รถสปอร์ทจากเมืองมะกะโรนีอีกแบบหนึ่งที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เป็นผลงานใหม่ของค่าย “กระทิงดุ” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวพร้อมกับป้ายชื่อ LAMBORGHINI TEMERARIO (ลัมโบร์กินี เตเม-รารีโอ) ที่งานเทศกาลยานยนต์ MONTEREY CAR WEEK 2024 (มอนเทอเรย์ คาร์ วีค 2024) ซึ่งมีขึ้นที่เมือง MONTEREY ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 9-18 สิงหาคม 2024
เป็น LONGITUDINAL MID-ENGINE/ALL-WHEEL DRIVE CAR หรือรถวางเครื่องยนต์กลางลำตามยาว/ขับเคลื่อนทุกล้อ ที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองมะกะโรนีบรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิม คือ LAMBORGHINI HURACAN (ลัม- โบร์กินี อูรากัน) ที่เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 2014 และมีกำหนดปลดจากสายการผลิตในเดือนธันวาคม 2024
เจ้าของเครื่องหมายการค้า “กระทิงดุ” รายนี้ เป็นผู้ผลิตรถสปอร์ทที่นิยมนำชื่อของ FIGHTING BULL ซึ่งหมายถึงวัวกระทิง หรือวัวชนที่เคยโด่งดังในอดีต มาตั้งเป็นชื่อรุ่นของรถสปอร์ท ตัวอย่างเช่น LAMBORGHINI REVUELTO (ลัมโบร์กินี เรบูเอลโต) ที่ผลิตจำหน่ายขณะนี้ ได้ชื่อจากวัวกระทิงที่โด่งดังจากการลงสนามสู้วัวในเมือง BARCELONA ของสเปนในยุคทศวรรษแห่งปี 1880 LAMBORGHINI HURACAN ซึ่งผลิตระหว่างปี 2014-2024 ได้ชื่อจากวัวกระทิงของสเปนที่โด่งดังจากการลงสนามสู้วัวเมื่อปี 1879 และ LAMBORGHINI AVENTADOR (ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์) ซึ่งผลิตระหว่างปี 2011-2022 ได้ชื่อจากวัวกระทิงที่โด่งดังจากการลงสนามสู้วัวในเมือง ZARAGOZA ของสเปนเมื่อปี 1993 แม้แต่ LAMBORGHINI URUS (ลัมโบร์กินี อูรุส) ซึ่งเป็น SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งเพียงแบบเดียวที่ผลิตขายขณะนี้ ก็ได้ชื่อจากวัวกระทิงเช่นกัน

รถที่ไม่ได้ชื่อจากวัวกระทิงก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ตัวอย่างเช่น LAMBORGHINI LM002 (ลัมโบร์-กินี แอลเอม 002) ซึ่งผลิตระหว่างปี 1986-1993 และ LAMBORGHINI DIABLO (ลัมโบร์กินี ดิอาบโล) ซึ่งผลิตระหว่างปี 1990-2009 ได้ชื่อจากคำนามในภาษาสเปน ซึ่งแปลว่า DEVIL หรือปีศาจ
รถรุ่นล่าสุด คือ LAMBORGHINI TEMERARIO นี้ ก็เป็นรถอีกรุ่นที่ได้ชื่อจากวัวกระทิงที่เคยโด่งดังในอดีต เป็นวัวกระทิงที่มีชื่อเสียงจากการลงสนามสู้วัวในปี 1987 เป็นชื่อในภาษาสเปน ซึ่งแปลว่า FIERCE, COURAGEOUS หรือดุร้าย ไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตัวถัง ยาว 4.706 ม. กว้าง 1.996 ม. และสูง 1.201 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อยาว 2.658 ม. และมีน้ำหนักรถเปล่า 1,690 กก. เป็นผลงานรังสรรค์ของ MITJA BORKERT (มิทจา โบร์เคิร์ท) วิศวกร และนักออกแบบรถยนต์ชาวเยอรมัน ซึ่งเคยทำงานให้แก่ PORSCHE (โพร์เช) มายาวนานถึง 17 ปี ก่อนย้ายมารับตำแหน่งผู้อำนวยการของศูนย์ออกแบบ LAMBORGHINI CENTRO STILE (ลัมโบร์กินี เซน-ตโร สติเล) เมื่อปี 2016

ตัวถังซึ่งกว้างแต่ค่อนข้างเตี้ย เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบในสไตล์ที่เจ้าของผลงานเรียกในภาษาอังกฤษว่า SPACESHIP ETHOS (สเปศชิพ อีโธส) ซึ่งยังคิดไม่ออกว่าควรจะแปลเป็นภาษาไทยยังไง ? ตัวถังภายนอก มีรายละเอียดอยู่หลายจุดซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของรถสปอร์ท “กระทิงดุ” เช่น ท่อไอเสียซึ่งมีหน้าตัดรูปหกเหลี่ยม และไฟแอลอีดีคู่หน้าคู่หลังซึ่งก็เป็นรูปหกเหลี่ยมเช่นกัน ที่ดูแปลกไปจากรถแบบอื่นๆ ที่ค่ายนี้ผลิตทั้งในอดีต และปัจจุบันก็คือ ส่วนล่างของขอบตัวถังส่วนท้ายทั้งด้านขวา และด้านซ้ายถูกตัดออกทั้งหมด ทำให้มองเห็นล้อหลังซึ่งมีขนาด 20 หรือ 21 นิ้ว ได้อย่างชัดเจน ส่วนภายในห้องโดยสารซึ่งนั่งได้เพียง 2 คน เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบ ซึ่งมีเจตนาให้ผู้ขับเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินขับไล่ ไม่ใช่นั่งอยู่ในรถ

เป็นตัวถังที่โยนหลักสถาปัตยกรรมของคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมที่ใช้ในรถ LAMBORGHINI HURACAN ทิ้งไปทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโครงตัวถังอลูมิเนียมที่ออกแบบเป็น SPACEFRAME (สเปศฟเรม) หรือโครงสร้างอวกาศ ซึ่งส่งผลให้ ตัวถังมี STIFFNESS หรือความ แข็งเกร็งสูงกว่าเดิมถึงร้อยละ 20

ขุมพลังขับเคลื่อนเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงจนน่าทึ่ง เครื่องยนต์เบนซิน วี 10 สูบ 90 องศา ความจุ 5,204 ซีซี ที่ใช้ในรถสปอร์ท “ซูเพอร์คาร์” หลายรุ่นของค่ายนี้มานมนานตั้งแต่ปี 2003 ถูกทิ้งลงถังขยะ แล้วแทนที่ด้วยระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ที่เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ คือ เครื่องทวินเทอร์โบเบนซิน วี 8 สูบ ความจุ 3,995 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 588 กิโลวัตต์/800 แรงม้า ที่ 9,000-9,750 รตน. ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า 3 ชุด แบทเตอรี LITHIUM-ION (ลิเธียม-ไอออน) ขนาดความจุ 3.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ได้กำลังรวมสูงสุด 676 กิโลวัตต์/920 แรงม้า
มอเตอร์ไฟฟ้าที่กล่าวนี้ เป็นมอเตอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำมัน อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า OIL-COOLED AXIAL FLOW ELECTRIC MOTOR แต่ละชุดมีน้ำหนักเพียง 15.5 กก. ส่วนอุปกรณ์ป้อนพลังไฟฟ้าซึ่งเป็นแบทเตอรีกำลังจำเพาะสูง (4,500 วัตต์/กก.) มีขนาดยาว 155.0 ซม. กว้าง 24.0 ซม. และสูง 30.1 ซม. ติดตั้งอยู่ในอุโมงค์กลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้จุดศูนย์กลางความถ่วงของรถอยู่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ส่วนระบบห้ามล้อซึ่งทำให้รถสามารถห้ามล้อ 100-0 กม./ชม. โดยใช้ระยะทางเพียง 32 ม. ใช้ห้ามล้อหน้าแบบจานอลูมิเนียมขนาด 410 มม. และห้ามล้อหลังแบบจาน อลูมิเนียมขนาด 390 มม.
สมรรถนะความเร็วตามข้อมูลของค่าย “กระทิงดุ” เห็นตัวเลขแล้วหนาว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 2.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 343 กม./ชม. ค่าตัวของรถที่ซื้อขายกันในอิตาลี เริ่มต้นที่ประมาณ 280,000 ยูโร หรือประมาณ 14.0 ล้านบาทไทย
LAMBORGHINI TEMERARIO
รถสปอร์ทซูเพอร์คาร์ วางเครื่องยนต์กลางลำ ขับเคลื่อนทุกล้อ
มิติตัวถัง 4.706×1.996×1.201 ม. ห้องโดยสาร 2 ที่นั่ง
ระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ 676 กิโลวัตต์/920 แรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 343 กม./ชม.
ราคาในอิตาลี ประมาณ 280,000 ยูโร (ประมาณ 14.0 ล้านบาทไทย)





Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าคันแรกของโลก 0-100 ใน 1.97 วินาที

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 11 August 2564
Rimac Nevera นี้คือชื่อของรถไฟฟ้าที่แรงและเร็วที่สุดในโลกที่ขายจริง สัญชาติโครเอเชีย พละกำลังสูงสุด 1,914 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 2,360 นิวตันเมตร 0-100 ใน 1.97 วินาที ตัวเลขจริง!!!!
Rimac Nevera
การเดินทาง ตั้งแต่ในปี 2018 Rimac ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในประเทศโครเอเชีย เคยเผยโฉม รถคอนเซ็ปต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าชื่อ C_Two ออกมาให้ได้เห็น ภายในงาน Geneva Motor Show 2018 หลังจากนั้นได้พัฒนาทดสอบตัวรถมาอย่างต่อเนื่อง จนปี 2021 ถึงเวลาเวอร์ชั่นผลิตจริง ภายใต้ชื่อ ใหม่อย่างเป็นทางการว่า Rimac Nevera



Rimac Nevera ได้รับการปรับปรุงหลายส่วนจากตอนเป็นรถคอนเซ็ปต์ และในเวอร์ชั่นขายจริงนั้น ส่วนหลักของตัวรถกับแอร์โรไดนามิกที่ทางผู้ผลิตระบุว่ามีประสิทธิภาพดีขึ้น 34 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกช่องด้านหน้าใหม่เพื่อให้ด้านหน้าของตัวรถต้านลมน้อยลง และด้วยการออกแบบที่ดีขึ้นนี้ทำให้การไหลของอากาศดียิ่งขึ้น โดยการปรับปรุงหลัก ของฝากระโปรงหน้าใหม่ รวมไปถึงมีการออกแบบทั้ง Diffuser, Splitter,บานพับใต้ท้องรถ สามารถปรับด้วยไฟฟ้า




ทำให้ Nevera จัดการกับแอโรไดนามิกจาก High-Downforce หรือแรงกดสูงเป็น Low-Drag แรงฉุดต่ำเพื่อให้มีแอโรไดนามิกที่เหมาะกับลักษะการขับได้ ทำให้ผู้ขับขี่ สามารถเลือกได้จะขับในโหมด ‘low drag’ ลดแรงต้านค่าสัมประสิทธิ์อากาศเหลือเพียง 0.3 หรือจะโหมด ‘high downforce’ เน้นเพิ่มแรงกดเข้ามาอีก 326% และยังจัดการอากาศให้สามารถระบายความร้อนในส่วนต่างๆได้เพิ่มขึ้น 30%



หัวใจหลักของ Rimac Nevera ใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกทำงานอิสระทั้ง 4 ล้อ ซึ่งให้กำลังรวมกัน 1,914 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 2,360 นิวตัน-เมตร ด้วยพลังทั้งหมดนี้ทำให้
มีอัตราเร่ง
- 0-100 กม./ชม. ภายใน 1.97 วินาที
- 0-300 กม./ชม ภายใน 9.3 วินาที
- ทำความเร็วสูงสุดถึง 412 กม./ชม.

ในส่วนของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน Manganese Nickel ขนาด 120 kWh ที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรง H-shape และได้รับการปกป้องจากการชนระดับสูงสุด และสามารถทำระยะทางในการวิ่งได้ไกลสุด 547 กิโลเมตร ต่อการชาร์จตามมาตรฐาน WLTP และยังมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวทำให้สามารถวิ่งในความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่อง ตัวรถรองรับกำลังไฟที่ 22 กิโลวัตต์ 3 เฟส สามารถชาร์จเร็ว DC Combo 0-80% จะใช้เวลาเพียง 22 นาที

และด้วยการออกแบบที่ดีนั้น โดยโครงสร้างตัวถังกว่า 37% ทำมากจาคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ได้ในเรื่องความเบา และที่สำคัญกับการจัดการแบตเตอรี่ ให้อยู่ในต่ำแหน่งกลางของพื้นที่รถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและสามารถกระจายน้ำหนักได้อย่างดีโดย น้ำหนักด้านหน้า 48% ด้านหลัง 52% ทำให้ Rimac Nevera มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2,150 กิโลกรัม

Rimac Nevera จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 150 คัน ทั่วโลก โดยตั้งราคาไว้ที่ 2 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75 ล้านบาท ยังไม่คิดภาษีนำเข้า









