“สุดยอดม้าลำพอง” กับ 10 รุ่นที่ดีที่สุดตลอดกาลจาก Ferrari
ประสบการณ์ใช้รถ | 3 ต.ค 2560
ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตคงไม่มีใครไม่รู้จัก “Ferrari” ชื่ออันคุ้นหูกับสัญลักษณ์ม้าลำพองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการรถสปอร์ตโลก ผู้ผลิตที่มีจิตวิญญาณมุ่งเน้นไปในเรื่องของมอเตอร์สปอร์ต Formula 1 อย่าง Enzo Ferrari และยังสามารถผลิตรถสปอร์ตที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย

ตั้งแต่ปี 1929 ที่ Enzo Ferrari ก่อตั้ง “Scuderia Ferrari” ทีมแข่งรถที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วยรถ Alfa Romeo จนในที่สุดปี 1930 ได้แยกทางกับทาง Alfa และมาเริ่มต้นสร้างรถแข่งของตัวเองในชื่อ “Scuderia” แต่อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Ferrari ต้องการเงินเพื่อนำมาเป็นส่วนในการสนับสนุนทีมแข่ง จึงได้เริ่มต้นผลิตรถเพื่อจำหน่ายวิ่งบนถนนทั่วไปในปี 1940
เกือบ 80 ปีที่ผ่านมากับคุณภาพและความหลงใหลที่ Ferrari มอบให้กับคนทั่วโลกและนี่คือ 10 รุ่นม้าลำพอง Sport Car ที่ดีที่สุดจาก Ferrari
10. Ferrari 250 GT California Spyder SWB
ปีที่ผลิต: 1960-1961
เครื่องยนต์ 3.0L, V12, 276 แรงม้า
ระบบเกียร์: ธรรมดา 5 Speed, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 140mph

Ferrari 250 GT California Spyder SWB
หน้าตารูปลักษณ์ที่สวยงามอย่างกับออกมาจากหนัง Hollywood ที่พระเอกชอบใช้ขับ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยเทคโนโลยีแบบรถแข่งมาเต็มๆ อยากได้ลุคไหนก็ลงตัวทั้งนั้นไม่ว่าจะ หล่อๆ ขับกินลมหรือความแรงก็ไม่เป็นสองรองใครในยุคนั้น
9. Ferrari F12 berlinetta
ปีที่ผลิต: 2012-ปัจจุบัน
เครื่องยนต์ 6.3-litre V12, 730 แรงม้า
ระบบเกียร์: 7 Speed twin-clutch, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 211mph

Ferrari F12 berlinetta
ตัวเลข 12 ที่ทาง Ferrari นำมาตั้งเป็นชื่อรุ่นมีอะไรหลายๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 12 สูบคือเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดที่ทาง Ferrari เคยทำ, บนรถแข่ง F1 ก็เป็นเครื่องยนต์ V12 กระทั่งรุ่นนี้ F12berlinetta กับเครื่อง V12 วางหน้าทำให้กลายเป็นสุดยอดรถเครื่องยนต์วางหน้าของ Ferari ไปอีกรุ่น
8. Ferrari F50
ปีที่ผลิต: 1995-1997
เครื่องยนต์ 4.7L, V12, 513 แรงม้า
ระบบเกียร์: 6-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 202mph

Ferrari F50
ความสำเร็จของ F40 ทำให้เกิด F50 ออกมา แม้จะไม่ได้มีเหตุผล เรื่องเล่า ความมีที่มาที่ไปชวนให้เป็นรถน่าเก็บเท่ากับ F40 แต่ที่เหนือกว่าคือด้านของการขับขี่ที่ถูกพัฒนามาให้ดีกว่าเดิม
7. Ferrari Dino 246
ปีที่ผลิต: 1969-1974
เครื่องยนต์ 2.4L, V6, 195 แรงม้า
ระบบเกียร์: 5-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 148mph

Ferrari Dino 246
เมื่อ Ferrari ต้องการที่จะมี Sport Car เครื่องวางกลางรุ่นเล็กมาทำตลาดแข่งกับ Porsche 911 ส่งผลให้เกิดแบรนด์ “Dino” นี้ขึ้นมากับเครื่องยนต์ที่เล็กลงจาก V12 มาเป็นเครื่อง V6 และตัวถังที่เล็กกระทัดรัดลงกว่าเดิม
6. Ferrari 365 GTB/4 Daytona
ปีที่ผลิต: 1968-1973
เครื่องยนต์ 4.4L, V12, 352 แรงม้า
ระบบเกียร์: 5-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 174mph
Ferrari 365 GTB/4 Daytona
Enzo Ferrari คือคนหนึ่งที่ติดอยู่กับความดั่งเดิม การวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหน้าคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ทั้งสิ้น จากจุดเริ่มต้นในสนามแข่ง F1 นำมาสู่การสร้าง Production Car จะเป็นรถที่วางด้านหลังตัวคนขับทั้งสิ้นแต่รุ่นนี้ทำให้เกิดความแตกต่างในสายการผลิตด้วยการวางเครื่องไว้ที่ด้านหน้า ประกอบกับในช่วงปี 1966 Lamborghini เปิดตัวรุ่น Miura มากับรูปลักษณ์อารมณ์แบบรถ Daytona หน้ายืด หลังสั้น ด้วยสรีระตัวถังที่ไม่อำนวยในการวางเครื่องไว้ด้านหลังสักเท่าไรทาง Ferrari จึงยอมละความดั่งเดิมนำเครื่องยนต์มาวางไว้ด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลังสำหรับรุ่น Ferrari 365 GTB
5. Ferrari 488 GTB
ปีที่ผลิต: 2015-ปัจจุบัน
เครื่องยนต์ 3.9L twin-turbo, V8, 661 แรงม้า
ระบบเกียร์: 7-speed dual clutch ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 205mph

Ferrari 488 GTB
Sport Car มากมายในปัจจุบันหันไปคบหากับเครื่องยนต์เทอร์โบ ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องอัตราเร่งดีกว่าและสร้างความตื่นเต้นในการขับขี่เพิ่มมากขึ้น 488 GTB คือผลผลิตที่ช่วยตอบความต้องการด้วยเครื่องยนต์ twin-turbo
4. Ferrari 125 S
ปีที่ผลิต: 1947
เครื่องยนต์ 1.5L, V12, 118 แรงม้า
ระบบเกียร์: 5-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: N/A

Ferrari 125 S
นี่คือ Production Car ที่ทาง Ferrari ผลิตออกจำหน่ายเป็นรุ่นแรกเมื่อตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมแข่งประสบปัญหาทางการเงินและต้องการนำเงินมาเพื่อพัฒนาทีม ชื่อเสียงของทีมแข่งนำไปสู่การผลิตรถเพื่อจำหน่ายและมันคือรถรุ่นนี้ที่เป็นรุ่นแรกในสายการผลิต Ferrari 125 S
3. Ferrari 250 GTO
ปีที่ผลิต: 1962-1964
เครื่องยนต์ 3.0L, V12, 300 แรงม้า
ระบบเกียร์: 5-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 175mph
Ferrari 250 GTO
ความหายากและความสำเร็จในด้านมอเตอร์สปอร์ตของ Ferrari นำไปสู่การสร้าง 250GTO ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีความต้องการมากที่สุดตลอดกาล
2. Ferrari F355
ปีที่ผลิต: 1994-1999
เครื่องยนต์ 3.5L, V8, 375 แรงม้า
ระบบเกียร์: 6-speed manual or 6-speed electrohydraulic clutch auto, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 183mph
Ferrari F355
เส้นสายที่สง่างามกับเสียงเครื่อง V8 ลั่นๆ ดังสนั่นทุ่งทำให้ F355 เป็นรุ่นหนึ่งของ Ferrari ที่น่าสนใจของยุค 90 อย่างปฎิเสธไม่ได้แม้แต่น้อย
1.Ferrari F40
ปีที่ผลิต: 1987-1992
เครื่องยนต์ 2.9-litre twin-turbo V8, 471 แรงม้า
ระบบเกียร์: 5-speed manual, ขับเคลื่อนล้อหลัง
Top speed: 201mph
Ferrari F40
F40 คือรถที่ออกมาเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของทาง Ferrari และเป็นรถรุ่นสุดท้ายที่อนุมัติการผลิตโดย Enzo Ferrari ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1988 ด้วยความขลังของเรื่อง จึงส่งให้ทาง Ferrari F40 เป็นอีกรุ่นที่เป็นที่ต้องการ และน่าเก็บอย่างมากในปัจจุบัน
จัดอันดับโดย :: www.autoexpress.co.uk
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ไฟฟ้าสุดหรู เปิดราคาในไทยเริ่มต้นที่ 12.5 ล้านบาท
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV อัครยนตรกรรมสุดหรู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ให้กำลังสูงสุดถึง 658 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 118 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 615 กม. (WLTP) เปิดราคาจำหน่ายไว้ที่ 12,500,000 บาท
โดย Phalath10 เดือนที่แล้ว1.2kผู้อ่าน

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ถูกนำเข้ามาวางจำหน่ายในตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 12,500,000 บาท

สำหรับ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV เป็นอัครยนตรกรรมสุดหรูในนาม Maybach ซัพแบรนด์หรูในเครือ Mercedes ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานอันเหนือระดับ

โดย Mercedes-Maybach EQS 680 SUV นับเป็นยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ที่สามารถมอบประสบการณ์แบบครบทุกสัมผัสทั้ง 5 อย่างเหนือระดับ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Maybach ที่ผสานความหรูหรา และล้ำสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


โดดเด่นด้วยระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมและการจราจร


มาพร้อมการติดตั้งระบบประตูแบบ Soft Close พร้อมประตูไฟฟ้า Electric Door ทั้ง 4 บาน และเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมระบบ KEYLESS-GO Convenience Package Plus สามารถเปิด-ปิดและควบคุมประตูได้ทั้งบานคู่หน้าและคู่หลัง โดยประตูไฟฟ้าสามารถทำงานได้แม้อยู่บนทางลาดชัน และทำงานร่วมกับระบบแจ้งเตือนอันตรายก่อนการเปิด-ปิดประตูรถ

ทั้งยังมาพร้อม Rear axle steering 10° โดยที่ล้อหลังสามารถเลี้ยวได้มากถึง 10° ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวและเลี้ยวได้อย่างง่ายดายแม้ในพื้นที่แคบ

เมื่อเข้ามายังภายในห้องโดยสาร จะพบกับหน้าจอ MBUX Hyperscreen ยาวต่อเนื่องกันถึง 56 นิ้ว ซึ่งออกแบบตามแนวคิด Zero Layer concept พร้อมกระจกป้องกันรอยขีดข่วนคุณภาพสูง Gorilla® Glass แผ่นเดียวต่อเนื่องตลอดทั้งหน้าจอ


โดยแบ่งการใช้งานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หน้าจอ Driver Display แบบ LED matrix backlighting ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอ Central Display แบบ OLED ขนาด 17.7 นิ้ว และ หน้าจอ Co-driver Display แบบ OLED ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งแสดงผลได้คมชัดยิ่งขึ้นผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอ Co-driver Display ในการช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยสามารถตั้งค่า ตรวจสอบสถานะต่าง ๆ ของรถ ค้นหาแผนที่ และใช้งานสื่อบันเทิงได้โดยไม่รบกวนผู้ขับขี่ ผสานการทำงานกับระบบปฏิบัติการ MBUX เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ระบบ NTG7 ที่รองรับคำสั่งเสียงได้มากถึง 27 ภาษา

เติมความลักชัวรีในทุกสัมผัสไปอีกขั้น ด้วยการติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Exclusive Nappa Leather ที่หรูหราและสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้ขับขี่


มาพร้อมเบาะนั่งพิเศษ Active Multi-Contour ที่มีระบบนวดกว่า 10 โปรแกรม แบบ ENERGIZING massage function และระบบปรับอุณหภูมิเบาะแบบ Climate seats ได้ทั้งแบบอุ่นและแบบเย็น ทั้งยังสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM 2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อม HEPA FILTER ผสานการทำงานร่วมกับ AIR BALANCE PACKAGE ในการมอบบรรยากาศที่สดชื่นรอบห้องโดยสาร


Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ทั้งหน้าจอแบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จำนวน 2 หน้าจอ ขนาด 11.6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสัมผัสแบบ Multi-touch ที่ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์หรือ YouTube ได้อย่างง่ายดาย สามารถเล่นเสียงผ่านเครื่องเสียงภายในรถ หรือผ่านหูฟังแบบ Bluetooth Audio พร้อมรองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงแบบ Mini HDMI



มาพร้อม MBUX rear tablet หน้าจอขนาด 7.4 นิ้ว แบบ HD-resolution Display สามารถสลับการใช้งานได้ระหว่าง MBUX และ Android โดยแท็บเล็ตจะเชื่อมต่อและควบคุมหน้าจอต่าง ๆ ภายในรถผ่านสัญญาณ Wi-Fi สามารถควบคุมการเปิด-ปิดม่าน ระบบปรับอากาศ ระบบ climate seat และระบบนวดสำหรับที่นั่งตอนหลังได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการติดตั้งตู้เย็นบริเวณด้านหลังที่เท้าแขนของผู้โดยสารตอนหลัง ความจุ 10 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมอุณหภูมิ (+7°C ถึง +1°C) ออกแบบพิเศษสำหรับแช่แชมเปญได้ 2 ขวด พร้อมที่วางแก้วแชมเปญสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง


นอกจากนี้ ระบบความบันเทิงยังจัดมาแบบเต็มพิกัด สามารถเปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรดได้ด้วยระบบเสียง Burmester® 4D surround sound system ด้วยลำโพงคุณภาพสูงกว่า 15 ตัว แบบ Premium Speakers ติดตั้ง Amplifier Channels ให้กำลังขับสูงสุด 790 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos® และหูฟังไร้สายความละเอียดสูง พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ที่จะมอบประสบการณ์เสียงคุณภาพรอบทิศทาง

รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัย Assistance Package อย่างครบครัน อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา, ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย และ Parking Package พร้อมกล้องรอบคัน 360° ฯลฯ

ในด้านพละกำลังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกติดตั้งบริเวณเพลาขับหน้า และหลัง ให้กำลัง 658 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.4 วินาที มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดีที่สุดอย่าง fully-variable 4MATIC+ all-wheel drive จับคู่แบตเตอรี่แบบ High-voltage ชนิด Lithium-ion ขนาด 118.0 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 615 กม. (WLTP)

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV จะมีสี Non-Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และสีขาว (Polar White) มีสี Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีดำ (Obsidian Black), สีน้ำตาล (Velvet Brown), สีน้ำเงิน (Sodalite Blue), สีเงิน (High-tech Silver), สีเขียว (Emerald Green) และสีเทา (Selenite Grey) ส่วน MANUFAKTUR Paints Finish ทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว (MANUFAKTUR Opalite White Bright) และสีเทา (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid)
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือก Optional Extra เป็นสีทูโทน อาทิ Selenite Grey/Obsidian Black, Nautic Blue/High-tech Silver, Obsidian Black/High-tech Silver, MANUFAKTUR Kalahari Gold Metallic/Obsidian Black และ Onyx Black/Satin Brown เป็นต้น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายของ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV (รุ่นนำเข้า) เริ่มต้นที่ 12,500,000 บาท
![[ครบชุด] T2609108 คนส งอาหารจ างประธานบร เป นแฟนไไปงานเล ยงร](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-922.png)
![[ครบชุด] T2609109 เพ อนแบบน ไม ซะด กว](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-923.png)