แพงที่สุดในโลก! อัพเดทใหม่ล่าสุด Top 10 Supercar ที่มีราคาแรงที่สุดปี 2020
| Published: Jan 03, 2021 01:57 PM ICT | 2 min read
Auto & Yachts
แพงที่สุดในโลก! อัพเดทใหม่ล่าสุด Top 10 Supercar ที่มีราคาแรงที่สุดปี 2020
Share
มาแรงจริงๆ ในปี 2020 นี้ ถึงแม้จะเรื่องราวต่างๆ มากมายเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว หลากหลายบริษัท Supercar ก็ยังคงที่จะไม่หยุดพัฒนายนตรกรรมและดีไซน์ของตัวรถ วันนี้ HELLO! จะขอมารวมสุดยอดยนตรกรรมรถ Supercar ที่ผลิตขึ้นมาในปี 2020 พร้อมเรียงลำดับราคาจากเบาๆ ไปจนถึงแรงทะลุมิติ ชนิดที่ว่าแพงจนต้องร้องกรี๊ดเลย! ( Supercar ที่มีราคาแพงที่สุดปี 2020 )
McLaren 765lt – 11,800,000 บาท
McLaren 765LT ซูเปอร์คาร์น้ำหนักเบา ขุมพลัง V8 Twin-Turbo 765 แรงม้า McLaren 675LT ถือเป็น Super Car รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล LT มาพร้อมกับโครงสร้างตัวถังใหม่ที่มีน้ำหนักเบา และเลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบหลักในชิ้นส่วนต่างๆ ของรถ เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวถังที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งนี้ McLaren 675LT จะถูกผลิตขึ้นมาเพียง 765 คันเท่านั้น ในส่วนของราคาทาง McLaren ยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มีผู้เชี่ยวชาญประเมินราคาอยู่ที่ประมาณ 11,800,000 บาท
Maserati MC20 – 17,000,000 บาท

Maserati MC20 สปอร์ตคาร์จากอิตาลี เป็นซูปเปอร์คาร์คันแรกในรอบ 15 ปีของค่าย เครื่องยนต์ ด้วยสมรรถนะ 630 แรงม้า ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2021 ทั้งนี้ทางค่ายได้ออกมายืนยันราคาแล้วโดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 438,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 17,000,000 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า)
Ferrari Portofino M – 21,000,000 บาท

ปี 2020 นี้ Ferrari ยังคงเผยโฉม Ferrari Portofino M รถสไตล์ GT ตัวแรง มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ขยายขีดสุดแห่งศักยภาพ ด้วยขุมพลัง V8 เทอร์โบ 620 แรงม้า วิวัฒนาการแบบ 2 ที่นั่ง เตรียมเปิดตัวในไทยต้นปี 2564 คาดราคาขายประมาณ 21,000,000 บาท
Ferrari SF90 Spider – 21,000,000 บาท
เปิดตัวเวอร์ชั่นสไปเดอร์ของซูเปอร์คาร์ที่ทรงพลังที่สุดจากมาราเนลโล ยนตรกรรม Plug-in Hybrid เปิดประทุน คันแรกของเฟอร์รารี่ เรียกได้ว่าใครที่ชื่นชอบรถสปอร์ตถึงกับใจสั่นกันเลยทีเดียว เป็นรถที่สร้างขึ้นมาเพื่อมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ท่ามกลางสายลมที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้จริงๆ

ทางเฟอร์รารี่ยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาแต่อย่างใด แต่คาดว่า Ferrari SF90 Spider จะราคาทะลุไปที่ราว 700,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 21,000,000 บาท
Ferrari ROMA – 21,230,000 บาท
เปิดตัวอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์เหนือระดับกับความงดงามเหนือกาลเวลา สะท้อนภาพกรุงโรมยุคเฟื่องฟูด้วยคอนเซ็ปต์ “La Nuova Dolce Vita” ด้วยแรงบันดาลใจจากชีวิตอันเรียบง่ายในโรมจากยุค 1950 – 1960
ด้านสัดส่วนตัวถังมาในแบบหน้ายาวท้ายสั้น เส้นสายตัวถังสะอาดตา เสริมด้วยไฟหน้า LED ทรงเฉี่ยว และไฟท้ายทรงเหลี่ยมแบ่งเป็น 4 ช่อง ด้วยเทอร์โบคู่ที่พลัง 620 แรงม้า ราคาอย่างเป็นทางการ Ferrari ROMA 21,230,000 บาท
Lamborghini Huracan STO – 29,990,000 บาท
เปิดกันที่ Lamborghini Huracan STO ที่มีราคาเบาที่สุด และยังมีน้ำหนักเพียง 1,339 กก.หรือใกล้เคียงกับรถคอมแพกต์ในยุโรปทั่วไปอีกด้วย โดยให้กำลังสูงสุดที่ 640 แรงม้า ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว

Lamborghini Huracan STO เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ประกาศราคาจำหน่ายในอังกฤษ เริ่มต้นที่ 216,677 ปอนด์ในสหราชอาณาจักร หรือประมาณ 29,990,000 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า)
Koenigsegg Gemera – 2.998 ล้านยูโร
เผยโฉม Koenigsegg Gemera ใหม่ ออกสู่สายตาคนทั่วโลก โดยให้ฉายานามว่าเป็น “Mega-GT 4 ที่นั่ง คันแรกของโลก” หลุดจากข้อจำกัดเดิมๆ ด้วยการเป็นรถ Hypercar สมรรถนะสูง ความแรงระดับ 1,700 แรงม้า พร้อมให้คุณและคนในครอบครัวสนุกสนาน เร้าใจ และสะดวกสบายไปพร้อมๆ กัน

Koenigsegg Gemera มีแผนผลิตออกจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 300 คัน เท่านั้น และ มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 2.998 ล้านยูโร (ยังไม่รวมภาษีนำเข้า)
Ferrari SF90 Stradale – 40,900,000 บาท

Ferrari SF90 Stradale ใช้ขุมพลัง Plug-in Hybrid เป็นครั้งแรกของ Ferrari เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้พละกำลังสูงสุดรวมทั้งระบบอยู่ที่ 1,000 แรงม้า ราคาอย่างเป็นทางการ อยู่ที่ 40,900,000 บาท
Bugatti Chiron Pur Sport – 112,000,000 บาท
Bugatti Chiron จากฝรั่งเศสก็ได้เผยโฉม Bugatti Chiron Pur Sport อีกหนึ่งไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อเน้นความสนุกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น โดยยังคงได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า

Bugatti Chiron Pur Sport จะถูกผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 60 คันเท่านั้น โดยแต่ละคันจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3.2 ล้านยูโร หรือประมาณ 112,000,000 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า)
Koenigsegg Jesko Absolut – 350,000,000 บาท
และรถที่มีราคาแรงที่สุดในปี 2020 ก็คงจะหนีไม่พ้น Koenigsegg Jesko Absolut ที่ถูกพัฒนาบนความสุดในทุกๆ ด้านทั้งเรื่องความสวยงาม ความหรูหรา ความแรง และความแตกต่าง งานดีไซน์จะเน้นการทำน้ำหนักตัวรถให้เบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับราคา Koenigsegg Jesko Absolut เปิดตัวเพียง 125 คันทั่วโลก และมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้านำเข้ามาในประเทศไทยรวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นแล้ว จะมีราคาค่าตัวอยู่ราวๆ 350,000,000 บาท ซึ่งในตอนนี้รถถูกจองหมดเรียบร้อยแล้ว
Naran V8 Hypercoupe – ราคายังไม่ถูกเปิดเผย
แถมให้สำหรับ Naran ค่ายรถไฮเปอร์คาร์น้องใหม่สัญชาติอังกฤษ เปิดตัว Naran V8 Hyper Coupe ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตอันโฉบเฉี่ยว ภายใต้ตัวถังแบบ Coupe 2 ประตู แต่สามารถนั่งได้ 4 ที่นั่ง ที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 1,062 แรงม้า

Naran V8 Hyper Coupe ตามรายงานระบุว่าจะผลิตมาเพียงแค่ 49 คันเท่านั้น ซึ่งแต่ละคันจะมีแพ็คเกจเสริม และอุปกรณ์ตกแต่งที่สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และรสนิยมของเจ้าของ ส่วนราคายังไม่ถูกเปิดเผย
Aston Martin Victor – ราคาไม่ถูกเปิดเผย
แถมให้อย่างสุดท้ายกับรถ Aston Martin Victor สำหรับดีไซน์ภายนอกทั้งหมด เป็นการออกแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ยังคงความหรูหราสไตล์ผู้ดีอังกฤษและผสานความสปอร์ตที่ทรงพลัง Aston Martin Victor เกียร์ Manual 836 แรงม้า เป็นงาน Rework ที่ทำใหม่เกือบทั้งหมด

ในส่วนของราคาคงไม่มีการเปิดเผยออกมาเป็นแน่ เพราะเป็นการสร้างเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ และเป็นการให้เกียรติอดีต CEO ของ Aston Martin โดยชื่อรุ่นนั้น เป็นชื่อที่ตั้งเพื่อแสดงความเคารพ Victor Gauntlett นั่นเอง
ค้นพบ 4 รุ่นของ Porsche Taycan ในปี 2025 และนวัตกรรมใหม่ด้านประสิทธิภาพของมัน
3 de ตุลาคม de 2025 by Fabio Isidoro
Porsche Taycan 4 2025 เปิดตัวออกสู่ตลาดในฐานะรุ่นกลยุทธ์ที่มีเป้าหมายขยายสายการผลิต Taycan โดยนำเสนอระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในราคาที่เอื้อมถึงได้มากขึ้น พร้อมการปรับปรุงที่สำคัญในด้านสมรรถนะ ระบบชาร์จไฟ และพลวัตการขับขี่ รุ่นนี้สัญญาว่าจะดึงดูดผู้ซื้อหน้าใหม่โดยไม่ลดทอนคุณสมบัติที่ทำให้ Taycan ประสบความสำเร็จ ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายรายละเอียดคุณลักษณะและนวัตกรรมหลักของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้
FacebookXThreadsVKWhatsAppLINEWeChat

Porsche Taycan 4 2025: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในราคาที่เข้าถึงได้
Porsche Taycan 4 2025 เป็นรุ่นที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสายรุ่นที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ขณะที่รุ่นก่อนหน้าต้องเลือกการตั้งค่าที่มีราคาสูงกว่า เช่น Taycan 4S หรือ Cross Turismo แต่ Taycan 4 รุ่นใหม่นี้มาเป็นทางเลือกที่ใช้ได้สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่าโดยไม่ต้องเสียสละงบประมาณ การเพิ่มราคาสำหรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเพียง $3,900 ซึ่งเป็นจำนวนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ เช่น Hyundai Ioniq 5 และ Volkswagen ID.Buzz
ในแง่ของรูปลักษณ์ Taycan 4 ยังคงความเรียบง่ายที่เป็นเอกลักษณ์ของสายการผลิต โดยแยกตัวด้วยสัญลักษณ์ “4” เล็ก ๆ ที่ด้านหลัง การเลือกเช่นนี้เน้นการใช้งานฟังก์ชันของรุ่นโดยให้ความสำคัญกับสมรรถนะและประสิทธิภาพมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ ด้วยราคาพื้นฐานที่ $105,295 สำหรับแบตเตอรี่แบบมาตรฐาน และ $111,075 สำหรับรุ่น Performance Plus Taycan 4 จึงวางตัวเป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มปริมาณการขายของสายรุ่น
สมรรถนะที่ปรับปรุงด้วยแรงบิดอันโดดเด่น
สมรรถนะของ Porsche Taycan 4 2025 เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สุดของรถ แต่งตั้งด้วยมอเตอร์หน้าซ้ายเพิ่มเติมที่สืบทอดมาจาก Taycan 4S รุ่นนี้ให้แรงบิดที่มากกว่ารุ่นหลังล้อ (RWD) อย่างมีนัยสำคัญ ในการตั้งค่าพื้นฐาน แรงบิดสูงถึง 431 lb-ft ในขณะที่แบตเตอรี่ Performance Plus ให้แรงบิดที่น่าทึ่งถึง 449 lb-ft การเพิ่มขึ้นนี้แสดงถึงการได้รับเพิ่มขึ้น 140 lb-ft เมื่อเทียบกับรุ่น RWD

นอกจากนี้ การเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ถูกประมาณไว้ที่ 4.0 วินาที เพื่อการขับขี่สไตล์สปอร์ต แม้แต่ในรุ่นเริ่มต้นที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 90 กิโลกรัมจากระบบ AWD ไม่ได้ทำให้รถสูญเสียความคล่องแคล่ว ขอบคุณการกระจายน้ำหนักที่สมดุลและโครงสร้างช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่ง คุณสมบัติเหล่านี้เสริมความมั่นคงให้ Taycan 4 กลายเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม
ระบบชาร์จไฟที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ความก้าวหน้าอีกประการหนึ่งของ Porsche Taycan 4 2025 อยู่ที่ระบบการชาร์จไฟและการจัดการความร้อนของแบตเตอรี่ ความสามารถในการชาร์จไฟแบบเร็วด้วยกระแสตรงถูกยกระดับขึ้นสูงสุดถึง 320 กิโลวัตต์ ด้วยแบตเตอรี่ Performance Plus ทำให้การชาร์จที่สถานีที่รองรับได้รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศที่อัพเดตยังเพิ่มกำลังการทำความเย็นของแบตเตอรี่จาก 9 กิโลวัตต์เป็น 12 กิโลวัตต์ ในขณะที่พลังงานที่ใช้สำหรับความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 7 กิโลวัตต์เป็น 17 กิโลวัตต์

การปรับปรุงเหล่านี้รับประกันประสิทธิภาพพลังงานที่สูงขึ้นและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยระยะทางวิ่งที่ประเมินไว้ระหว่าง 420 ถึง 500 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าแบตเตอรี่ Taycan 4 ให้การผสมผสานที่สมดุลระหว่างสมรรถนะและความสะดวกในการใช้งานประจำวัน
ประสบการณ์ขับขี่ที่แม่นยำในทุกสภาพถนน
พลวัตการขับขี่ของ Porsche Taycan 4 2025 ได้รับคำชมในด้านความแม่นยำและความง่ายในการควบคุม แม้ในสภาพที่มีแรงเสียดทานต่ำ เช่น น้ำแข็งและหิมะ ระบบพวงมาลัยที่ตอบสนองช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำโดยต้องใช้สมาธิในการควบคุมน้อย ความสามารถในการประสานคันเร่งกับการต้านทานขณะลื่นไถลแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่บรรจุในรถคันนี้

ประสบการณ์ขับขี่ที่ใช้งานง่ายนี้เป็นผลจากปีของการพัฒนาของ Porsche ที่มุ่งมั่นสร้างรถยนต์ที่ผสานสมรรถนะสปอร์ตเข้ากับความปลอดภัยและความสะดวกสบาย Taycan 4 ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยเป็นตัวเลือกที่เชื่อถือได้สำหรับทั้งผู้ขับขี่ในเมืองและผู้ชื่นชอบสมรรถนะสูง
FacebookXThreadsVKWhatsAppLINEWeChat
แกลเลอรีภาพ Porsche Taycan 4 2025

Author: Fabio Isidoro
ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของ Canal Carro เขาอุทิศตนเพื่อสำรวจจักรวาลยานยนต์อย่างลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความรัก เขาเป็นผู้หลงใหลในรถยนต์และเทคโนโลยี เขาผลิตเนื้อหาทางเทคนิคและบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผสมผสานข้อมูลคุณภาพเข้ากับมุมมองเชิงวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้าถึงสาธารณชน
![[ครบชุด] T0510043 กท องให เก ยรต Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-180.png)

![[ครบชุด] T0510049 คนรวยน ยเส บคนจนผ อนโยน Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-181.png)