Lamborghini Temerario GT3 รถลงแข่งกระทิงดุสายพันธุ์ใหม่ เตรียมวิ่งแทน Huracán ปี 2026
โดย Nuttanon P.3 เดือนที่แล้ว1.3kดู
Lamborghini ยืนยันความมุ่งมั่นในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ด้วยการเปิดตัว Temerario GT3 อย่างเป็นทางการ นี่คือรถแข่งคันแรกที่พัฒนาบนพื้นฐานจากรุ่นถนนของ Temerario และยังเป็นรถ GT3 คันแรกที่ถูกออกแบบ พัฒนา และผลิตทั้งคันภายในโรงงานที่ Sant’Agata Bolognese ประเทศอิตาลี
Lamborghini Temerario GT3 รถลงแข่งกระทิงดุสายพันธุ์ใหม่ เตรียมวิ่งแทน Huracán ปี 2026
Lamborghini Temerario GT3 คันนี้ถูกพัฒนาโดยมีเป้าหมายเพื่อแข่งขันในรายการ GT3 ทั่วโลก และเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงกลยุทธ์มอเตอร์สปอร์ตระยะยาวของ Lamborghini

แชสซีโครงสร้างอะลูมิเนียมปรับแต่งสำหรับสนามแข่ง
Temerario GT3 ใช้โครงสร้าง Spaceframe แบบอะลูมิเนียมที่นำมาจากรุ่นที่วิ่งบนถนนปกติ โดยถูกปรับให้เบา ชิ้นส่วนวางเรียบง่ายยิ่งขึ้นเพื่อความสะดวกในการถอดประกอบบริเวณด้านหน้า และด้านหลัง
- ซับเฟรมหลังสามารถถอดได้ง่าย รองรับชุดเกียร์ และเครื่องยนต์แบบใหม่
- โครงสร้างช่วงกลางติดตั้งโรลเคจมาตรฐาน FIA GT3
- ซับเฟรมหน้าถูกดัดแปลง โดยถอดระบบมอเตอร์ไฟฟ้าออก (ไม่ใช้ระบบไฮบริด)

ชุดตัวถังคอมโพสิตน้ำหนักเบา + แอโรไดนามิกล้ำสมัย
ตัวถังผลิตจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนเพื่อลดน้ำหนัก โดยการออกแบบร่วมกันระหว่างทีมแอโรไดนามิก Squadra Corse และ Lamborghini Centro Stile
- โครงสร้างชิ้นเดียวทั้งด้านหน้า และหลัง
- ฝากระโปรง ฝาครอบเครื่องยนต์ และดิฟฟิวเซอร์ออกแบบให้ถอดได้เร็วระหว่างการแข่งขัน
- ระบบไฟหน้ามีขั้วต่อแบบ Quick-release
- พื้นใต้ท้องรถแยกเป็น 4 ชิ้น เปลี่ยนได้แม้ในช่วงยกรถระหว่างเข้า Pit
- ระบบถังน้ำมันแบบใหม่ เพิ่มความแม่นยำในการวัดระดับ
- ปรับทางลมเข้าสู่หม้อน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านระบายความร้อนและลดแรงต้าน

ขุมพลังและระบบส่งกำลัง
Temerario GT3 ใช้เครื่องยนต์เดียวกับรุ่นปกติ เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร แต่ถูกปรับแต่งให้สอดคล้องกับข้อบังคับ GT3 ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ระบบไฮบริด
- กำลังสูงสุดอยู่ที่ 550 แรงม้า (จากเดิม 800 แรงม้าในรุ่นปกติ)
- ใช้ข้อเหวี่ยงแบบ Flat-plane 180 องศา เพิ่มความสมดุลในการจุดระเบิด
- ก้านสูบไทเทเนียม ช่วยลดน้ำหนักหมุน เพิ่มความทนทาน
- เกียร์ 6 สปีดแบบ Transverse พร้อม Airbox ที่ออกแบบใหม่สำหรับเทอร์โบขนาดเล็ก
- น้ำมันเครื่องจาก Pertamina Fastron
- ระบบไอเสียเฉพาะรุ่น พัฒนาโดย Capristo
ช่วงล่างและล้อ
Temerario GT3 มีฐานล้อยาวขึ้นและความกว้างล้อเพิ่มขึ้นเพื่อการเข้าโค้งที่มั่นคง
- โช้กอัพ 6 ทิศทางจาก KW (ผู้พัฒนาเดียวกับโปรเจกต์ SC63 LMDh)
- จุดยึดช่วงล่างไม่ต้องใช้แผ่นคาร์บอน เสริมความง่ายในการเซ็ตอัพ
- ล้อขนาด 18 นิ้ว จาก Ronal AG
- ระบบพวงมาลัยแบบไฮดรอลิกเฉพาะรุ่น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดกับยางทุกยี่ห้อในรายการแข่งต่าง ๆ

ภายในห้องโดยสาร
ได้รับการออกแบบโดยอาศัยข้อมูลจากนักแข่งโรงงาน Lamborghini คือ Marco Mapelli และ Andrea Caldarelli
- สวิตช์ควบคุมใหม่ พร้อมกราฟิกอัปเดต และระบบเก็บข้อมูล (Data Logger) ที่ละเอียดขึ้น
- พวงมาลัยออกแบบเฉพาะตามคำแนะนำจากนักแข่งโรงงานและลูกค้า
- ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในได้รับการอัปเกรด เพื่อให้ตอบสนองการควบคุมของนักแข่งได้เต็มที่
การเปิดตัวและกำหนดการแข่งขัน
Temerario GT3 ได้รับการพัฒนาให้สามารถแข่งขันในทุกสนาม GT3 และรองรับยางจากหลากหลายแบรนด์ รถคันนี้จะลงสนามครั้งแรกในฤดูกาล 2026 โดยมีแผนเปิดตัวที่รายการ Sebring 12 Hours เดือนมีนาคม ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ Lamborghini จะยังคงสนับสนุนทีมลูกค้าที่ใช้ Huracán GT3 ต่อไป
Lamborghini Temerario GT3 คือบทพิสูจน์ใหม่ของ Lamborghini ในการส่งต่อเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน และครั้งนี้คือการนำรถจากท้องถนนกลับคืนสู่สนามแข่งอีกครั้ง นี่คือก้าวต่อไปของรถแข่งระดับ GT3 ที่ออกแบบมาเพื่อความเร็ว ความแม่นยำ และความทนทานในทุกสนามทั่วโลก

ที่มา : Lamborghini
Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าคันแรกของโลก 0-100 ใน 1.97 วินาที

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 11 August 2564
Rimac Nevera นี้คือชื่อของรถไฟฟ้าที่แรงและเร็วที่สุดในโลกที่ขายจริง สัญชาติโครเอเชีย พละกำลังสูงสุด 1,914 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 2,360 นิวตันเมตร 0-100 ใน 1.97 วินาที ตัวเลขจริง!!!!
Rimac Nevera
การเดินทาง ตั้งแต่ในปี 2018 Rimac ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในประเทศโครเอเชีย เคยเผยโฉม รถคอนเซ็ปต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าชื่อ C_Two ออกมาให้ได้เห็น ภายในงาน Geneva Motor Show 2018 หลังจากนั้นได้พัฒนาทดสอบตัวรถมาอย่างต่อเนื่อง จนปี 2021 ถึงเวลาเวอร์ชั่นผลิตจริง ภายใต้ชื่อ ใหม่อย่างเป็นทางการว่า Rimac Nevera



Rimac Nevera ได้รับการปรับปรุงหลายส่วนจากตอนเป็นรถคอนเซ็ปต์ และในเวอร์ชั่นขายจริงนั้น ส่วนหลักของตัวรถกับแอร์โรไดนามิกที่ทางผู้ผลิตระบุว่ามีประสิทธิภาพดีขึ้น 34 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกช่องด้านหน้าใหม่เพื่อให้ด้านหน้าของตัวรถต้านลมน้อยลง และด้วยการออกแบบที่ดีขึ้นนี้ทำให้การไหลของอากาศดียิ่งขึ้น โดยการปรับปรุงหลัก ของฝากระโปรงหน้าใหม่ รวมไปถึงมีการออกแบบทั้ง Diffuser, Splitter,บานพับใต้ท้องรถ สามารถปรับด้วยไฟฟ้า




ทำให้ Nevera จัดการกับแอโรไดนามิกจาก High-Downforce หรือแรงกดสูงเป็น Low-Drag แรงฉุดต่ำเพื่อให้มีแอโรไดนามิกที่เหมาะกับลักษะการขับได้ ทำให้ผู้ขับขี่ สามารถเลือกได้จะขับในโหมด ‘low drag’ ลดแรงต้านค่าสัมประสิทธิ์อากาศเหลือเพียง 0.3 หรือจะโหมด ‘high downforce’ เน้นเพิ่มแรงกดเข้ามาอีก 326% และยังจัดการอากาศให้สามารถระบายความร้อนในส่วนต่างๆได้เพิ่มขึ้น 30%



หัวใจหลักของ Rimac Nevera ใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกทำงานอิสระทั้ง 4 ล้อ ซึ่งให้กำลังรวมกัน 1,914 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 2,360 นิวตัน-เมตร ด้วยพลังทั้งหมดนี้ทำให้
มีอัตราเร่ง
- 0-100 กม./ชม. ภายใน 1.97 วินาที
- 0-300 กม./ชม ภายใน 9.3 วินาที
- ทำความเร็วสูงสุดถึง 412 กม./ชม.

ในส่วนของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน Manganese Nickel ขนาด 120 kWh ที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรง H-shape และได้รับการปกป้องจากการชนระดับสูงสุด และสามารถทำระยะทางในการวิ่งได้ไกลสุด 547 กิโลเมตร ต่อการชาร์จตามมาตรฐาน WLTP และยังมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวทำให้สามารถวิ่งในความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่อง ตัวรถรองรับกำลังไฟที่ 22 กิโลวัตต์ 3 เฟส สามารถชาร์จเร็ว DC Combo 0-80% จะใช้เวลาเพียง 22 นาที

และด้วยการออกแบบที่ดีนั้น โดยโครงสร้างตัวถังกว่า 37% ทำมากจาคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ได้ในเรื่องความเบา และที่สำคัญกับการจัดการแบตเตอรี่ ให้อยู่ในต่ำแหน่งกลางของพื้นที่รถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและสามารถกระจายน้ำหนักได้อย่างดีโดย น้ำหนักด้านหน้า 48% ด้านหลัง 52% ทำให้ Rimac Nevera มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2,150 กิโลกรัม

Rimac Nevera จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 150 คัน ทั่วโลก โดยตั้งราคาไว้ที่ 2 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75 ล้านบาท ยังไม่คิดภาษีนำเข้า









