna และ 765LT โดยที่เป็นไฮไลท์หลักจะอยู่ที่ระบบแพคเกจแอร์โรไดนามิค ซึ่งทาง McLarenออกแบบให้แพคเกจรอบคันนี้สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของรถได้ตามโหมดในการขับขี่

อาทิถ้าขับขี่ในโหมด Race ปีกหลังแบบ Active Long Tail wing ที่ทำงานแบบแอคทีฟ จะช่วยขยายพื้นที่ดิฟฟิวเซอร์ให้ช่วยจัดระเบียบอากาศจากใต้ท้องรถ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่เป็น Drag Reduction System หรือ ระบบลดแรงต้านอากาศ ที่ช่วยเพิ่มความเร็วบนทางตรง



อีกทั้งในโหมด Race ตัวรถจะลดความสูงลง 1.46 นิ้วที่ด้านหน้า และ 0.7 นิ้วที่ด้านหลัง ซึ่งพร้อมด้วยปีกแอคทีฟของรถ และ Active Chassis Control III จะทำให้เกิดแรงกดที่ 350 กิโลกรัมที่ด้านหน้า และ 650 กิโลกรัมที่ด้านหลัง ทำให้เกิดแรงกดรวม 1,000 กิโลกรัม ช่วยให้ตัวรถสามารถรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคงในโค้งความเร็วสูง นอกจากนี้เมื่อปิด และยกตัวขึ้น Active Long Tail wing จะทำหน้าที่กลายเป็นแอร์เบรกในตัว




ขณะที่ภายในห้องโดยสารก็จะได้รับการออกแบบใช้ใช้งานได้ตามปกติเพราะจะเป็นรรถที่สามารถนำมาใช้งานบนท้องถนน โดยชุดอุปกรณืภายในจะได้รับ มาตรวัดฟูลดิจิทัล มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ MIS II (McLaren Infotainment System) รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay มาพร้อมพอร์ท USB Type-A / Type-C



นอกจากนี้ในส่วนเบาะที่นั่งจะถูกหุ้มด้วยหนัง Alcantara คอนโซลกลางจะออกแบบให้มีช่องวางแก้วแบบสไลด์ 2 ช่อง เสริมความบันเทิงด้วยชุดเครื่องเสียงของ Bowers & Wilkins อีกทั้งยังมีชั้นวางของเล็ก ๆ ด้านหลังเบาะที่นั่งที่มีพื้นที่เก็บของภายในรถสูงสุด 117 ลิตร เพียงพอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก ได้ 2 ใบ


ในด้านพละกำลังขับเคลื่อนซึ่งเป็นหัวใจหลักของ McLaren W1 จะมากับระบบไฮบริด โดยจะติดตั้งเครื่องยนต์ MHP-8 V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ให้กำลัง 928 แรงม้า ทำร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 347 แรงม้า ให้กำลังรวม 1,275 แรงม้า แรงบิด 1,340 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อม E-Reverse ไปยังคู่ล้อหลัง

โดยตัวรถจะมีอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม ในเวลา 2.7 วินาที ขณะที่ความเร็วสูงสุดของรถถูกจำกัดไว้ที่ 350 กม./ชม.

นอกจากนี้ยังมี “E-Module” ที่มากับแบตเตอรี่ขนาด 1.4 kWh ที่จะช่วยทำให้ McLaren W1 สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในระยะทางสูงสุด 2.6 กม.
ในด้านระบบช่วงล่างของ McLaren W1 จะใช้แดมเปอร์ที่พ่วงกับช๊อคฯ แบบก้านกระทุ้ง (Pushrod) ที่ทำมาจากไทเทเนียม

มาพร้อมชุดชุดเบรคสมรรถนะสูง MCCR+ ที่ติดตั้งคาลิเปอร์คู่หน้าแบบ 6 ลูกสูบ ส่งคู่หลังเป็นแบบ 4 สูบ ขณะที่ชุดล้อเป็นล้ออัอลอยสีดำ ซึ่งจะมีชุดยางให้เลือกหลายออปชั่น โดยในรุ่นมาตรฐานมาพร้อมกับยาง Pirelli P Zero Trofeo RS ขนาด 265/35 ที่ล้อหน้า และ 335/30 ที่ล้อหลัง นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกยาง Pirelli P Zero R สำหรับการใช้งานบนถนนทั่วไป และยาง Pirelli P Zero Winter 2 สำหรับการขับขี่ในฤดูหนาว

McLaren W1 ไฮเปอร์คาร์เรือธงใหม่นี้ ทางแม็คลาเรนเปิดราคาเริ่มต้นที่ราว ๆ 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 70.4 ล้านบาท โดยจะผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 399 คันเท่านั้น ซึ่งก็คาดว่าทั้งหมดคงถูกจับจอง และมีเจ้าของหมดแล้ว
![[ครบชุด] T3009031 อย าด กคนบ านนอก! Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1047.png)
![[ครบชุด] T3009030 ดวงตาท หายไป Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1048.png)