Lamborghini Temerario: นิยามใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ไฮบริด 2025 – ขุมพลัง 920 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 23,760,000 บาท
ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยความตื่นเต้นที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการยานยนต์สมรรถนะสูง เมื่อ Lamborghini Temerario ซูเปอร์คาร์ที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดแห่งยุค ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย เรนาสโซ มอเตอร์ (Renazzo Motor) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ Lamborghini อย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมขอยืนยันว่า Temerario ไม่ใช่แค่การสืบทอดตำนานจาก Huracán เท่านั้น แต่เป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ผสานรวมความเร้าใจในแบบฉบับ Lamborghini เข้ากับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (HPEV) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในราคาเริ่มต้นที่ 23,760,000 บาท นี่คือการลงทุนในอนาคตแห่งความเร็ว ความยั่งยืน และการออกแบบที่ไม่เป็นรองใคร
Lamborghini Temerario ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่สามในกลุ่มผลิตภัณฑ์ HPEV ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของแบรนด์ในการมุ่งสู่ยุคใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ที่ทั้งทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยขุมพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo ผสานกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริด มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า ซึ่งไม่เพียงแต่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน แต่ยังตอกย้ำถึงพันธกิจของ Lamborghini ในการลดการปล่อยมลพิษ โดยไม่ลดทอนประสบการณ์ขับขี่อันเป็นแก่นแท้ของแบรนด์เลยแม้แต่น้อย
ขุมพลังขับเคลื่อน: การหลอมรวมของวิศวกรรมขั้นสุดยอด
หัวใจหลักของ Lamborghini Temerario คือเครื่องยนต์รหัส L411 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 (แบบ Hot V 90 องศา) ความจุ 4.0 ลิตร หรือ 3,995.2 ซีซี ด้วยการจัดวางกระบอกสูบแบบ 90 x 78.5 มิลลิเมตร และอัตราส่วนกำลังอัด 9.3 : 1 ขุมพลังนี้ได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบอัดอากาศ Bi-Turbo ที่สามารถสร้างแรงดันบูสท์สูงสุดถึง 36 psi ทำให้เครื่องยนต์ V8 ตัวนี้สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ถึง 800 แรงม้า (PS) ในช่วงรอบเครื่องยนต์ที่ 9,000 – 9,750 รอบ/นาที และมอบแรงบิดสูงสุด 730 นิวตันเมตร ในช่วง 4,000 – 7,000 รอบ/นาที ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นการบ่งบอกถึงวิศวกรรมอันแม่นยำที่ถูกรังสรรค์มาเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ดุดันในทุกรอบความเร็ว
ความอัจฉริยะที่แท้จริงของ Temerario อยู่ที่การผสานรวมขุมพลังเบนซินเข้ากับระบบ Plug-in Hybrid ที่ล้ำสมัย มอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกติดตั้งในตำแหน่ง P1 ซึ่งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์ V8 และกระปุกเกียร์ มอบกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 1,075 นิวตันเมตร นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้า e-Axle อีก 2 ตัว ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพลาหน้าเมื่อต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังเสริมสูงสุดถึง 300 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 2,150 นิวตันเมตร การจัดวางมอเตอร์ไฟฟ้าในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มพละกำลัง แต่ยังช่วยในการกระจายแรงบิดและเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย
ระบบกักเก็บพลังงานของ Temerario เป็นแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 3.8 kWh ซึ่งรองรับการอัดประจุด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) สูงสุด 7 kW ทำให้สามารถชาร์จจาก 0-100% ได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที ความจุแบตเตอรี่นี้อาจดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่สำหรับซูเปอร์คาร์ไฮบริดแล้ว นี่คือจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างการเสริมกำลังไฟฟ้าและการควบคุมน้ำหนักรถให้เหมาะสม เมื่อเครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสามตัว Temerario จะปลดปล่อยพละกำลังสูงสุดรวมถึง 920 แรงม้า (PS) ที่ 9,000 – 9,750 รอบ/นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงศักยภาพที่เหนือกว่าทุกขีดจำกัด
พลังทั้งหมดนี้ถูกส่งลงสู่พื้นถนนผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD (All-Wheel Drive) และเกียร์อัตโนมัติ AMT Dual Clutch 8 จังหวะ (DCT) รุ่นใหม่ล่าสุด เกียร์ DCT นี้ได้รับการออกแบบให้มีน้ำหนักเบากว่าเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีดในรุ่น Huracán อย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนเกียร์ยังทำได้รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยขนาดที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ (ยาว 560 มม., กว้าง 750 มม., สูง 580 มม.) ทำให้การจัดวางองค์ประกอบภายในรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบไฮบริดของ Temerario ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ได้แก่ Recharge, Hybrid และ Performance ซึ่งทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่แบบดั้งเดิมอย่าง Città (City), Strada, Sport และ Corsa ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดต่างๆ ได้อย่างง่ายดายด้วยโรเตอร์สองตัวบนพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่ ทำให้สามารถตั้งค่าไดนามิกของรถได้มากถึง 13 รูปแบบ เพื่อให้ Temerario แสดงบุคลิกและศักยภาพที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์และสภาพพื้นถนน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง การเดินทางไกล การขับขี่แบบสปอร์ต หรือแม้แต่การโลดแล่นบนสนามแข่งขัน
สมรรถนะที่ไร้เทียมทาน: ความเร็วและการหยุดยั้ง
ตัวเลขสมรรถนะของ Lamborghini Temerario คือข้อพิสูจน์ถึงความสุดยอดทางวิศวกรรม อัตราเร่ง 0-100 km/h ทำได้ภายในเวลาเพียง 2.7 วินาที ซึ่งเหนือกว่า Huracán Tecnica ที่ทำได้ 3.2 วินาทีอย่างชัดเจน ความเร็วสูงสุด (Top Speed) ของ Temerario อยู่ที่ 343 km/h ซึ่งสูงกว่า Huracán Tecnica ที่ 325 km/h ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า Temerario ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามรุ่นพี่ แต่ยังตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับซูเปอร์คาร์ในตลาดปี 2025
การหยุดยั้งความเร็วอันมหาศาลนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน Temerario มาพร้อมกับระบบห้ามล้อที่เหนือชั้น ด้วยจานเบรกคาร์บอนเซรามิก CCB Plus (Carbon Ceramic Brakes Plus) จานเบรกคู่หน้ามีขนาด 410 x 38 มิลลิเมตร จับคู่กับคาลิเปอร์แบบ Fixed Monoblock 10 พอต ส่วนจานเบรกคู่หลังมีขนาด 390 x 32 มิลลิเมตร จับคู่กับคาลิเปอร์แบบ Fixed Monoblock 4 พอต ระบบเบรกที่ทรงพลังนี้ทำงานร่วมกับยาง Bridgestone Potenza Sport (Run-Flat) ขนาด 255/35 ZR20 สำหรับล้อหน้า และ 325/30 ZR21 สำหรับล้อหลัง ซึ่งให้การยึดเกาะถนนที่เป็นเลิศ ทำให้ Temerario สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100-0 km/h ได้ภายในระยะทางเพียง 32 เมตรเท่านั้น นี่คือประสิทธิภาพที่มอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์
อากาศพลศาสตร์: สุนทรียศาสตร์แห่งความเร็ว
ทุกองค์ประกอบของ Lamborghini Temerario ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันภายใต้หลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อสร้างสมรรถนะสูงสุดและเสถียรภาพในการขับขี่ การออกแบบที่โดดเด่นอย่างไฟ DRL ทรงหกเหลี่ยม ไม่เพียงแต่เป็นเอกลักษณ์ที่จดจำได้ในระยะไกล แต่ยังมาพร้อมช่องลมเข้าและแผงปรับทางลมที่ทำหน้าที่นำกระแสลมจากกันชนไปยังหม้อน้ำด้านข้างอย่างมีประสิทธิภาพ ครีบกระจังหน้าบนซุ้มล้อยังช่วยถ่ายเทอากาศให้ไหลออกไปทางด้านนอกของล้อ ลดการเกิด Air Turbulence และเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้กับส่วนประกอบกลไกต่างๆ ได้พร้อมกัน กระจกมองข้างก็ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดแรงต้านอากาศ และช่วยนำอากาศไปยังหม้อน้ำด้านข้างเพื่อเสริมการระบายความร้อน
ส่วนท้องรถก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในด้านประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ ด้วยการติดตั้งระบบอัดเรียงอากาศที่ช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce) บริเวณส่วนท้ายรถ และเสริมการทำงานของดิฟฟิวเซอร์ ซึ่งมีพื้นที่ผิวที่ใหญ่ขึ้นถึง 70% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Huracán EVO และมีมุมที่เพิ่มขึ้น 4 องศา ทำให้สามารถสกัดลมแนวตั้งจากด้านล่างได้มากขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งหมดนี้คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูงสุดในทุกความเร็ว
สำหรับผู้ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านน้ำหนัก Lamborghini ยังนำเสนอแพ็คเกจเสริม “Alleggerita” (วัสดุน้ำหนักเบา) ที่สามารถลดน้ำหนักรถลงได้ถึง 12.65 กิโลกรัม หากนับรวมเฉพาะส่วนประกอบตัวถัง และจะลดลงได้มากกว่า 25 กิโลกรัม เมื่อเลือกใช้วัสดุตกแต่งภายในน้ำหนักเบาและขอบล้อคาร์บอน แพ็คเกจ Alleggerita ประกอบด้วยสปลิตเตอร์ที่ทำจากโพลีเมอร์เสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ 0.19 กิโลกรัม แผงใต้ท้องรถคาร์บอนไฟเบอร์รีไซเคิล (-0.55 กิโลกรัม) สเกิร์ตข้างแบบใหม่ที่ใช้วัสดุ CFRP (-0.6 กิโลกรัม) ฝากระโปรงหลัง (-9.2 กิโลกรัม) และแผงสำหรับติดตั้งสปอยเลอร์รับน้ำหนัก (-1.6 กิโลกรัม) ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาเพื่อลดน้ำหนักโดยไม่ลดทอนความแข็งแกร่งและสมรรถนะ
โครงสร้างและตัวถัง: รากฐานแห่งความแข็งแกร่ง
โครงสร้างแชสซีของ Temerario ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างมากขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่ได้รับการปรับปรุงจาก Huracán ตัวแชสซีผลิตจากอะลูมิเนียมทั้งหมด โดยใช้วัสดุโลหะผสมที่มีความแข็งแรงสูงชนิดใหม่สำหรับงานหล่อแรงดันสูง เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดความซับซ้อนในเชิงโครงสร้างของสเปซเฟรม และช่วยให้โครงสร้างมีน้ำหนักที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ โครงสร้างของ Temerario ยังลดจำนวนรอยเชื่อมลง โดยความยาวแนวเชื่อมรวมลดลงกว่า 80% เมื่อเปรียบเทียบกับ Huracán ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างโดยรวมมีความแข็งแกร่งและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่ไปอีกขั้น
ภายนอกตัวรถ: ภาษาการออกแบบแห่งอนาคต
ภายนอกของ Lamborghini Temerario ได้รับการรังสรรค์ขึ้นภายใต้ภาษาการออกแบบใหม่ล่าสุดที่สะท้อนถึงอนาคตของแบรนด์ มีการใช้เส้นสายทรงหกเหลี่ยมที่ชัดเจนในหลายจุด เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่จดจำได้ในระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นเส้นไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน (DRL) เส้นสายบนตัวถังหลัก ช่องรับอากาศด้านข้าง เส้นไฟท้ายที่คมกริบ และปลายท่อไอเสียคู่ Mitja Borkert หัวหน้าทีมออกแบบของ Lamborghini ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ลายเซ็นไฟหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยสร้างการจดจำสำหรับรถ Lamborghini และสามารถระบุได้ชัดเจนในระยะไกล อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Lamborghini นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นการผสานรวมมรดกเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตได้อย่างลงตัว
ในด้านมิติ ตัวถังของ Temerario มีความยาว 4,706 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,996 มิลลิเมตร (รวมกระจกมองข้าง 2,246 มิลลิเมตร) ความสูง 1,201 มิลลิเมตร และความยาวฐานล้อ (Wheelbase) 2,658 มิลลิเมตร ความกว้างล้อคู่หน้า (Front Track) 1,722 มิลลิเมตร และความกว้างล้อคู่หลัง (Rear Track) 1,670 มิลลิเมตร ด้วยน้ำหนักรถเปล่า (Dry Weight) เพียง 1,690 กิโลกรัม และอัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง อยู่ที่ 43.4% / 56.6% ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงการออกแบบที่เน้นสมดุลและความคล่องตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกเส้นทาง
ภายในห้องโดยสาร: วิมานของนักบิน
นอกเหนือจากด้านสมรรถนะที่ก้าวล้ำ Temerario ยังได้รับการออกแบบโครงสร้างตัวถังแบบ Spaceframe ให้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มขึ้น 34 มิลลิเมตร และพื้นที่วางขาเพิ่มขึ้น 46 มิลลิเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับคนขับและผู้โดยสารที่มีความสูงถึง 200 เซนติเมตรได้อย่างสบาย แม้ขณะสวมหมวกกันน็อคสำหรับการขับขี่ในสนามก็ตาม นี่คือการใส่ใจในรายละเอียดที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Feel Like a Pilot” หรือความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนักบิน ซึ่งมาพร้อมระบบอินเตอร์เฟส Human Machine Interface (HMI) ที่ได้รับการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ประกอบด้วยจอแสดงผล 3 ตำแหน่งที่ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ได้แก่ จอบริเวณแผงหน้าปัดขนาด 12.3 นิ้ว จอแสดงผลกลางขนาด 8.4 นิ้ว และจอเสริมสำหรับผู้โดยสารขนาด 9.1 นิ้ว สิ่งที่โดดเด่นคือจอแสดงผลทั้งสามตำแหน่งนี้ถูกควบคุมโดย “สมองกล” ตัวเดียว ซึ่งใช้ดีไซน์อินเตอร์เฟซแบบเดียวกันทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ไม่เกิดความสับสนกับอินเตอร์เฟซบนจอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสัน รูปภาพ หรือปฏิกิริยาการตอบสนอง ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกัน
ระบบอินโฟเทนเมนต์รูปแบบใหม่ของ Temerario มาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยให้นักขับสามารถปรับแต่งและสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการ เพียงแค่ลากสองนิ้วไปบนหน้าจอ ผู้ใช้ก็สามารถย้ายเนื้อหาอินโฟเทนเมนต์ไปยังจอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจอบริเวณแผงหน้าปัดหรือจอฝั่งผู้โดยสารได้ด้วยการปัดหน้าจอแบบเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถบันทึกฟีเจอร์การใช้งานโปรดได้ เพื่อให้ครั้งต่อไปสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ขับขี่อย่างแท้จริง
งานออกแบบพวงมาลัยใหม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปฏิกิริยาระหว่างนักขับกับพวงมาลัยในรถแข่งรุ่น Squadra Corse ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับห้องนักบิน อุปกรณ์ควบคุมที่เพิ่มเติมเข้ามาช่วยให้สามารถควบคุมไดนามิกของตัวรถและคำสั่งมัลติมีเดียได้อย่างง่ายดายด้วยการขยับมือเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องละสายตาจากถนน และเพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสถึงความเร้าใจในแบบนักบินร่วม Temerario ยังมีจอแสดงผลข้อมูลไดนามิกการขับขี่บนฝั่งผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความประทับใจได้อย่างยิ่ง
สรุปและบทส่งท้าย
Lamborghini Temerario ไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาแทนที่ Huracán เท่านั้น แต่เป็นการประกาศยุคใหม่ของยานยนต์สมรรถนะสูงที่ผสานรวมเทคโนโลยีไฮบริด ความยั่งยืน และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันคือนวัตกรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดซูเปอร์คาร์แห่งปี 2025 ที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่ความเร็ว แต่ยังต้องการประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นกว่าใคร ด้วยขุมพลัง 920 แรงม้า การออกแบบอากาศพลศาสตร์ที่ไร้ที่ติ ห้องโดยสารที่กว้างขวางและล้ำสมัย รวมถึงราคาเริ่มต้นที่สะท้อนถึงคุณค่าและเทคโนโลยีขั้นสูงสุด Temerario จึงเป็นมากกว่ารถยนต์ – มันคือชิ้นงานศิลปะแห่งวิศวกรรมที่พร้อมจะพาคุณก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการขับขี่
สำหรับผู้ที่พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัด และต้องการเป็นเจ้าของอนาคตแห่งซูเปอร์คาร์ไฮบริด Lamborghini Temerario คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ขอเชิญคุณสัมผัสประสบการณ์การเป็นเจ้าของ Lamborghini Temerario อย่างใกล้ชิด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญได้ที่ เรนาสโซ มอเตอร์ (Renazzo Motor) ตัวแทนจำหน่าย Lamborghini อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เราพร้อมให้บริการและสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับคุณ
![[ครบชุด] T2510031 ตหล งแต งงานท าเบ เพราะใคร Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1088.png)
![[ครบชุด] T2510030 ตหล งแต งงานท าเบ เพราะใคร Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1089.png)