รถที่ใกล้เคียง F1 ที่สุด Mercedes-AMG One เปลี่ยนนิยามของรถบนถนน
มี Mercedes-AMG One เพียง 275 คัน ที่มอบประสบการณ์การขับขี่เหมือนอยู่ในสนามแข่ง Formula 1 แต่สามารถขับบนถนนจริงได้
ถ้าพูดถึงหนึ่งในรถยนต์ที่นำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 มาปรับใช้ได้อย่างแท้จริง “Mercedes- AMG ONE” คือรถคันนั้น และนี่ก็ไม่ได้เป็นเพียงซูเปอร์คาร์ทั่วไป แต่เป็นเหมือนการจำลองประสบการณ์การขับขี่จากสนามแข่งให้สามารถวิ่งบนถนนจริงได้
กว่าจะเป็น Mercedes-AMG ONE ได้ ใช้เวลาปรับจูนและพัฒนาระบบนานกว่า 5 ปี เปิดตัวรถต้นแบบครั้งแรกในปี 2017 ก่อนที่ในปี 2022 จะผลิตจริงด้วยมือที่โรงงานของ AMG ในโคเวนทรี ประเทศอังกฤษและถูกผลิตออกมาเพียง 275 คันทั่วโลกเท่านั้น นั่นทำให้แต่ละคันมีราคาถึง 2.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 90 ล้านบาท
ทั้งหมดถูกจำหน่ายออกเกลี้ยงสต๊อก หลังได้รับคำสั่งซื้อมากกว่า 4 เท่าของจำนวนการผลิตที่คาดการณ์ไว้ มีนักแข่งจาก F1 หลายคนที่ได้ครอบครอง Mercedes-AMG ONE เช่นกัน โดยจากการรายงานของสื่อสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Valtteri Bottas นักแข่ง F1 ทีม Alfa Romeo และเป็นอดีตนักแข่งทีม Mercedes, Lewis Hamilton แชมป์โลก F1 ถึง 7 สมัย และ Nico Rosberg อดีตนักแข่ง F1

แต่แม้จะขายหมดเกลี้ยง แต่นั่นไม่ใช่แรงดึงดูดใจให้มีการเพิ่มไลน์การผลิต เพราะการต้องการคงไว้ซึ่งความพิเศษของรถรุ่นนี้เอาไว้
ไฮไลต์สำคัญของ Mercedes-AMG ONE คือการใช้เครื่องยนต์ไฮบริด 1.6 ลิตร V6 เทอร์โบ และยังมีดีไซน์ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์แบบแอคทีฟ ช่องลมแบบแอโรไดนามิก ระบบกันสะเทือนที่สามารถปรับได้อัตโนมัติ รวมถึงท่อไอเดีย เหล่านี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง F1 ทั้งสิ้น


สมรรถนะของรถรุ่นนี้ ถูกทดสอบในสนามแข่ง Nürburgring Nordschleife ในประเทศเยอรมนี เป็นสนามที่นิยมสำหรับการทดสอบรถยนต์และทำสถิติเวลาต่อรอบ โดยสามารถทำเวลาต่อรอบได้ต่ำกว่า 6 นาทีครึ่ง ในระยะทางกว่า 20.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากขีดความสามารถในการเร่งเครื่องที่อ้างอิงจาก Mercedes-AMG ดังนี้
- เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 2.9 วินาที
- เร่งความเร็วจาก 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 7 วินาที
- เร่งความเร็วจาก 0-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 15.6 วินาที
Mercedes-AMG ONE ยังทำความเร็วได้สูงสุดถึง 352 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งยังถือว่า เป็นความเร็วสำหรับรถที่ยังวิ่งบนถนนทั่วไปได้อย่างถูกกฎหมาย
นี่ไม่ใช่รถที่สร้างมาเพื่อทำยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ Mercedes-AMG ONE คือรถที่รวมความสามารถและประสบการณ์ระดับสนามแข่ง Formula 1 มาขับบนถนนจริงได้ และความต้องการที่สูงกว่าจำนวนการผลิตหลายเท่า คือคำตอบว่า รถคันนี้พิเศษแค่ไหน
BMW เปิดตัว M2 CS และ M3 CS Touring กับ 5 จุดเด่นที่กลายเป็น Rare Edition
Sep, 30 2025 PHATRIPHAN SUKSOMPHROM
เจาะจุดเด่น BMW M2 CS และ M3 CS Touring เปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์ในไทย Rare Edition ที่ทั้งแรงและหรูที่สุดในตระกูล M
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ชื่อของ BMW M มักถูกพูดถึงในฐานะสัญลักษณ์ของสมรรถนะ ที่รวมเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งเข้ากับรถที่ใช้ได้จริงบนถนน รุ่นในตำนานอย่าง M3 E30 ที่เปิดโลกคอมแพ็คสปอร์ตในยุค 80s หรือ M5 ที่พลิกโฉมซีดานหรูให้กลายเป็นรถแรงระดับซูเปอร์คาร์ ต่างก็ทำให้ BMW M กลายเป็นที่พูดถึงอยู่เสมอในวงการคนรักรถ
และในวันนี้ BMW M กลับมาเขย่าตลาดไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสองรุ่นลิมิเต็ดที่ทั้งทรงพลัง แม่นยำ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ BMW M2 CS รถคอมแพ็คสปอร์ตที่รีดสมรรถนะได้เกินขนาด และ BMW M3 CS Touring รถแวกอนที่เร็วที่สุดบนสนาม Nürburgring

สำหรับ BMW M2 CS แม้จะอยู่ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ แต่ M2 CS ไม่ได้มาเล่น ๆ ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร M TwinPower Turbo พละกำลังทะลุ 530 แรงม้า พร้อมแรงบิด 650 นิวตันเมตร เร่ง 0–100 กม./ชม. ในราว 3.4–3.8 วินาที และความเร็วสูงสุดกว่า 300 กม./ชม. น้ำหนักเบาลง 30 กก. จากรุ่นมาตรฐาน ด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เต็มคัน ตั้งแต่ฝากระโปรง หลังคา ไปจนถึงสปอยเลอร์ Ducktail เรียกได้ว่าเป็นคอมแพ็คสปอร์ตที่ทั้งเบาและดุดัน
ภายในของ M2 CS ชัดเจน เป็นเบาะ Bucket Seat คาร์บอนไฟเบอร์พร้อมตรา CS เรืองแสง, คอนโซลกลางคาร์บอนไฟเบอร์, พวงมาลัย Alcantara แถบแดงตำแหน่ง 12 นาฬิกา และระบบ Active Sound Design NEXT ที่ปรับจูนมาเพื่อรุ่น CS โดยเฉพาะ ทุกดีเทลออกแบบมาเพื่อให้คนขับรู้สึกเหมือนอยู่ในสนามแข่ง แม้ขับอยู่บนถนนจริง

อีกรุ่นที่เป็นไฮไลต์คือ BMW M3 CS Touring รถแวกอนที่ถูกบันทึกสถิติ Nürburgring 7:29.490 นาที เร็วที่สุดในโลกสำหรับทัวริ่งคาร์ มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ M TwinPower Turbo 551 แรงม้า เร่ง 0–100 กม./ชม. เพียง 3.5 วินาที (หรือ 3.2 วินาทีตามมาตรฐาน 1-foot rollout) ขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ควบคู่ระบบ Active M Differential ให้การควบคุมแน่นหนึบทุกโค้ง ที่สำคัญคือยังใช้งานได้จริง พื้นที่เก็บสัมภาระ 500–1,510 ลิตร เหมาะทั้งการขับท่องเที่ยวและซัดลงแทร็ก
ทั้ง M2 CS และ M3 CS Touring ถูกสร้างขึ้นในจำนวนจำกัด โดยเฉพาะ M3 CS Touring ที่ผลิตเพียงปีเดียวเท่านั้น ดีไซน์จัดเต็มด้วยไฟหน้า Adaptive LED เรืองแสงสีเหลือง, ล้ออัลลอย M4 CS design, และเบาะหนัง Merino Black/Red พร้อมสัญลักษณ์ CS สะท้อนตัวตนรุ่นพิเศษชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ราคาเริ่มต้นของ M2 CS อยู่ที่ 7,999,000 บาท และสามารถอัปเกรดจนถึงเกือบ 9 ล้านบาท สำหรับเวอร์ชัน Individual
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายรถใหม่ แต่คือการยกระดับภาพลักษณ์ของ BMW M ในประเทศไทย จากรถที่เกิดมาเพื่อสนามแข่ง สู่การเป็นรถในชีวิตประจำวัน ที่ยังคงสมรรถนะเหนือชั้น เหมาะกับทั้งนักสะสมและคนที่รักการขับขี่
TAGS: #BMW #BMWM2CS #M3CSTouring #บีเอ็มดับเบิลยู #รถยนต์บีเอ็ม
![[ครบชุด] T0310040 โอกาสท ของ.](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-85.png)
![[ครบชุด] T0310043 องเช าไร ำใจ Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-86.png)