มาสด้า EZ-60: เมื่อนวัตกรรมยุโรปปะทะราคาอีโคคาร์ จุดเปลี่ยนแห่ง SUV ไฟฟ้าปี 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่โลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว การแข่งขันไม่เพียงแต่ดุเดือดในสมรรถนะหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์ด้านราคาที่พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง และในปี 2025 นี้ สิ่งที่เรากำลังจะได้เห็นคือปรากฏการณ์ที่ มาสด้า (Mazda) ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ได้ตัดสินใจ “ทิ้งไพ่ตาย” ด้วยการเปิดตัว Mazda EZ-60 รถ SUV ไฟฟ้าที่มาพร้อมคุณสมบัติระดับพรีเมียมในราคาที่แทบไม่น่าเชื่อ จนอาจทำให้รถอีโคคาร์หลายรุ่นต้องมองค้อน
ม่ใช่แค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการประกาศกร้าวว่า มาสด้าพร้อมแล้วที่จะลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว และพร้อมที่จะท้าทายทุกนิยามของความคุ้มค่าและความหรูหราในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เรามาเจาะลึกกันว่า ทำไม Mazda EZ-60 ถึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์คันหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2025
Mazda EZ-60: จุดบรรจบของดีไซน์, เทคโนโลยี และราคาที่เหนือความคาดหมาย
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารยานยนต์คงทราบดีว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะเซกเมนต์ SUV ไฟฟ้า กำลังอยู่ในช่วงที่ร้อนระอุอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของระยะทางวิ่ง แต่ยังรวมถึงการออกแบบ ประสบการณ์การขับขี่ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความคุ้มค่า” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ Mazda EZ-60 เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างน่าประทับใจ
Mazda EZ-60 คือผลลัพธ์จากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง มาสด้า และ ฉางอัน (Changan) ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่เป็นการผสานเอา DNA การออกแบบที่พิถีพิถันของมาสด้าเข้ากับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวหน้าและโครงสร้างราคาที่แข่งขันได้ของจีน ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถ EV ประหยัดพลังงาน ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอัดแน่นด้วยนวัตกรรมและสมรรถนะในระดับที่เทียบเท่า รถยุโรป EV ชั้นนำ แต่มาในราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน
ทลายทุกกรอบราคา: เมื่อความหรูหราเข้าถึงได้ง่าย
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดเมื่อ Mazda EZ-60 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน คือ “ราคาจำหน่าย” ที่ถูกตั้งมาในระดับที่เรียกว่า “ทำลายล้าง” โดยเริ่มต้นเพียงราว 620,000 บาท (จากการแปลงค่าเงินหยวน) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าราคาเริ่มต้นของรถอีโคคาร์ในบ้านเราเสียอีก ด้วยราคาที่น่าตกใจเช่นนี้ ทำให้ Mazda EZ-60 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหา SUV ไฟฟ้าคุ้มค่า หรือ รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ที่ให้คุณค่าเกินราคา
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เรามาดูโครงสร้างราคาโดยประมาณของ Mazda EZ-60 ในตลาดจีน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ทางเลือกหลัก ได้แก่ รุ่น Range-Extender และรุ่นไฟฟ้า 100% (BEV):
รุ่น Range-Extender (เครื่องยนต์ปั่นไฟ)
Base: ประมาณ 119,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 620,000 บาท)
Pro: ประมาณ 129,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 670,000 บาท)
Max: ประมาณ 138,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 715,000 บาท)
รุ่นไฟฟ้า 100% (BEV)
Base EV: ประมาณ 139,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 720,000 บาท)
Pro: ประมาณ 149,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 780,000 บาท)
Max: ประมาณ 160,900 หยวน (เทียบเท่าประมาณ 835,000 บาท)
เมื่อพิจารณา ราคา รถยนต์ไฟฟ้า ในตลาดประเทศไทยปี 2025 ตัวเลขเหล่านี้สร้างคำถามและความคาดหวังอย่างมาก หาก Mazda EZ-60 สามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วยราคาที่แข่งขันได้ใกล้เคียงกับนี้ จะเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับตลาด รถ EV ผ่อนดาวน์ และทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของ รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ได้ง่ายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ขุมพลังแห่งอนาคต: 2 ทางเลือก ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง
Mazda EZ-60 ไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจด้วยราคาเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นด้วยทางเลือกของขุมพลังที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ในยุค 2025 ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางไกล หรือผู้ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่ยุคของไฟฟ้า 100% อย่างเต็มตัว
สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือ ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นใด ทุกรุ่นของ Mazda EZ-60 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 255 แรงม้าเป็นมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นสมรรถนะที่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ให้การขับขี่ที่กระฉับกระเฉงและตอบสนองได้ทันใจ
รุ่น Range-Extender: นิยามใหม่ของความยืดหยุ่น
สำหรับผู้ที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการความอุ่นใจในการเดินทางระยะไกลโดยไม่ต้องวางแผนจุดชาร์จล่วงหน้า รุ่น Range-Extender คือคำตอบที่ลงตัว ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปเข้าไว้ด้วยกัน
รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ทำหน้าที่เป็น “เครื่องปั่นไฟ” โดยเฉพาะ เพื่อชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขนาด 31.7 kWh มอเตอร์ไฟฟ้ายังคงทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถอย่างเต็มที่ ทำให้คุณยังคงได้รับประสบการณ์การขับขี่แบบ EV ที่เงียบสงบและไร้มลพิษ แต่มี “เครื่องปั่นไฟส่วนตัว” คอยเติมพลังงานให้แบตเตอรี่ได้ตลอดเวลาเมื่อจำเป็น หมดปัญหาเรื่องระยะทางวิ่งหมด (Range Anxiety) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจุดชาร์จสาธารณะเสมอไป นี่คือแนวคิดที่ชาญฉลาดสำหรับตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างประเทศไทย
รุ่นไฟฟ้า 100% (BEV): ก้าวสู่ยุคแห่ง EV อย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกของ รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง อย่างเต็มตัว รุ่น BEV ของ Mazda EZ-60 จัดเต็มด้วยแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ขนาดใหญ่ถึง 77.94 kWh ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า 2025 เนื่องจากมีเสถียรภาพสูง ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานยาวนาน
ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้ Mazda EZ-60 รุ่น BEV สามารถทำระยะทางวิ่งสูงสุดได้ถึง 600 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการเดินทางข้ามจังหวัดหลายครั้งโดยไม่ต้องชาร์จระหว่างทางบ่อยนัก ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการใช้งานในทุกรูปแบบ และด้วยเทคโนโลยี แบตเตอรี่ LFP ที่ทันสมัย เรายังคาดหวังถึงความสามารถในการชาร์จเร็วที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบในปัจจุบัน
ภายในที่ก้าวล้ำ: สุนทรียภาพแห่งโลกอนาคต
หากภายนอกของ Mazda EZ-60 ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของดีไซน์ KODO อันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ภายในห้องโดยสารคือพื้นที่ที่มาสด้าได้ฉีกกรอบการออกแบบเดิมๆ และพาเราเข้าสู่โลกอนาคตอย่างเต็มตัว นี่ไม่ใช่ห้องโดยสารแบบที่เราคุ้นเคยในรถยนต์มาสด้าที่จำหน่ายในตลาดโลก แต่เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมดที่เน้นเทคโนโลยีและความล้ำสมัยเป็นหลัก
หัวใจสำคัญของห้องโดยสารคือ หน้าจอ 5K ขนาดยักษ์ 26.5 นิ้ว ที่พาดผ่านความยาวของคอนโซลหน้า ทำหน้าที่เป็นทั้งจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Digital Instrument Cluster) และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ส่วนกลางในชิ้นเดียว มอบประสบการณ์การแสดงผลที่คมชัดสูงสุด และการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างครบครัน นี่คือมิติใหม่ของ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุด ที่เน้น Human-Machine Interface (HMI) ที่ใช้งานง่ายและให้ข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน
นอกจากหน้าจอขนาดใหญ่แล้ว ยังมี จอ Head-up Display แบบ Augmented Reality (AR-HUD) ขนาด 100 นิ้ว ซึ่งฉายข้อมูลสำคัญลงบนกระจกหน้ารถในรูปแบบเสมือนจริง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรับทราบข้อมูลความเร็ว ระบบนำทาง หรือข้อมูล ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมหาศาล
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตาคือการใช้ กล้องแทนกระจกมองข้างแบบดั้งเดิม (Camera-based Side Mirrors) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดแรงต้านอากาศ (Aerodynamics) เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่งแล้ว ยังช่วยลดจุดบอดในการมองเห็น และมอบมุมมองที่กว้างขึ้นผ่านหน้าจอภายในห้องโดยสาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พบเห็นได้ใน รถยุโรป EV ระดับพรีเมียมเท่านั้น การตัดสินใจนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใส่ใน Mazda EZ-60 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและก้าวล้ำกว่าคู่แข่ง
เบาะนั่งที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมวัสดุคุณภาพสูงและการตกแต่งภายในที่เลือกใช้วัสดุที่ให้สัมผัสพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นโทนสีม่วงเข้มหรือสีขาวสะอาดตา ล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่มาสด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ ที่ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งและเพิ่มความรู้สึกหรูหราให้กับผู้โดยสาร
ดีไซน์ KODO แห่งยุคไฟฟ้า: ผสมผสานความงามและฟังก์ชัน
แม้ว่ารายละเอียดด้านเทคโนโลยีภายในจะโดดเด่น แต่มาสด้าก็ไม่ทิ้งปรัชญาการออกแบบ “KODO – Soul of Motion” ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Mazda EZ-60 ได้รับการตีความ KODO ใหม่ให้เข้ากับยุคของยานยนต์ไฟฟ้า เส้นสายที่เรียบง่าย แต่คมคาย พร้อมสัดส่วนที่ลงตัวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและสง่างามของ SUV
การออกแบบภายนอกยังคงเน้นความลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ รถ EV ประหยัดพลังงาน ด้วยการลดแรงต้านอากาศในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของตัวรถ, ล้ออัลลอยด์ดีไซน์พิเศษ หรือแม้กระทั่งการนำกล้องมาใช้แทนกระจกมองข้าง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แต่เป็นการออกแบบที่ผสมผสานฟังก์ชันการทำงานเข้ากับความงามได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญามาสด้า
ก้าวไกลสู่ตลาดโลก: CX-6e กับอนาคตของ Mazda EV
Mazda EZ-60 ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในตลาดจีนเท่านั้น มาสด้าได้ยืนยันว่ารถคันนี้จะถูกส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลกบางแห่ง โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งจะใช้ชื่อรุ่นว่า Mazda CX-6e การเคลื่อนไหวนี้บ่งบอกถึงความสำคัญของ EZ-60 ในฐานะผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์สำหรับมาสด้าในการบุกตลาด รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ทั่วโลก
การที่มาสด้าเลือกใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจากความร่วมมือกับ Changan เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดที่มีมาตรฐานสูงอย่างยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพและสมรรถนะของรถคันนี้ นี่ถือเป็นรถ EV รุ่นที่สองของมาสด้าที่มีจำหน่ายในประเทศจีน ต่อจากซีดานขนาดกลางอย่าง EZ-6 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ การมีไลน์อัพ EV ที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมาสด้าในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน
คำถามที่ค้างคาใจคนไทย: Mazda EZ-60 จะเข้ามาในไทยหรือไม่ในปี 2025?
มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนรอคอยคำตอบ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามตลาดไทยมาอย่างยาวนาน ผมต้องบอกว่านี่คือคำถามล้านดอลลาร์ที่ยังต้องรอคอยคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย
ด้วย ราคา รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าดึงดูดใจ และสเปคที่ “โหด” เกินราคาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน Mazda EZ-60 มีศักยภาพที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาด SUV ไฟฟ้า ในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหลายประการที่ต้องพิจารณา:
ภาษีนำเข้าและข้อตกลงทางการค้า: แม้ว่าจะมีข้อตกลงการค้าเสรี แต่การนำเข้ารถยนต์จากจีนยังคงมีปัจจัยด้านภาษีที่ส่งผลต่อราคาจำหน่ายขั้นสุดท้ายในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นจากราคาในจีนพอสมควร
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ: นโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย (เช่น การลดภาษี หรือเงินอุดหนุน) จะมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจนำเข้ารถยนต์รุ่นนี้เข้ามาทำตลาด หากนโยบายยังคงแข็งแกร่ง ก็จะช่วยลดภาระด้านราคาได้
ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน: แม้ว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรุ่น BEV
กลยุทธ์ของ Mazda ประเทศไทย: มาสด้ามีภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่งในเรื่องของดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ การนำ EZ-60 เข้ามา อาจต้องมีการปรับกลยุทธ์การตลาดและตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และการแข่งขันที่ดุเดือดของ รถจีน EV ในตลาดไทย
ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าโอกาสที่ Mazda EZ-60 จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยยังคงมีอยู่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาสด้าเองก็ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของโลก หากสามารถบริหารจัดการเรื่องราคาให้แข่งขันได้ และมาพร้อมกับบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม รวมถึงความพร้อมของ ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ที่ครบวงจร ก็เชื่อว่า EZ-60 จะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน
บทสรุป: Mazda EZ-60 กับการกำหนดนิยามใหม่ของ SUV ไฟฟ้าในปี 2025
Mazda EZ-60 ไม่ใช่แค่รถยนต์คันใหม่ในตลาด ยานยนต์ไฟฟ้า แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง นี่คือรถที่แสดงให้เห็นว่ามาสด้าสามารถสร้างสรรค์รถยนต์ที่น่าทึ่ง ทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะ ในราคาที่เหลือเชื่อได้อย่างไร
ในโลกที่การแข่งขันด้านยานยนต์ไฟฟ้ากำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การที่มาสด้าก้าวเข้ามาด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและกล้าที่จะท้าทายกรอบราคาเดิมๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านวัตกรรมที่ล้ำสมัยไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับป้ายราคาที่เอื้อมไม่ถึงเสมอไป และอนาคตของ SUV ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินและเปี่ยมด้วยคุณภาพนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ที่มอบทั้งความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เข้าถึงได้ ผมขอแนะนำให้คุณจับตา Mazda EZ-60 คันนี้ไว้ให้ดี เพราะนี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในตลาด และอาจเป็นผู้เปลี่ยนเกมในเซกเมนต์ รถ EV ประหยัดพลังงาน อย่างแท้จริง
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต! หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหา SUV ไฟฟ้าคันแรก หรือต้องการอัปเกรดสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวล้ำ อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและการอัปเดตอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับ Mazda EZ-60 ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการยานยนต์ไทยในปี 2025 นี้ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยยานยนต์ที่ผสมผสานความหลงใหลและนวัตกรรมได้อย่างลงตัวกับมาสด้า

