• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T0110089 เม ยท ไร วตน

admin79 by admin79
October 2, 2025
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T0110089 เม ยท ไร วตน

5 ปี BUGATTI Veyron || การลงทุนครั้งสำคัญ เพื่อดึงแบรนด์ BUGATTI หวนคืนตลาดซูเปอร์คาร์

1500 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ภาพ: Bugatti Automobiles S.A.S.
เรียบเรียง : Pitak Boon

ผู้ให้กำเนิด BUGATTI เป็นชาวอิตาเลียนนาม Mr. Ettore Bugatti (EB) ท่านผู้นี้เป็นศิลปินที่ชื่นชอบรถเป็นชีวิตจิตใจ เริ่มต้นสานฝันเกี่ยวกับรถยนต์ของตนเองในเยอรมนี ประเทศซึ่งเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ย้ายสำนักงานอยู่หลายเมือง แต่ท้ายสุดมาลงเอยที่เมือง Molsheim ในประเทศฝรั่งเศส และสร้างสำนักงานใหญ่ของ BUGATTI อยู่ที่นี่จวบจนถึงปัจจุบัน จากผลพวงทางเศรษฐกิจ ทำให้ ‘Bugatti Automobiles S.A.S.’ ต้องตกไปเป็นหนึ่งในเครือ ‘Volkswagen Group’ เช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตซูเปอร์คาร์รุ่นพี่อย่าง ‘Automobili Lamborghini S.p.A.’ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับค่ายรถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรถระดับซูเปอร์คาร์ที่มีบุคลิกอันเด่นชัดเฉพาะตัว ต้องมาเจอกับยักษ์ใหญ่เจ้าเทคโนโลยียานยนต์


  1. หน้าแรก
  2.  บทความทั้งหมด
  3.  MOTOR VEHICLE
  4.  Technology For Drive
  5.  15 ปี BUGATTI Veyron || การลงทุนครั้งสำคัญ เพื่อดึงแบรนด์ BUGATTI หวนคืนตลาดซูเปอร์คาร์

15 ปี BUGATTI Veyron || การลงทุนครั้งสำคัญ เพื่อดึงแบรนด์ BUGATTI หวนคืนตลาดซูเปอร์คาร์

1500 จำนวนผู้เข้าชม  | 

   

ภาพ: Bugatti Automobiles S.A.S.
เรียบเรียง : Pitak Boon

ผู้ให้กำเนิด BUGATTI เป็นชาวอิตาเลียนนาม Mr. Ettore Bugatti (EB) ท่านผู้นี้เป็นศิลปินที่ชื่นชอบรถเป็นชีวิตจิตใจ เริ่มต้นสานฝันเกี่ยวกับรถยนต์ของตนเองในเยอรมนี ประเทศซึ่งเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ย้ายสำนักงานอยู่หลายเมือง แต่ท้ายสุดมาลงเอยที่เมือง Molsheim ในประเทศฝรั่งเศส และสร้างสำนักงานใหญ่ของ BUGATTI อยู่ที่นี่จวบจนถึงปัจจุบัน จากผลพวงทางเศรษฐกิจ ทำให้ ‘Bugatti Automobiles S.A.S.’ ต้องตกไปเป็นหนึ่งในเครือ ‘Volkswagen Group’ เช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตซูเปอร์คาร์รุ่นพี่อย่าง ‘Automobili Lamborghini S.p.A.’ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับค่ายรถยนต์สมรรถนะสูงเหล่านี้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรถระดับซูเปอร์คาร์ที่มีบุคลิกอันเด่นชัดเฉพาะตัว ต้องมาเจอกับยักษ์ใหญ่เจ้าเทคโนโลยียานยนต์



Veyron 16.4 เป็นซูเปอร์คาร์คันแรกจาก BUGATTI ภายใต้ร่มเงาของ VW Group เป็นโปรเจ็กต์สุดบรรเจิดที่บริษัทแม่ทุ่มทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา เพื่อดึงแบรนด์ BUGATTI หวนคืนสู่วงการอีกครั้ง จากดำริของ Mr. Ferdinand Karl Piech วิศวกรซึ่งเป็นทั้ง CEO และประธาน ของ VW Group ในยุคนั้นได้ “ฝัน” จะสร้างซูเปอร์คาร์ระดับ 1,000 แรงม้า ที่เร็วได้กว่า 400 กม./ชม. ซึ่งเทคโนโลยีขณะนั้นไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แม้ VW Group จะวิศวกรระดับมันสมองของโลกเดินอยู่เต็มโรงงานก็ตาม จนกระทั่งวิศวกร VW บรรลุเป้าหมายในการสร้างเครื่องยนต์บล็อค “W” ลูกสูบทั้ง 16 ลูก พร้อมปริมาตรกระบอกสูบระดับ 8 ลิตร (7,993 ซีซี) จึงถูกสร้างขึ้นในขนาดที่ไม่ใหญ่โตเกินไปที่จะบรรจุลงกลางลำของซูเปอร์คาร์สักคันได้ ในที่สุดฝันของ Piech ก็เริ่มมีเค้ารางของความเป็นจริง หลังจาก Dr. Wolfgang Schreiber เข้ามารับหน้าที่หัวหน้าทีมวิศวกรในปี 2003 เพื่อสานต่อโปรเจคสุดหิน เต็มไปด้วยปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน และให้กำเนิด Veyron 16.4 ออกมาได้ในที่สุด



เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี Veyron ทาง BUGATTI เปิดเผยข้อมูลขั้นตอนการพัฒนาซูเปอร์คาร์บ้าพลังรุ่นนี้ออกมาเพิ่มเติม เริ่มต้นจากโปรเจคนี้เดิมทีจะเป็นรถ 4 ประตู ที่เน้นทั้งความหรู และพละกำลังอันมหาศาลจากเครื่องยนต์ รถโปรโตไทป์โมเดลแรกที่เปิดตัวออกมา คือ ‘EB 118’ ใช้ดีไซน์ Retro Car ผสานเข้ากับ DNA ของ BUGATTI ผลงานการออกแบบจาก Giugiaro เป็นรถต้นแบบที่ถูกส่งไปโชว์แสนยานุภาพทางเทคโนโลยีในงาน Paris Motor Show ปี 1998 ใช้เครื่องยนต์ W18 วางด้านหน้า ใช้ระบบขับเคลื่อน Permanent all-wheel drive โครงสร้าง Space Frame และช่วงล่างมัลติลิงค์



จาก ‘EB 118’ ต่อยอดไปเป็น ‘EB 218’ ในปี 1999 เรื่องดีไซน์ปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เทคโนโลยีพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ทว่าในที่สุดโปรเจคสปอร์ตซาลูน 4 ประตู ก็ถูกพับเก็บและแทนที่ด้วย Super Sport Car ในชื่อ ‘EB 18/3 Chiron’ (ชื่อเดียวกับ BUGATTI Chiron โมเดลปัจจุบัน) ถูกส่งมาโชว์ตัวครั้งแรกในงาน IAA Frankfurt Motor Show ปี 1999 และถัดจากนั้นไม่กี่เดือน เผยโฉมรถต้นแบบโมเดลที่ 4 ภายใต้ชื่อ ‘EB 18/4 Veyron’ ในงาน Tokyo Motor Show ปีเดียวกัน ถัดมาต้นปี 2000 งาน Geneva Motor Show, Piech แถลงข่าวโปรเจคซูเปอร์คาร์ 1,001 แรงม้า (PS) ความเร็วสูงสุดทะลุเพดาน 400 กม./ชม. เร่งแตะ 100 กม./ชม. เร็วกว่า 3 วินาที ซิ่งได้ทั้งบนถนน และในสนามแข่ง



งาน Paris Motor Show เดือนกันยายนปี 2000, BUGATTI เผยโฉม EB 16.4 Veyron ที่ลดจำนวนสูบเครื่องยนต์จาก W18 มาเป็น W16 ซึ่งเป็นงานวิศวกรรมจากทีมวิศวกร VW ใช้แนวคิดจับเครื่องยนต์ VR8 ที่มีอยู่ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันในลักษณะไขว้แบบตัว ‘W’ เพื่อลดความยาวของเครื่องยนต์ลง ปริมาตรกระบอกสูบรวมมหาศาลถึง 8 ลิตร จึงต้องลำเรียงอากาศเข้าห้องเผาไหม้ ด้วยเทอร์โบถึง 4 ตัว โดยเทอร์โบ 1 ตัวรับผิดชอบ 4 สูบ เป็นที่มาของกำลังระดับ 1,001 PS ที่ 6,000 รอบ/นาที ขณะที่แรงบิดเลยเถิดไปไกลถึง 1,250 Nm มาในรูปแบบ ‘flat torque’ ลากยาวตั้งแต่ 2,200-5,500 รอบ/นาที



หมดปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ทีมวิศวกรซึ่งนำโดย Dr. Wolfgang Schreiber ต้องแก้ปัญหาทางเทคนิคเพิ่มเติมอีกหลายรายการ โดยเฉพาะเรื่องแอร์โร่ไดนามิคในความเร็วสูงที่ยังไม่มีรถถนนรุ่นไหนเคยทำได้มาก่อน ซึ่งในที่สุด Veyron ก็พร้อมลงไลน์ผลิตอย่างเป็นทางการในปี 2005 และบรรลุเป้าหมายตามที่ท่านประธาน Piech ตั้งไว้ คือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 2.5 วินาที (0-200 กม./ชม. และ 0-300 กม./ชม. ใช้เวลา 7.3 และ 16.7 วินาที ตามลำดับ) พร้อมความเร็วสูงสุด 406 กม./ชม. กลายเป็นเจ้าของสถิติ Production Car เร็วที่สุดในโลกในยุคนั้นทันที บรรดาเศรษฐีสายซิ่งสามารถเป็นเจ้าของ Veyron ด้วยสนนราคา 1 ล้านยูโร เท่านั้นเอง (ไม่รวมภาษีนำเข้า)

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม Continental GT Flying Spur Black Edition แกรนด์ทัวเรอร์พันธุ์ดุ รุ่นลิมิเต็ด 400 คันในโลก

473 จำนวนผู้เข้าชม  | 

   

(ครูว์ 15 เมษายน 2568) เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม รุ่น Continental GT และ รุ่น Flying Spur Black Edition ที่ผสมผสานรูปลักษณ์ที่เข้ม ดุดัน และโดดเด่นผ่านชุดแต่ง Blackline Specification ที่เข้ากันกับระบบส่งกำลัง High Performance Hybrid 680 แรงม้า พร้อมด้วยการตกแต่งภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์อย่างโลโก้เบนท์ลีย์ ‘Winged B’ สีดำเงาที่ฝากระโปรงด้านหน้าและด้านหลัง คาลิปเปอร์เบรกสีส้ม Mandarin และโลโก้ Black Edition ที่จะเผยให้เห็นด้านมืดของ Continental GT และ Flying Spur สุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์สมรรถนะสูง โดยโรงงานจะจำกัดสายการผลิตที่ 400 คันทั่วโลกเท่านั้น

รุ่น Black Edition ผสานระบบส่งกำลังแบบ High Performance Hybrid ประสิทธิภาพสูงใหม่เข้ากับแชสซี Bentley Performance Active ซึ่งแชสซีนี้จะมีเฉพาะในรุ่น Speed เท่านั้น โดยระบบส่งกำลังที่ผสานเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 4.0 ลิตรเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลังจะให้พละกำลังรวมกว่า 680 แรงม้า แรงบิด 930 นิวตันเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารุ่น Continental GT Speed W12 เจเนอเรชันก่อนหน้า

รุ่น Black Edition ผสานระบบส่งกำลังแบบ High Performance Hybrid ประสิทธิภาพสูงใหม่เข้ากับแชสซี Bentley Performance Active ซึ่งแชสซีนี้จะมีเฉพาะในรุ่น Speed เท่านั้น โดยระบบส่งกำลังที่ผสานเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 4.0 ลิตรเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลังจะให้พละกำลังรวมกว่า 680 แรงม้า แรงบิด 930 นิวตันเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารุ่น Continental GT Speed W12 เจเนอเรชันก่อนหน้า

การออกแบบที่โดดเด่น
รุ่น Black Edition ใหม่มาพร้อมคุณสมบัติ Blackline Specification ที่จะสะท้อนภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัย โฉบเฉี่ยว และลึกลับ อาทิ กระจังหน้าแบบเมทริกซ์สีดำเงา สปลิตเตอร์ด้านหน้าสีดำ Beluga และการตกแต่งส่วนอื่นด้วยสีดำเงาที่ไม่เหมือนใคร รุ่น Black Edition ยังมีโลโก้เบนท์ลีย์ ‘Winged B’ และตัวอักษร BENTLEY สีดำเงารวมถึงโลโก้ Black Edition บริเวณบังโคลนหน้า นอกจากนี้ ล้ออัลลอยด์ 10 ก้าน ขนาด 22 นิ้วยังตกแต่งด้วยสีดำเงา พร้อมด้วยตัวเลือกเฉดสีดำทูโทนแบบเงา และคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม Mandarin ที่ตัดกันอย่างสวยงามเป็นมาตรฐานสำหรับทั้งสามรุ่นพิเศษ

รุ่น Continental GT และ Continental GTC Black Edition โดดเด่นด้วยไฟหน้าเดี่ยวแบบ Harmony ดีไซน์ใหม่ พร้อมกับแอนิเมชันต้อนรับ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในรุ่น Speedและรุ่น Azure

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยการปักตัวอักษร Black Edition บนพนักพิงศีรษะของเบาะโดยสารคู่หน้าในรุ่น Continental GT และพนักพิงศีรษะของเบาะโดยสารทั้ง 4 ที่นั่งในรุ่น Flying Spur นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งด้วยไม้วีเนียร์แบบ Piano Black กาบบันได Black Edition และการเย็บแบบคอนทราสต์ตามความต้องการของผู้ครอบครอง พร้อมด้วยเบาะโดยสารแบบ Comfort ระบบไฟ Mood Lighting หลากสีภายในห้องโดยสาร จอแสดงผลแบบ Rotating Display และแป้นเหยียบคันเร่งแบบสปอร์ต

เครื่องยนต์อันทรงพลังและแชสซีประสิทธิภาพสูง
Black Edition คือ เจ้าของขุมพลังเครื่องยนต์แบบ High Performance Hybrid ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ของเบนท์ลีย์ ซึ่งผสานเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตร 520 แรงม้าเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 190 แรงม้า สามารถผลิตพละกำลังรวมสูงสุดถึง 680 แรงม้า แรงบิด 930 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.7 วินาทีสำหรับรุ่น Continental GT และรุ่น Continental GT Convertible และ 3.9 วินาทีในรุ่น Flying Spur รถยนต์ทั้ง 3 รุ่นมีพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนกว่า 80 กม. นอกจากนี้ Black Edition ยังมาพร้อมกับระบบไอเสียแบบสปอร์ตที่จะเพิ่มเสียงคำรามที่ดุดันจากเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตรเมื่อกดคันเร่งเต็มที่

เทคโนโลยี Bentley Performance Active Chassis ในรุ่น Black Edition ใหม่นี้ ปัจจุบันมีเฉพาะในรุ่น Speed เจ้าของขุมพลัง 782 แรงม้าเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สนุกไปกับสมรรถนะในการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ตั้งแต่โหมด Comfort และ Bentley ไปจนถึงโหมด Sport ที่เน้นสมรรถนะ ในโหมด Sport นั้น Bentley Performance Active Chassis สามารถส่งกำลังได้สูงสุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ไปยังล้อหลังเพื่อมอบการตอบสนองในการขับขี่ขับขี่ที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัว นอกจากนี้ โหมด Sport ยังส่งผลต่อการปรับการเลี้ยวของล้อหลังได้อย่างชัดเจน พร้อมกับการปรับการหน่วงและช่วงล่างที่แน่นขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงพวงมาลัยที่ตรงและคล่องตัวมากขึ้น พร้อมเร้าใจไปกับประสบการณ์การขับขี่ในแบบสปอร์ตที่เหนือชั้น

สำหรับการเปิดรับคำสั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดรับคำสั่งจอง รุ่น New Continental GT ราคาเริ่มต้น 18,400,000 บาท รุ่น New Continental GT Convertible ราคาเริ่มต้น 20,200,000 บาท และรุ่น New Flying Spur ราคาเริ่มต้น 16,900,000 บาท พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ V8 Hybrid ด้วยเอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตที่มาพร้อมกับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ ถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต บริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Bentley Roadside Assistance) และ Service Package นาน 3 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี

ผู้สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V

เกี่ยวกับ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ทุกท่านและรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคันด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 38 ปี พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือตรวจสอบและวิเคราะห์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์โดยเฉพาะนำเข้าจากโรงงาน การรับประกันอะไหล่แท้ และบุคลากรที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น โดยมี Qualified High Voltage Technician หนึ่งเดียวในประเทศไทยเป็นผู้รับรองงานซ่อมและงานบำรุงรักษารถยนต์ไฮบริดตามมาตรฐานโรงงาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกท่านตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอสฯ ดูแลทั้งรถและคุณ (AAS Looking After YOU And Your CAR)” และให้ชื่อ AAS เป็น “The Name You Can Trust”

Previous Post

[ครบชุด] T0110097 แม วต วแสบ ละครส นต องมนต

Next Post

[ครบชุด] T0110086 ความหว งด สาม ไม องการ

Next Post
[ครบชุด] T0110089 เม ยท ไร วตน

[ครบชุด] T0110086 ความหว งด สาม ไม องการ

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • T0912195 ตพ งไปไม รอดเลยค ดถ งล กช part 2
  • T0912194 ระบบหารคร งในครอบคร วแม part 2
  • T0912193 คนท ไม กพอได เท าไหร ไม พออย part 2
  • T0912192 อะไรค อต วป ญหาก นแน part 2
  • T0912191 ความเกรงใจเป นสมบ ของผ กม part 2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.