Audi e-tron GT quattro สปอร์ตไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้นใหม่ในยุโรป ที่มีพละกำลังมหาศาลถึง 577 แรงม้า
Audi e-tron GT quattro รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นย่อยใหม่ในระดับเริ่มต้นของตระกูล e-tron GT ที่มากับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 577 แรงม้า พร้อมลงตลาดวางขายในยุโรปปลายปีนี้
โดย Phalath5 เดือนที่แล้ว

Audi แบรนด์รถหรู และแรงจากเยอรมนี ได้ขยายไลน์ใหม่ของสปอร์ตซีดานไฟฟ้า e-tron GT ด้วยรุ่นย่อยใหม่ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า “quattro” โดยจะเข้ามาเป็นรุ่นเริ่มต้นของตระกูล e-tron GT และจะมาแทนที่รุ่น S, RS และ RS Performance ชูจุเด่นด้วยสมรรถนะที่ทรงพลังกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 577 แรงม้า พร้อมเปิดรับจองในยุโรปแล้ว โดยตัวรถจะส่งมอบภายในปี 2025 นี้

สำหรับ Audi e-tron GT quattro ถึงแม้เกิดมาเป็นเพียงรุ่นเริ่มต้น แต่งานออกแบบดีไซน์นั้นยังคงความสปอร์ตพรีเมียมตั้งแต่หน้าจรดท้าย


เริ่มจากในส่วนด้านหน้สาตัวรถจะมากับกระจังหน้าแบบ Singleframe ที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ พร้อมตกแต่งเสริมความดุดันด้วยการล้อมกรอบกระจังหน้่สด้วยเฉดสีดำ ขนาบข้างทั้ง 2 ฝั่งด้วยชุดไฟหน้าแบบ Matrix LED


อีกทั้งยังเติมความโหดด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 20 นิ้ว รวมถึงที่ด้านท้ายยังติดตั้งดิฟฟิวเซอร์หลังที่มาในเฉดสีดำ นอกจากนั้นในส่วนของกระจกมองข้าง ลูกค้ายังสามารถเลือกได้ทั้งแบบสีดำ หรือจะเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์

เข้ามาภายในห้องโดยสารของ e-tron GT quattro ทางอาวดี้ ก็ยังจัดเต็ม โดยในส่วยนแผลแดชบอร์ด จะได้รับแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่มาะพร้อมหน้าจออินโฟนเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว


ในส่วนชุดอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในห้องโดยสารของ e-tron GT quattro จะได้รับเบาะนั่งทรงสปอร์ต และพวงมาลัยที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ มาพร้อมหลังคากระจก Panoramic roof และยังได้รับการติตดั้งชุดเครื่องเสียงพรีเมี่ยมที่มากับลำโพง 10 ตำแหน่ง ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระจะมีให้ทั้งด้านหลังที่มีความจุ 405 ลิตร และด้านหน้าที่มีความจุถึง 77 ลิตร

ในด้านขุมพลังขับเคลื่อนแม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้นแต่ Audi e-tron GT quattro ใหม่นี้มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Quattro ที่ให้กำลังสูงสุด 496 แรงม้า และพุ่งไปถึง 577 แรงม้าเมื่อใช้ Launch Control สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยจะให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4 วินาที ซึ่งเมื่อเทียบกับ Audi S e-tron quattro ที่มีพละกำลังมากถึง 680 แรงม้า โโยทำอัตราเร่งอยุ่ที่เพียง 3.4 วินาที ซึ่งเรียกว่าสูสุกันเลยทีเดียว นอกจากจะสามารถทำอัตราเร่งที่ใกล้เคียงกับ S e-tron quattro รุ่นพี่ร่วมค่ายแล้ว e-tron GT quattro ยังมีน้ำหนักน้อยกว่ารุ่น S e-tron GT ถึง 30 กก.

ในด้านชุดแบตเตอรี่ของ e-tron GT quattro จะมาขนาดความจุอยู่ที่ 105 kWh ชาร์จไฟเต็มจะให้ระยะทางวิ่งไกลสุด 622 กม. ( WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จไฟแบบ DC ด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุด 320 kW ที่สามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 285 กม. ด้วยการชาร์จเพียง 10 นาที
ในด้านราคาจำหน่ายของ Audi e-tron GT quattro ทางอาวดี้ในเยอรมนี เปิดราคาจำหน่ายไว้ที่ 108,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 4.07 ล้านบาท โดยตัวรถพร้อมเปิดรับจองแล้ว ซึ่งทาง Audi เผยว่าจะเริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมนี้
การทดสอบพบว่า รถไฟฟ้า EV สูญเสียระยะทางเฉลี่ย 20% ในอากาศหนาวเย็น
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 5 ก.พ. 68 10:26
- 1,942 อ่าน
https://www.facebook.com/v15.0/plugins/share_button.php?app_id=114827815277178&channel=https%3A%2F%2Fstaticxx.facebook.com%2Fx%2Fconnect%2Fxd_arbiter%2F%3Fversion%3D46%23cb%3Df97756b6b44a87130%26domain%3Dwww.autodeft.com%26is_canvas%3Dfalse%26origin%3Dhttps%253A%252F%252Fwww.autodeft.com%252Ff74b865e8d4ef622f%26relation%3Dparent.parent&container_width=70&href=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Flose-20-range-on-average-in-freezing-conditions-ev&layout=button_count&locale=en_US&sdk=joey
https://platform.twitter.com/widgets/tweet_button.2f70fb173b9000da126c79afe2098f02.th.html#dnt=false&id=twitter-widget-0&lang=th&original_referer=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Flose-20-range-on-average-in-freezing-conditions-ev&size=m&text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%20EV%20%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%2020%25%20%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%99%20%7C%20AUTODEFT%20%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%20%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88&time=1760411820483&type=share&url=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Flose-20-range-on-average-in-freezing-conditions-ev
เจ้าของรถไฟฟ้า EV คงสังเกตได้ว่าอากาศหนาวไม่เป็นมิตรกับระยะทางของรถไฟฟ้าเลย เมื่ออุณหภูมิลดลง ระยะทางที่สามารถขับได้ก็ลดลงตามไปด้วย แล้วจริง ๆ แล้ว EV สูญเสียระยะทางไปเท่าไรในอากาศหนาวเย็น การศึกษาครั้งใหม่ได้หาคำตอบให้ชัดเจน โดยพบว่า EV สูญเสียระยะทางเฉลี่ยประมาณ 20% เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 32 องศาฟาเรนไฮต์ (0 องศาเซลเซียส) หรือต่ำกว่า

การศึกษานี้ได้วิเคราะห์จากรถยนต์กว่า 18,000 คัน ใน 20 รุ่น ที่นิยมในสหรัฐอเมริกา โดย Recurrent พบว่า Tesla Model X เป็นรถที่ทำผลงานได้ดีที่สุด โดยยังคงระยะทางได้ถึง 89% ตามด้วย Tesla Model S ที่ 88%
ส่วนรถที่ทำผลงานดีอื่น ๆ ได้แก่ Audi e-tron และ Tesla Model 3 ทั้งคู่เก็บระยะทางได้ 87% และ Tesla Model Y อยู่ที่ 86% ตามมาด้วย Hyundai Ioniq 5 และ Hyundai Kona ที่ยังคงระยะทางได้ 85% และ 84% ตามลำดับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ 11 จาก 13 คัน ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในอากาศหนาวเย็นติดตั้งปั๊มความร้อน (heat pumps) ขณะที่ 7 จาก 9 คันที่ทำผลงานแย่ไม่มีกระบวนการนี้ ปั๊มความร้อนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยการดึงความร้อนจากอากาศภายนอกเข้ามาในห้องโดยสาร ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาผู้ให้ความร้อนที่มีประสิทธิภาพต่ำ อย่างไรก็ตาม รถยนต์หลายคันมีปั๊มความร้อนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่บางรุ่นยังคงเป็นออปชันเสริม หรือไม่มีกระบวนการนี้เลย

สองรุ่นที่ไม่มีปั๊มความร้อนที่น่าสังเกตคือ Rivian R1S และ R1T ถึงแม้จะขาดคุณสมบัตินี้ แต่มันยังคงทนทานพอสมควร โดยยังคงระยะทางได้ถึง 83% และ 81% ตามลำดับในอุณหภูมิหนาวเย็น
ในขณะเดียวกัน บางรุ่นทำผลงานได้แย่กว่ามากในสภาพอากาศหนาวเย็น รุ่นที่ทำผลงานแย่ที่สุดได้แก่ Nissan Leaf (78%), Ford F-150 Lightning (74%), Chevrolet Bolt (69%), Ford Mustang Mach-E (66%), และ VW ID.4 (64%) นอกจากนี้ Chevrolet Equinox (74%) และ Cadillac Lyriq (72%) ก็ทำผลงานได้แย่ แม้ว่าทั้งสองคันจะติดตั้งปั๊มความร้อนแล้ว Recurrent กำลังศึกษาหาสาเหตุว่าทำไมรถเหล่านี้ถึงทำผลงานแย่กว่ารถ EV อื่นๆ ที่มีปั๊มความร้อน
โดยรวมแล้ว การศึกษานี้สรุปว่า EV ที่มีปั๊มความร้อนสามารถรักษาระยะทางได้เฉลี่ย 83% ในสภาพอากาศหนาวเย็น ขณะที่ EV ที่ไม่มีปั๊มความร้อนรักษาระยะทางได้เพียง 75% นอกจากนี้ยังพบว่า รถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-เหล็กฟอสเฟต (LFP) ไม่ได้แสดงผลการทำงานที่แย่กว่ารถที่ใช้แบตเตอรี่ NCA เมื่ออุณหภูมิหนาวเย็น
ที่มา Carscoops
![[ครบชุด] T1310080 นดานแก ยาก Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-617.png)
![[ครบชุด] T1310075 กกต ญญ หลงเม Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-618.png)