Bugatti Chiron Profileé ไฮเปอร์คาร์ 1 เดียวในโลก อยากได้ต้องประมูล
Bugatti Chiron Profileé ไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษแบบ One-Off หรือมีคันเดียวในโลก พ่วงขุมพลังแรง 1,479 แรงม้า ที่ไม่มีไว้ขาย ถ้าอยากได้มาครอบครองต้องเข้าร่วมงานประมูลเท่านั้น

Bugatti ค่ายรถหรูแรงจากฝรั่งเศส นั้นเคยได้สร้างรถรุ่นพิเศษของทาง Bugatti Chiron ออกมามากมายหลากหลายรุ่น แต่ล่าสุดได้สร้างรถที่มาในรูปแบบ One-Off หรือมีคันเดียวในโลก พร้อมกับตั้งชื่อว่า Bugatti Chiron Profileé โดยรถในรุ่นนี้จะไม่มีไว้ขาย แต่ถ้าใครอยากได้เป็นเจ้าของต้องเข้าร่วมงานประมูลเท่านั้น

สำหรับ Bugatti Chiron Profileé จะถูกพัฒนาใหม่ขึ้นมาจาก Chiron Pur Sport รุ่นพิเซศษที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 60 คัน เมื่อปีที่ผ่านมา โดยในจุดไฮไลท์ใหญ่จะเป้นในส่วนของการถอดปีกหลังขนาดใหญ่ออก พร้อมแทนที่ด้วยปีกหลังที่มีขนาดเล็กลง ที่ติดแบบตายตัว โดยออกแบบเพื่อสร้างแรงกดให้กับรถ พร้อมกับนำอากาศร้อนออกจากห้องเครื่อง แต่ถึงมีขนาดเล็กลงแต่ยังคงเน้นในเรื่องสมรรถนะและการควบคุมในแบบสนามแข่ง


นอกจากนั้นในส่วนภายนอกของตัวรถยังมาพร้อมกระจังหน้าทรงเกือกม้าและช่องดักอากาศขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อป้อนอากาศเข้าสู่ห้องเครื่องให้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งใอากาศยังได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยสปริตเตอร์ที่ออกแบบใหม่ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าอีกด้วย



และพิเศษ Bugatti Chiron Profileé ยังมาพร้อมสีพิเศษภายนอกที่จะเป็นโทนสีฟ้า Argent Atlantique Blue ซึ่งไม่มีใน Pur Sport รวมทั้งส่วนล่างของตัวรถที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ที่เคลือบด้วยสี Bleu Royal Carbon ขณะที่ล้อยังมีดีไซน์แตกต่างจาก Chiron รุ่นอื่นๆ และมาในสี Le Patron เพื่อให้กลมกลืนกับตัวรถส่วนล่าง อีกทั้งยังตกแต่งด้วยวัสดุอะลูมิเนียมขัดเงา ตามจุดต่าง ๆ ของภายนอกตัวรถ



สำหรับห้องโดยสารของ Bugatti Chiron Profileé จะได้รับการตกแต่งด้วยความหรุหรา โดยจะรถคันแรกในตระกูล Chiron ที่ตั้งแต่ผลิตออกมา ที่ตกแต่งด้วยการใช้หนังถักจากการใช้แถบหนังยาวรวมกันถึง 2,500 เมตร



เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Gris Rafale และหนังสีน้ำเงินเข้มพร้อมลวดลายควิลท์แบบ “แอร์พาเหรด” ที่คอนโซลกลางมีการเพิ่มตรา Profilée ที่ครอบด้วยอะโนไดซ์สีดำ ซึ่งแตกต่างจากในรุ่น Pur Sport ที่จะเน้นใช้หนัง Alcantara เป็นหลัก

ในด้านพละกำลังของ Bugatti Chiron Profileé ติดตั้งเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว แยกการทำงานเป็น two-stage turbocharging 2 ชุด ให้กำลังมากถึง 1,479 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,598 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ดูอัลคลัทช์ 7 จังหวะ ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.3 วินาที ในขณะที่ความเร็วสูงสุดของรถอยู่ที่ 380 กม./ชม.



พร้อมกับระบบช่วงล่างที่ปรับเซทใหม่โดยทางทีมงานของ Bugatti ได้ปรับเซทสปริงกันสะเทือนให้มีความแข็งกว่ารุ่น Pur Sport อยู่ที่ 10% พร้อมปรับปรุงมุมแคมเบอร์ของล้อหลังเพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้นระหว่างเข้าโค้ง

สำหรับ Bugatti Chiron Profileé รุ่นพิเศษแบบ One-Off หรือมีคันเดียวในโลก ถูกสร้างออกมาแต่ไม่นำมาจำหน่าย แต่จะถูกนำไปประมูลโดย RM Sotheby’s โดยเงินบางส่วนจากการประมูลจะถูกนำไปมอบให้กับการกุศล โดยผู้ที่มีสตางค์และสนใจอย่างครอบครองรถแบบคันเกดียวใน
Ferrari F80 ไฮเปอร์คาร์ไฮบริด 1,200 แรงม้า ทรงพลังที่สุดของเฟอร์รารี่ มีเพียง 799 คัน
Ferrari F80 ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นพิเศษ ทรงพลังที่สุดของทางค่ายม้าลำพอง กับพละกำลังที่มากถึง 1,200 แรงม้า ผลิตมาออกมาเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีของบริษัท มีเพียง 799 คัน กับสนนราคาค่าตัวที่ราว ๆ 3,600,000 ยูโร หรือประมาณ 129.69 ล้านบาท
โดย Phalath12 เดือนที่แล้ว2kผู้อ่าน

เนื่องในงานวาระฉลองครบรอบ 80 ปี ของทาง Ferrari ผู้ผลิตรถซุเปอร์คาร์จากอิตาลี ได้เปิดตัว Ferrari F80 ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นพิเศษ ที่จะออกมาสืบสายเลือดของตำนานความแรงต่อจาก GTO, F40 และ LaFerrari รุ่นพี่ ๆ ของทางค่าย

โดยความร้อนแรงของ Ferrari F80 นั้นจะมาจากเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด V6 3.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบชาร์จ ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ส่งผลทำให้รีดกำลังออกมาได้มากถึง 1,200 แรงม้า ซึ่งว่ากันว่า เป็นรถรุ่นที่ทรงพลังที่สุดของทางค่ายม้าลำพองตั้งแต่มีมา


สำหรับ Ferrari F80 เป็นผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากทีมออกแบบ Ferrari Styling Centre ภายใต้การดูแลของ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของเฟอร์รารี่ โดยจะถูกผลิตออกมาในจำกัดจำนวนเพียง 799 คันเท่านั้น



ในด้านงานออกแบบดีไซน์ ตัวรถได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ferrari F40 ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 40 ปีในช่วงปี 1987 รวมถึงมีส่วนผสมของ Ferrari Daytona SP3 โดยตัวถังของ Ferrari F80 จะมาในรูปแบบคูเป้ มาพร้อมประตูเปิดแบบปีกผีเสื้อ


ในด้านขนาดมิติตัวรถจะมีความยาว 4,840 มม. กว้าง 2,060 มม. สูง 1,138 มม. ระยะฐานล้อ 2,665 มม. มาพร้อมน้ำหนักตัว ไม่รวมของเหลวจะอยู่ที่ 1,525 กก. โดยตัวถังจะถูกประกอบขึ้นจากวัสดุน่ำหนักที่หลากหลาย อาทิเช่นในส่วนของห้องโดยสาร และหลังคาเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และวัสดุคอมโพซิต ขณะที่ซับเฟรมด้านหน้า และด้านหลังเป็นอลูมิเนียม สำหรับตัวถังรถเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในรถแข่ง F1


ส่วนงานออกแบบดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาให้ผู้ขับรู้สึกเหมือนกำลังขับรถแข่งคนเดียว เฟอร์รารี่เรียกเลย์เอาท์เบาะแบบนี้ว่า “+1” มาพร้อมเบาะที่นั่งแบบ Adjustable Sport Bucket ที่เป็นเบาะที่นั่งสีแดงแบบตัวเดียวที่ดูโดดเด่น ขณะที่ตัวเบาะผู้โดยสารจะเป็นเบาะแบบ Fixed กับ Chassis สีดำกลืนไปกับสีของห้องโดยสาร พร้อมกับวางตำแหน่งการจัดวางที่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย

นอกจากนี้การจัดวางตำแหน่งของแผงคอนโซลหน้า และคอนโซลกลางจะถูกปรับองศาให้หันเข้ามาหาผู้ขับขี่ เพื่อที่จะให้ควบคุมได้ง่าย รวมทั้งยังเพื่อลดการละสายตาจากท้องถนน มาพร้อมกับพวงมาลัยแบบใหม่ทรงหัวตัดท้ายตัดที่เป็นทรงเดียวกับรถแข่งในสนาม


มาถึงในส่วนไฮไลท์หลักของตัวรถ Ferrari F80 จะมากับระบบไฮบริด ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 3.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบชาร์จ ที่เป็นบล็อกเดียวกันกับในตัว 296 GTB ให้กำลัง 900 แรงม้า มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร

ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial flux 3 ตัว โดยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวีที่อยู่คู่ล้อหน้าจะให้กำลังตัวละ 142 แรงม้า เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่อยู่คู่ล้อหลัง ให้กำลังขับเคลื่อน 81 แรงม้า ให้กำลังรวม 1,200 แรงม้า มาพร้อม Motor Generator Unit-Kinetic ที่เป็นเทคโนโลยีเดียวกับรถ F1 ซึ่งนำพลังงานที่สูญเปล่าจากการเบรคมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า

โดยตัวรถจะส่งด้วยชุดเกียร์ดูอัลคลัตช์ DCT 8 สปีด ขับเคลื่อนแบบ All-whell Drive ให้อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 2.15 วินาที ต่อเนื่องจาก 0 – 200 กม./ชม. ภายใน 5.75 วินาที ขณะที่ความเร็วสูงสุดจะอยยู่ที่ 350 กม./ชม. มาพร้อมแบตเตอรี่ High Voltage Battery ที่มีความจุไฟ 2.28kWh และมีน้ำหนัก 39 กม. นอกจากนั้นยังมากับแพคเกจแอร์โรไดนมามิคส์บนตัวรถสามารถสร้างดาวน์ฟอร์ซได้ถึง 1,000 กก. ที่ความเร็ว 250 กม./ชม.


ขณะที่ระบบช่วงล่างจะมากับระบบ Active Roll Control ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกัน Ferrari Purosangue ด้านชุดล้อจะเป็นล้อคาร์บอนไฟเบอร์ลาย 5 ก้านที่รัดด้วยยาง Michelin Pilot Sport Cup2 หรือ Pilot Sport Cup2Rs มาพร้อมชุดจานดิสค์คาร์บอน CCM-R Plus ของทาง Brembo

Ferrari F80 ไฮเปอร์คาร์คาร์ไฮบริดรุ่นพิเศษนี้ จะถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 799 คัน ในด้านสนนราคาค่าตัวจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,600,000 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยตกอยู่ที่ประมาณ 129.69 ล้านบาท
![[ครบชุด] T3009028 คนด อย ไหน ใครก เห นค Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1046.png)
![[ครบชุด] T3009031 อย าด กคนบ านนอก! Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/09/image-1047.png)