Donkervoort F22 ซูเปอร์คาร์ 500 แรงม้า น้ำหนักตัว 750 กก. สร้างเพียง 75 คัน
Donkervoort F22 ซูเปอร์คาร์สัญชาติดัตช์ ดีไซน์แปลกตา ขุมพลังยกมาจากทาง Audi ที่มีกำลังถึง 500 แรงม้า กับน้ำหนักตัวเพียง 750 กก. ผลิตออกมาวางขายแค่ 75 คันเท่านั้น สนนราคาเริ่มที่ 8.9 ล้านบาท

เมื่อปี 2012 หรือ10 ปีแล้วทาง Donkervoort บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตด้วยมือจากเนเธอร์แลนด์ ได้เปิด Donkervoort D8 GTO รถซูเปอร์คาร์ของทางค่ายที่มาพร้อมกับขุมพลังเทอร์โบเบนซิน TFSI 2.5 ลิตร จาก Audi TT-RS ออกมาสู่สายตาชาวโลก

ล่าสุดทาง Donkervoort ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติดัตช์ ก็ได้สายต่อความร้อนแรงอีกครั้งด้วยการเปิดตัว ซูเปอร์คาร์ตัวใหม่ในรอบ 10 ปี ที่ใช้ชื่อว่า Donkervoort F22 โดยยังคงมากับหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ของทางค่ายในสไตล์ดิบเถื่อน ล้อหน้าแบบเปิด พร้อมยกขุมพลังตัวแรงจาก Audi TT RS มาปรับจูนใหม่ เค้นพละกำลังออกมาให้มากถึง 500 แรงม้า (PS) และรีดน้ำหนัดตัวรถให้เบาเพียง 750 กก. โดยจะถูกสร้างออกมาวางจำหน่ายแค่เพียง 75 คันเท่านั้น เปิดราคาจำหน่ายเริ่มที่ 245,000 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 8.9 ล้านบาท

Donkervoort F22 นั้นชื่ออาจจะฟังดูคล้ายกับเครื่องบินขับไล่ แต่จริงแล้วทาง Donkervoort ตั้งชื่อซูเปอร์คาร์ตัวใหม่นี้ตามชื่อของลูกสาวและวันเกิดของลูกสาวของกรรมการผู้จัดการ ที่มีชื่อว่า Filippa และเกิดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2022



ในด้านงานออกแบบของ Donkervoort F22 ซูเปอร์คาร์ตัวแรงคันใหม่นี้ ยังคงยึดแบบตามและดีเทลเหมือนกับ Donkervoort D8 GTO เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พร้อมกับถูกสร้างด้วยมือทั้งคัน ตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน ในด้านดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยซุ้มล้อหน้าแบบเปิด มาพร้อมฝากระโปรงหน้าที่ยื่นยาว เติมความทันสมัยด้วยชุดไฟหน้า LED projector



ขยับมาด้านข้างจะเห็นถึงความดุดันด้วยท่อไอเสียที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างตัวรถ ประตูเปิดเข้าห้องโดยสารเป็นแบบปีกผีเสื้อ และหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์สามารถถอดเก็บได้ที่บริเวณท้ายรถ ได้เพื่อทำให้ตัวรถกลายเป็นรถแบบโรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง


ส่วนซุ้มล้อหลังจะออกแบบให้กว้างขึ้นเพื่อเสริมลุคตัวรถให้มีความดุดัน มาพร้อมชุดไฟท้ายแบบ LED Tube ขนาดใหญ่ ปิดท้ายความโหดด้วยกันชนหลังขนาดใหญ่และดิวฟิวเซอร์ท้ายดีไซน์ที่ดุดัน


สำหรับภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีพื้นที่ที่กว้างขวางด้วยตัวรถที่มีความยาวถึง 4,039 มม. ห้องโพดยสารรองรับได้ 2 ที่นั่ง มาพร้อมเบาะนั่งจาก RECARO ที่สั่งทำพิเศษตัวโครงเบาะทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมหุ้มด้วยหนัง Alcantara เกรดคุณภาพสูง พร้อมปักชื่อรุ่น F22 ด้วยด้ายสีแดงไว้ที่พนังพิงศรีษะ เสริมความปลอดภัยด้วยสายรัดเบลท์แบบ 6 จุด



ขณะที่แผงแดชบอร์ดจะถูกออกแบบให้ดูเรียบง่าย จะมีเพียหน้าจอมาตรวัดแสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่เป็นแบบดิจิทัลเท่านั้น มาพร้อมอุปกรณ์เสริมที่เป็น iPad mini ที่ทำหน้าที่เป็นหน้าจอสัมผัสระบบอินโฟเทนเมนท์ ส่วนปุ่มควบคุมต่าง ๆ จะสั่งงานจากที่บนพวงมาลัย ขณะที่พื้นที่เก็บของสัมภาระด้านท้ายมีความจุมากถึง 298 ลิตร


ในด้านพละกำลังได้ยกขุมพลังมาจากตัว Audi TT RS (ออดี้ ทีที อาร์เอส)ที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน TFSI 5 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร พ่วงเทอร์โบ แต่ได้รับการปรับจูนใหม่จนสามารถรีดกำลังแรงม้าลงพื้นได้มากถึง 500 แรงม้า (PS) ถูกส่งต่อกำลังด้วยชุดเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ไปยังคู่ล้อหลัง มาพร้อมเทคโนโลยี Bosch rev-matching โดยใช้เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป Torsen และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนของทาง Bosch ABS ซึ่งเป็นเกรดเดียวกันกับตัวแข่งในสนาม


โดยทางผู้ผลิตระบุว่า Donkervoort F22 สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม ใน 2.5 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที ขณะที่ความเร็วสูงสุดจะถอยู่ที่ 290 กม. /ชม. ที่สำคัญกว่านั้น Donkervoort อ้างว่า F22 สามรถสร้างแรงจีมากถึง 2.15 G เลยทีเดียว

นอกจากนั้นโครงสร้างตัวรถของ Donkervoort F22 ถูกพัฒนาใหม่ทั้งหมด โดยถูกทำจากโครงท่อตัวถังและคาร์บอนไฟเบอร์ เพิ่มความแข็งแกร่งในการบิดตัวอีกทั้งยังช่วงให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบาเพียง 750 กก.

ระบบกันสะเทือนช่วงล่างแบบอิสระปีกนกคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมโช้คอัพแบบปรับได้ของ TracTive และระบบไฮดรอลิกแบบปรับได้ที่สามารถยกหรือลดระดับรถได้สูงสุด 35 มม.

ระบบเบรกติดตั้งจานเบรกเหล็กขนาด 330 มม. ที่ด้านหน้า และ 279 มม. ที่ด้านหลัง มาพร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 พ็อต ของทาง AP Racing ที่อยู่ด้านในของล้อคู่หน้าขนาด 18 นิ้ว และล้อคู่หลังขนาด 19 นิ้ว


Donkervoort F22 จะถูกผลิตออกมาเพียง 75 คันเท่านั้น โดย 50 คันแรกได้ถูกจับจองไปหมดแล้ว สำหรับราคาค่าตัวของ Donkervoort F22 ทาง Donkervoort ตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นไว้ที่ 245,000 ยูดน หรือคิกเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 8.9 ล้านบาท ในด้านการส่งมอบรถคันแรกจะมีขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2023 นี้เป็นต้นไป
MDs’ CARS | Mercedes-AMG GT C Roadster ปะทะ GT 63 S Coupé กับ 2 รุ่นตัวจบจาก AMG

ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบความเร็ว MenDetails เชื่อว่า คุณต้องรู้จัก Mercedes-AMG แน่นอนครับ กับค่าย Aufecht, Melcher, and Großaspach ที่ถือเป็นหนึ่ง Division ของแบรนด์ Mercedes-Benz ก่อนจะชูขึ้นเป็นรุ่นรถ Performance ภายในชื่อเต็มว่า Mercedes-AMG ซึ่งมี Headquarter อยู่ที่เมือง Affalterbach ในประเทศเยอรมัน วันนี้เรามีโอกาสได้ทดลองขับตัวจบ 2 รุ่นอย่าง รถ Mercedes-AMG GT Coupé and Roadster และ Mercedes-AMG GT 63 S Coupé และขอเล่าความรู้สึกจากการลองขับในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่า “คันไหนเหมาะกับกิจกรรมใด” ว่าแล้วก็ตามมาเลยครับ

0-100 กิโลเมตร ภายในเวลาไม่เกิน 4 วินาทีทั้งคู่

รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นที่เราได้ลองนั้น มีอัตราเร่งที่สูงมาก ๆ ครับ ทั้ง 2 รุ่นทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร ในเวลาที่ตำ่กว่า 4 วินาทีทั้งคู่ (Mercedes-AMG GT C Roadster 3.7 วินาที / Mercedes-AMG GT 63 S Coupé 3.9 วินาที) แต่ความรู้สึกจริง ๆ หลังพวงมาลัยเลยคือ แรงแบบไม่น่าเชื่อ เหยียบแล้วพุ่ง หลังติดเบาะแบบเต็ม ๆ ซึ่งพอเห็นอัตราเร่งแบบนี้แล้ว น่าจะขับแบบโฉบเฉี่ยวได้สนุกสนานจริงมั้ยครับ แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น คุณอาจไม่คุ้นชินจนกะระยะการเร่งแซงไม่ถูกนั่นเอง
รถยนต์ 2 ประตู และ 4 ประตู
กับ Function การใช้งานที่ไม่เหมือน

สำหรับ Mercedes-AMG GT C Roadster คือรถยนต์ 2 ประตู ส่วน Mercedes-AMG GT 63 S Coupé จะเป็นรถยนต์ 4 ประตู ขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งถือเป็นการแบ่งแยกกลุ่มการใช้รถยนต์อย่างเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่รูปทรงละครับ อย่าง GT C Roadster ถือเป็นรถขับเพื่อความเร็วเป็นหลัก เน้นการใช้งานแบบนั่ง 2 คน มีพื้นที่เก็บของในห้องโดยสารน้อย ส่วน GT 63 S Coupé คือรถที่เหมาะกับการใช้งานกึ่งครอบครัว นั่งได้ 4-5 คน และมีพื้นที่ในห้องโดยสารค่อนข้างกว้าง นั่งสบาย

ขับสบาย ปะทะ ขับสนุก

ส่วนตัวที่ได้ทดลองขับทั้ง 2 รุ่น ขอสรุปอย่างสั้น ๆ ว่า ทั้ง 2 รุ่นมีจุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ภายใต้จุดร่วมคือความแรงและอัตราเร่งที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งถ้าถามว่าคันไหนขับสนุกกว่ากัน ก็ต้องยกให้ Mercedes-AMG GT C Roadster ชนะขาด ๆ เลยครับ ด้วยช่วงล่างที่ใกล้พื้น จุดศูนย์ถ่วงจึงทำได้ดีเยี่ยม เกาะถนน พร้อม Feeling แบบขับรถแข่งเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าคุยกันเรื่องขับสบาย Mercedes-AMG GT 63 S Coupé คือคำตอบ ด้วยช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่า ขับแล้วรู้สึกถึงถนนน้อยกว่า พื้นที่ Head Room ที่มากกว่า ทำให้รู้สึกสบายมากกว่าแบบชัดเจน
ปัญหาคือสภาพพื้นผิวถนนในบ้านเรา
ทำให้ GT C Roadster นั้น ขับแล้วเหนื่อย

เนื่องจากช่วงล่างที่ถูกตั้งมาให้ใกล้ชิดกับถนน ทำให้เวลาขับ คุณจะรู้สึกได้ถึงหลุม ความหยาบของพื้นถนน แม้แต่ความลาดเอียงของผิวถนนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งพอขับบนสภาพถนนแบบบ้านเรา อันมีหลุมและพื้นผิวที่ไม่เรียบเสมอกันตลอดทั้งเส้น มีการซ่อมบำรุงเป็นช่วง ๆ ทำให้การขับรถ Mercedes-AMG GT C Roadster ดูจะเหนื่อยกว่าปกติที่ควรจะเป็น แต่หากลองจินตนาการรถคันนี้ ไปโล่นแล่นบนถนนในต่างประเทศที่พื้นผิวการจราจรเรียบเนียนแล้ว คันนี้ต้องเป็นอันดับหนึ่งในดวงใจแน่นอนครับ ทำให้ MenDetails คิดเองว่าเจ้า GT C Roadster เนี่ย เหมาะกับการขับในถนนแข่งเสียมากกว่า
ทั้ง 2 คันนี้ ถือเป็นตัวจบของค่าย Mercedes-AMG ด้วยอัตราเร่งที่เหนือคำบรรยาย คันหนึ่งให้ความรู้สึก Sport ทั้งรูปลักษณ์และความรู้สึกหลังพวงมาลัย ส่วนอีกคันหนึ่ง ได้ความสบาย ช่วงล่างนุ่ม แต่แฝงด้วยพละกำลังที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

ขอให้จำไว้ขึ้นใจนะครับว่า ความเร็ว และความแรง ยิ่งมากเท่าใดก็ตาม ยิ่งต่อขับด้วยสติและสมาธิที่สูง รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นจึงควรขับด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยนะครับ
ถ้าให้เราเลือกขับได้เพียงคันเดียวจากทั้ง 2 รุ่นนี้ เราคงต้องถามตัวเองเสียก่อนว่า วันนี้ต้องขับไปไกลแค่ไหน ขับไปทำอะไร หากเป็นการขับในชีวิตประจำวัน ระยะทางสัก 10-20 กิโลเมตร ขับไปเส้นที่ถนนโล่ง ๆ หรือออกต่างจังหวัดที่ถนนไม่พังมากนัก GT C Roadster คือความสนุกอย่างแท้จริงครับ แต่ถ้าชีวิตคุณต้องขับเข้าเมืองอยู่เป็นประจำ อาจต้องแวะซื้อของบ้าง ออกต่างจังหวัดกับครอบครัว GT 63 S Coupé คือตัวเลือกที่ Multi-Functional มากกว่าแบบไม่ต้องสงสัยเลย
![[ครบชุด] T1510014 คนหมดใจร งให ตาย ไปอย Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-635.png)
![[ครบชุด] T1510021 อก บน องโกงบ านท นซ Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-634.png)