ไม่หล่อไม่ว่า แต่จะจอดรถชั้น Supercar ราคา(รถ)ต้องถึง!
PPAMมีนาคม 5, 2018
2 minutes read
ส่อง 10 อันดับแบรนด์รถหรู ที่สามารถจอดในชั้น Supercar ได้ ขนมาครบ จัดเต็มทุกแบรนด์ !!
ในปัจจุบัน การหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า ก็ไม่ต่างกับการงมเข็มในมหาสมุทร! ยิ่งในวันหยุด หรือวันนักขัตฤกษ์ บางคนถึงกับต้องขับรถวนหาที่จอด ไม่ต่ำกว่า 2 รอบเลยทีเดียว แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณเด็ดขาด ถ้าคุณขับ Supercar!
Supercar คืออะไร? แปลง่ายๆก็คือ รถยนต์ระดับ luxury brand มีราคาสูง(มากกกก) เพราะมีสมรรถนะทางเครื่องยนต์ที่เป็นเลิศ รูปทรงมีการออกแบบโดยเฉพาะและมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน supercar แต่ละรุ่นต้องมีเทคโนโลยียนตร์กรรมเป็นของตนเอง และได้รับการยอมรับจากมาตรฐานสากลโลก
ซึ่งในประเทศไทย ห้างสรรพสินค้าในเครือ Central และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Siam Paragon ก็จะเตรียมที่จอดรถไว้สำหรับ Supercar โดยเฉพาะ เพราะถือเป็นการอำนวยความสะดวกสบาย แก่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อเยอะเป็นพิเศษ ส่วนรถยนต์ที่เข้าข่าย Supercar จะมีแบรนด์ไหน รุ่นอะไรบ้าง มาเช็คกัน!
10 brands list of Supercar
1. BMW
อ่านว่า บีเอ็มดับเบิลยู (BMW ย่อจาก ภาษาเยอรมัน: Bayerische Motoren Werke; อังกฤษ: Bavarian Motor Works) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของเยอรมนี ตั้งอยู่ที่เมืองมิวนิก ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) และเป็นบริษัทแม่ของมินิ ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูซื้อมาจากโรเวอร์
ส่วนรุ่นที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ คือ รุ่น M2-M6, X5M, X6M, i8, X5M, X6M ซึ่งราคาเริ่มต้น 3.3 – 12.5 ล้านบาท

2.MASERATI
เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ของอิตาลี มีต้นกำเนิดที่เมืองโบโลญญา ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองโมเดนา
ส่วนรุ่นที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ คือ รุ่น Maserati Ghibli, Quattroporte, Grand Turismo ซึ่งราคาเริ่มต้น 6.9 – 11.3 ล้านบาท
3.MERCEDES BENZ
เป็นบริษัทยานยนต์เยอรมนีในเครือเดมเลอร์ ผลิตทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุก ก่อตั้งโดยก็อตต์ลีบ เดมเลอร์ และคาร์ล เบนซ์ ในปีพ.ศ. 2469 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองชตุทท์การ์ท
ส่วนรุ่นที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ คือ รุ่น SL, SLR, SLS, S63/65, CL, CLS, E63, C63, GT S, Maybach และสนนราคาเริ่มต้นที่ 2.4 – 17.4 ล้านบาท
4.ASTON MARTIN
อ่านว่า แอสตันมาร์ติน (ชื่อเต็มของบริษัทคือ Aston Martin Lagonda Limited) เป็นชื่อบริษัทผลิตรถยนต์สปอร์ตหรูของสหราชอาณาจักร มีฐานการผลิตที่เมืองเกย์ดอน (Gaydon) ในอังกฤษ
ชื่อยี่ห้อแอสตันมาร์ตินนี้ ตั้งชื่อตามนามสกุลของลีโอเนล มาร์ติน (Lionel Martin) ผู้ก่อตั้งบริษัท และตามชื่อสถานที่ เนินแอสตัน (Aston Hill) ใกล้กับหมู่บ้านแอสตันคลินตัน (Aston Clinton) ในเมืองบักกิงแฮมเชอร์ (Buckinghamshire) นอกจากนี้ แอสตันมาร์ติน ยังเป็นที่รู้จักในฐานะรถยนต์ของเจมส์ บอนด์ ในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ หลายๆ เรื่อง
และรุ่นที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ คือรุ่น DB7, DB8, DBS, Vantage, Vanquish มีราคาเริ่มต้นที่ 5.2 – 25.9 ล้านบาท
5.FERRARI (อิตาลี : Ferrari)
เป็นบริษัทผลิตรถสปอร์ตจากเมืองมาราเนลโล ประเทศอิตาลี ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1929 มีเอ็นโซ เฟอร์รารี่ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยจุดเริ่มต้นจากการเป็นทีมแข่งรถของอัลฟาโรเมโอ โดยใช้ชื่อว่า “สคูเดอเรีย เฟอร์รารี่” (Scuderia Ferrari) ซึ่งในตอนที่ทำงานอยู่กับอัลฟาโรเมโอนั้น เอ็นโซเองก็เป็นทั้งวิศวกรและนักแข่งรถด้วย
จนมาในปี ค.ศ. 1947 รถยนต์ในนามของเฟอร์รารี่รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้น คือรุ่น 125 เอส เฟอร์รารี่ได้เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชื่อดังที่ประสบความสำเร็จ และมีการจำหน่ายไปทั่วโลก มีสีที่เป็นเอกลักษณ์ คือสีแดง (Rosso Corsa) ซึ่งเป็นของรถแข่งอิตาลี เฟอร์รารี่ ถือเป็นค่ายรถที่ประสบความสำเร็จในกีฬาฟอร์มูล่าวันมากที่สุด
ในปัจจุบัน เฟอร์รารี่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของความเร็ว ความหรูหรา และความรวย รถเฟอร์รารี่มีฉายาที่คนไทยรู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า “ม้าลำพอง” ดังนั้น ทุกรุ่นของรถแบรนด์นี้สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ และราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 23.3 – 35 ล้านบาท
6.ROLLS-ROYCE
อ่านว่า โรลส์-รอยซ์ เป็นรถยนต์สุดหรูจากประเทศอังกฤษ บริษัทก่อตั้งโดย เฟดริก เฮนรี่ รอยซ์ และ ชาร์ล โรลส์ รถยนต์ของโรลส์-รอยซ์มีลักษณะเป็นรถยนต์หรูหราขนาดใหญ่ นอกจากนี้รถยนต์แล้ว ยังได้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน ให้แก่เรือเหาะ (Zeppelin) ปัจจุบันบีเอ็มดับเบิลยูเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของโรลส์รอยซ์
ด้วยความแพง และความหรูหรานี้ทำให้รถทุกรุ่นของ Rolls-Royce สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ และราคาเริ่มต้นที่ 29.9 – 59 ล้านบาท
7.LAMBORGHINI
(ในภาษาอังกฤษบางครั้งเรียก แลมบอร์กินี) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลีอย่าง Automobili Lamborghini S.p.A ได้ก่อตั้งโดย Ferruccio Lamborghini ในปี ค.ศ. 1963 เน้นเจาะตลาดตลาดไปที่การผลิตรถสปอร์ต มีคู่แข่งทางตลาดที่สำคัญ คือ เฟอร์รารี ซึ่งเป็นรถสัญชาติเดียวกัน ต่อมา ลัมโบร์กีนี อยู่ในการครอบครองของเอาดี้ เอจี ในเครือโฟล์กสวาเกนกรุ๊ป
ลัมโบร์กีนี นั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสำหรับ ความเร็ว และความหรู เช่นเดียวกับ เฟอร์รารี ส่วนการออกแบบตราสัญลักษณ์ของลัมโบร์กินีนั้นได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการแข่งขันสู้วัวกระทิงในประเทศสเปน
ปัจจุบัน Lamborghini ได้ตั้งทีมแข่งรถที่ชื่อว่า Squadra Corse ในการแข่งขัน Super Trofeo, GT3 และเพื่อจัดโปรแกรมการทดสอบรถสำหรับลูกค้า
ซึ่งทุกรุ่นของลัมโบร์กินีเป็นรถที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้างได้ ส่วนราคาเริ่มต้น 22.8 – 40.5 ล้านบาท
8.PORSCHE (เยอรมัน: Porsche พอร์เชอ)
เป็นยี่ห้อรถยนต์ของเยอรมนี ผลิตโดยบริษัท Dr. Ing. h.c. F. Porsche AG ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 โดย ดร. แฟร์ดีนันด์ พอร์เชอ (Ferdinand Porsche) วิศวกรชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท DR.ING.H.V. PORSCHE AG และผลิตรถยนต์จำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1948 และใช้ตราประจำเมืองชตุทท์การ์ท (Stuttgart) อันเป็นที่ตั้งโรงงานเป็นสัญลักษณ์
ปัจจุบันได้ผลิตรถยนต์ เช่น ปอร์เช่ 911 (991), ปอร์เช่ บ็อกซเตอร์, ปอร์เช่ คาเยนน์, ปอร์เช่ เคย์แมน ล่าสุดคือ ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 ที่เปิดตัวไปเมื่อค.ศ. 2015
ด้วยเป็นรถแบรนด์สุดหรูทำให้ทุกรุ่นของปอร์เช่สามารถจอดได้ในชั้น Supercar ของห้าง และมีราคาเริ่มต้น 6.3 – 21.9 ล้านบาท
9.AUDI
(เยอรมัน: เอาดี้ ;บางครั้งเรียก ออดี้ ในภาษาอังกฤษ) เป็นชื่อบริษัทผลิตรถยนต์ของประเทศเยอรมนี มีสำนักงานอยู่ที่เมืองอิงโกล์ชตัดช์ ใกล้เมืองมิวนิก ในแคว้นบาวาเรีย ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1899
จัดว่าเป็นรถที่มีคุณภาพทัดเทียมกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ บีเอ็มดับเบิลยู ปัจจุบันอยู่ในเครือโฟล์กสวาเกน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในเยอรมนี ซึ่งเอาดี้ก็มีบริษัทในเครือคือลัมโบร์กีนี รถยนต์สปอร์ตจากประเทศอิตาลี
รถรุ่น Audi ที่สามารถจอดในชั้น Supercar ของห้าง ได้แก่ รุ่น R8, RS4, RS5, RS6, RS7 และราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3.1 – 7.9 ล้านบาท
10.LEXUS
เป็นชื่อบริษัทผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นอยู่ในเครือโตโยต้า ผลิตรถประเภทพรีเมี่ยม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2532 รถยนต์รุ่นแรก คือ แอลเอส 400 และ อีเอส 250
เล็กซัส เริ่มทำการตลาดครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก และขายดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ในสหรัฐอเมริกา ต่อมาก็ได้ทำการตลาดที่อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย
ฮันเตอร์คอมมิวนิเคชัน ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ของเล็กซัสได้อธิบายถึงโลโก้ของเล็กซัสว่า เป็นรูปตัวอักษร L ตัวเอียง อยู่ในกรอบวงกลม โดยคำว่า เล็กซัส (Lexus) ย่อมาจาก “Luxury Edition for the United States”
ด้วยความที่เป็นระดับพรีเมี่ยม เล็กซัสจึงถูกจัดให้ในระดับเดียวกับ ออดี้ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์ซิเดส-เบนซ์ และอื่นๆ
ส่วนรถรุ่น Lexus สามารถจอดได้ในชั้น Supercar ของห้าง คือ รุ่น LFA ซึ่งมีราคา 24.5 ล้านบาทเลยทีเดียว
BMW I8 Roadster 2019 สปอร์ตเปิดประทุนดีไซน์ล้ำ เร็วขั้นสุด ขับสนุกสุดใจปรารถนา

Share on FacebookShare on TwitterShare on Line
Overview Of Car
เวอร์ชั่นเปิดประทุนของสปอร์ตคาร์ดีไซน์ล้ำอนาคต เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบ พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า 374 แรงม้า เร่ง 0-100 ใน 4.4 วินาที เร็วขั้นสุด ขับสนุกสุดใจปรารถนา ราคา 12,999,000 บาท
อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงแต่ BMW i8 Roadster คือรถจากอนาคตที่สามารถจับต้องได้ มันรวมที่สุดแห่งนวัตกรรมของ BMW เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่วัสดุทีใช้ผลิต โครงสร้างตัวถัง การออกแบบ ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนไฮบริด ดูเผินๆ นึกว่าเป็นคอนเซ็ปต์คาร์แต่ทว่านี่คือรถที่ผลิตออกมาขายจริงๆ แล้ว
BMW i8 เป็นรถสปอร์ต 2 ประตู มี 2 เวอร์ชั่นคือ i8 Coupe หลังคาแข็ง และ i8 Roadster หลังคาเปิดประทุน มันสะท้อนจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพได้อย่างล้ำสมัย ขับเคลื่อนในระบบปลั๊กอินไฮบริดควบคู่กับเทคโนโลยี eDrive ใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถวิ่งได้นานและไกลมากขึ้นโดยไร้การปล่อยมลภาวะ สำหรับประเทศไทย BMW Group นำ i8 Roadster เข้ามาจำหน่าย เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว และวันนี้เราจะพาไปลองขับกัน

1 of 22
BMW I8 Roadster

สเปครถยนต์
| Body Style: | Roadster |
|---|---|
| Description: | สปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนสี่ล้อ |
| Engine: | เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว |
| Fuel Consumption: | 50 กม./ลิตร (ค่าโรงงาน) |
| Fuel Type: | เบนซิน |
| Make: | ฺBMW |
| Max Power: | 374 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที |
| Max Torque: | 570 นิวตันเมตร ที่ 3,700 รอบต่อนาที |
| Model: | BMW i8 Roadster |
| Price Guide: | 12,999,000 บาท |
| Release Date: | สิงหาคม 2018 |
| 0-100 km/h: | 4.4 วินาที |
| Transmission: | เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด |
ที่สุดแห่งวัสดุและการออกแบบ
รูปทรงของ i8 Roadster มีลักษณะแบนและต่ำเฉกเช่นซูเปอร์คาร์ เส้นสายตัวถังสะท้อนถึงความเป็นรถแห่งอนาคตและลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight และนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัยถูกนำมาใช้ในการออกแบบรถทั้งคัน วัสดุที่นำมาทำเป็นชิ้นส่วนตัวถังนั้นไม่ใช่โละแต่เป็นเทอร์โมพลาสติกที่มีความเหนียว ทนต่อการบิดตัวได้ดีและมีน้ำหนักเบา เฟรมตัวถังทำจากอะลูมิเนียมผสมคาร์บอนไฟเบอร์ให้ความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา โดยมีโครงที่ยึดโยงเข้ากับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบวางกลางลำ โครงแชสซีด้านหน้ายึดติดกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โครงโลหะที่ใช้ยึดคอนโซลหน้าผลิตขึ้นรูปจากแมกนีเซียม กระจกบังลมทุกบานมีความหนาลดลงเหลือ 0.7 มม. ผลของการใช้วัสดุประสิทธิภาพสูงคือน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 1,670 กก.
ชิ้นส่วนอลูมิเนียมที่เชื่อมต่อกลไกการเปิดปิดหลังคาเข้ากับตัวรถผลิตขึ้นด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบสามมิติ ถือเป็นการบุกเบิกเทคโนโลยีด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์เพราะการผลิตโครงสร้างยึดเกาะที่เชื่อมต่อกันในรูปทรงเรขาคณิตแบบนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยกระบวนการหล่อขึ้นรูปในแบบดั้งเดิม ขณะที่การพิมพ์แบบสามมิตินี้ ยังช่วยให้ชิ้นส่วนดังกล่าวมีทั้งความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา

มิติตัวรถยาว 4,689 มม. กว้าง 1,982 มม. สูง 1,289 มม. เมื่อดูขนาดแล้วมันเป็นรถที่ไม่ใหญ่เทอะทะ ระยะฐานล้อ 2,800 มม. ทำให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่มากพอสำหรับความสบายขณะขับขี่ ระยะต่ำสุดถึงพื้น 117 มม. เตี้ยติดดินแต่ขับไม่ลำบากมากนักบนท้องถนนของเมืองไทย ห้องเก็บสัมภาระอยู่ที่ฝากระโปรงหน้า มีขนาด 88 ลิตร ใส่ของจุกจิกได้นิดหน่อยเท่านั้น
i8 Roadster ของเรามาในตัวถังเทาเข้มสลับดำ เสริมความเด่นชัดด้วยเส้นสีฟ้าที่กรอบกระจังหน้า สเกิร์ตข้าง และกันชนท้าย กระจังหน้าทรงไตคู่เป็นแบบทึบสีดำเงา ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์พร้อมเทคโนโลยี Laserlight ไฟเดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ LED เส้นสวยคม เสริมภาพลักษณ์ของรถให้ดูสปอร์ตและดุดัน สัญลักษณ์ Roadster ประทับเด่นอยู่ที่บริเวณท้ายรถและเสา C-pillar โครงกระจกหน้ามาในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา จุดเด่นของ i8 Roadster คือประตูแบบปีกนก เวลาเปิดต้องใช้พื้นที่มาก ไม่เหมาะกับการจอดในซองแคบๆ เป็นอย่างยิ่ง

หลังคาผ้าใบของ i8 Roadster เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าภายในเวลา 15 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. หลังคาจะถูกเก็บลงในลักษณะตั้งฉากทำให้ไม่รบกวนพื้นที่ส่วนอื่น เมื่อเปิดหลังคาแล้วกระจกบานหลังจะทำหน้าที่เป็นแผ่นกันลมป้องกันลมหมุนในห้องโดยสาร
แนวหลังคาที่ลู่ลงด้านหลังมีลักษณะเป็นครีบระบายลมในตัว เช่นเดียวกับบริเวณโป่งล้อหลังที่สอดรับกับแนวหลังคาอย่างลงตัว การออกแบบเหล่านี้ได้ทั้งภาพลักษณ์สุดล้ำอนาคตและแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม ไฟท้าย LED รูปทรงล้ำสมัย ท่อไอเสียซ่อนอยู่กันชนท้าย ติดตั้งล้ออัลลอย BMW i ขนาด 20 นิ้ว ลาย W-Spoke ยางหน้าขนาด 215/45 R20 ยางหลังขนาด 245/40 R20 นอกจากนี้ i8 Roadster ยังมีระบบจำลองเสียงเพื่อให้ผู้ใช้ทางเท้าได้ยินด้วย

ภายในสปอร์ตขั้นสุด
การเป็นรถสปอร์ตตัวเตี้ย ประเด็นแรกที่ต้องทำใจคือการเข้า-ออกรถ คุณต้องย่อตัวแล้วหย่อนก้นลงไปที่เบาะ จากนั้นค่อยยกขาข้ามขอบประตูหนาๆ เข้าไป เวลาออกก็ต้องใช้แรงลุกมากหน่อย ประตูของ i8 Roadster ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เวลาเปิดน่ะง่ายแต่เวลาปิดต้องออกแรงเยอะ
เบาะนั่งของ i8 Roadster เป็นทรงสปอร์ต Bucket seat ข้อดีคือมันให้ความแน่นกระชับโอบรัดกับลำตัวได้ดี ล็อกตัวให้อยู่นิ่งเวลาเข้าโค้ง แต่มันไม่ค่อยนุ่มสบายสักเท่าไร คุณสามารถหาตำแหน่งนั่งขับได้ง่ายเพราะเบาะนั่งเป็นระบบปรับไฟฟ้าได้หลายทิศทาง พวงมาลัยก็ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ขึ้น-ลง-เข้า-ออก มีฟังก์ชั่นจดจำตำแหน่งการปรับ เข้ารถมาเพียงแค่กดปุ่มเดียวระบบจะปรับตำแหน่งให้เลยอัตโนมัติ

ภายในใช้โทนสีดำประดับตกแต่งด้วยลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ แดชบอร์ดเป็นวัสดุซอฟต์ทัช งานประกอบต่างๆ แน่นหนาและประณีต เมื่อเข้ามานั่งประจำตำแหน่งหลังพวงมาลัย คุณจะรู้สึกแน่นกระชับเป็นหนึ่งเดียวกับรถ แดชบอร์ดและคอนโซลกลางโอบล้อมรอบตัว ทัศนะวิสัยการมองรอบตัวรถต้องบอกว่าเป็นแบบสปอร์ตเต็มขั้น ตำแหน่งนั่งขับอยู่ต่ำดังนั้นการมองรอบคันก็จะถูกจำกัดไปด้วย เสาหน้ามีขนาดค่อนข้างใหญ่บางครั้งจึงรู้สึกถูกบัง กระจกมองข้างให้มุมมองที่ดี มุมมองผ่านกระจกหลังถูกบีบด้วยขนาดที่เล็ก

แม้จะมีเพียง 2 ที่นั่งแต่พื้นที่ก็เพียงพอกับคนตัวสูง 180 ซม. ที่ว่างเหนือศีรษะยังเหลือ จอหน้าปัดดิจิตอลมีความคมชัด ความละเอียดสูง กราฟิกสวย อ่านค่าง่ายและบอกข้อมูลละเอียดครบครัน พวงมาลัยทรงสปอร์ตขนาดกระชับมือมีแพดเดิลชิฟท์อยู่ด้านหลัง คอนโซลกลางจัดวางปุ่มปรับโหมดขับขี่ เบรกมือไฟฟ้า ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่ม eDrive ให้ใช้งานได้อย่างถนัดมือ หัวเกียร์ทรงสปอร์ตแบบแท่งจอยสติ๊กใช้งานง่าย มีโหมด M สำหรับควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมี Head-up display คอยบอกข้อมูลสำคัญหน้าผู้ขับขี่

ระบบสาระบันเทิง iDrive ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แสดงผลผ่านหน้าจอกลางขนาด 8.8 นิ้ว ลายละเอียดคมชัด เมนูต่างๆ ใช้งานง่าย ระบบลื่นไหลมากๆ สั่งการง่ายผ่านแป้นหมุนที่คอนโซลกลาง ฟังก์ชั่นใช้งานมีครบครัน เช่น ระบบนำทาง Navigation System รองรับ Apple CarPlay และ BMW ConnectedDrive ที่มีฟีเจอร์เด่นอย่างระบบแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real-time, บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service, ระบบ Remote Service, ระบบ Teleservice และปุ่มโทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call ขณะที่ระบบเสียงก็เป็นของ Harman Kardon ฟังเพราะทุกแนวเพลง

ขุมพลังแห่งอนาคต
ระบบขับเคลื่อนของ i8 Roadster ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบเรียง ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ 231 แรงม้า ที่ 5,800 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 3,700 รอบ/นาที ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า Synchronous electric motor 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 142 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 0-2,500 รอบ/นาที เมื่อรวมพลังทั้งสองระบบเข้าด้วยกันจะได้พละกำลังถึง 374 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 570 นิวตันเมตร ที่ 3,700 รอบ/นาที
เครื่องยนต์ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 2-Stage ขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยที่เครื่องยนต์ส่งกำลังลงล้อคู่หลัง มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังลงล้อคู่หน้า สมรรถนะของสปอร์ตคันนี้ไม่ธรรมดา เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ปล่อย CO2 51 กรัม/กม. เท่านั้น
แบตเตอรี่ของ i8 Roadster เป็นแบบ Lithium-ion ความจุ 11.6 kWh มันสามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วน eDrive ได้ไกลถึง 35 กม. บนความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. แบตเตอรี่รองรับการชาร์จเร็ว สามารถชาร์จถึง 80% ในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

การขับขี่
ทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คุณจะพบกับความเงียบเพราะเครื่องยนต์จะยังไม่ทำงาน ในการขับความเร็วต่ำเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าที่คอยส่งกำลังไปหมุนล้อหน้าพาให้รถเคลื่อนที่ กระบวนการนี้จะเป็นไปด้วยความเงียบและไร้ซึ่งมลพิษ เมื่อระดับไฟในแบตเตอรี่ใกล้หมดหรือคุณกดคันเร่งเพิ่มความเร็ว เครื่องยนต์จะเข้ามารับช่วงต่อโดยแทบจะไม่รู้สึกถึงการสลับหน้าที่การทำงาน
หากกดคันเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยกันส่งแรงบิดลงสู่ล้อทั้งสี่ คุณจะรู้สึกได้ถึงแรงดึงอันน่าทึ่งก่อนที่รถจะพุ่งแหวกอากาศไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดส่งต่อกำลังอย่างราบรื่นไม่มีอาการสะดุดให้เห็นแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่อาจไม่ถูกใจขาซิ่งสักเท่าไรคือเสียงเครื่องยนต์ที่อาจจะไม่หนักแน่นดุดันตามแบบฉบับสปอร์ตคาร์ราคาแพง

การบังคบควบคุมของ i8 Roadster มีความเฉียบคม ว่องไว และกระฉับกระเฉง ไม่ว่าจะเป็นย่านความเร็วใดคุณก็จะรู้สึกได้ถึงความสนุกทุกครั้ง การเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็ว การหักเปลี่ยนทิศทางไวๆ ก็ตอบสนองได้ดี ระบบกันสะเทือนหน้าแบบดับเบิลวิชโบนด้านหลังแบบมัลติลิงก์ให้ความนุ่มนวลในระดับที่รถสปอร์ตชั้นดีควรจะเป็นคือไม่ได้นุ่มแบบรถหรูแต่มีความเฟิร์มสอดแทรกอยู่ การรับแรงสะเทือนทำได้ดี ขับแล้วไม่กระเด้งกระดอนเหมือน M2
ที่ความเร็วสูง i8 Roadster เกาะถนนแน่นหนึบ รถนิ่งมาก ไม่ว่าจะโค้งซ้ายหรือโค้งขวาก็ยังควบคุมได้อย่างมั่นใจจากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำติดพื้น พวงมาลัยปรับอัตราทดมาแบบสปอร์ต ระยะฟรีน้อย คมและไว แต่พอใช้ความเร็วสูงจะมีความหนืดมากขึ้นซึ่งเมื่อหักลบความคมและไวแล้วมันกลายเป็นระบบบังคับเลี้ยวที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
แป้นเบรกปรับเซ็ตมาได้เป็นธรรมชาติคือไม่ต้องเหยียบลึกก็เริ่มรู้สึกหน่วงทำให้สามารถกะน้ำหนักการเหยียบได้ง่าย ส่งผลต่อการกะระยะเบรกที่แม่นยำ การตอบสนองของเบรกมีความนุ่มนวล สามารถหยุดรถจากความเร็วสูงได้อยู่หมัด

สิ่งที่น่าประทับใจคือความเงียบในห้องโดยสาร หากเทียบกับรถสปอร์ตร่วมค่ายหลายๆ รุ่นแล้ว เจ้า i8 Roadster ป้องกันเสียงรบกวนได้ดีกว่า เสียงยางจะเริ่มดังที่ 100 กม./ชม. เสียงลมต้องทะลุ 110 กม./ชม.ขึ้นไปจึงจะเริ่มได้ยินตามขอบกระจกหน้าต่าง
i8 Roadster มีทั้งหมด 4 โหมดขับขี่คือ ECO PRO COMFORT SPORT และ eDRIVE เราขับในโหมด COMFORT เป็นหลักซึ่งมันก็ให้อรรถรสในการขับที่ดีเลย ต้องการกำลังใช่มั้ย? มีมาให้ใช้แบบเต็มๆ ขณะเดียวกันก็ยังขับในเมืองได้ ทั้งยังมีความประหยัดที่น่าพอใจ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสุขสบาย ขับกินลมชมวิวทางไกลยิ่งเหมาะสมเลย
นอกจากนี้ i8 Roadster ยังมาพร้อมระบบ Driving Assistant ประกอบด้วย ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ตรวจจับรถและคนเดินถนนที่ความเร็วต่ำ ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติขณะถอยจอด และระบบเตือนป้ายจราจร เรียกได้ว่าครบครันเรื่องความปลอดภัย

สรุปความน่าใช้
i8 Roadster คือยานยนต์แห่งอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย โดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงเสน่ห์ของซูเปอร์คาร์เครื่องวางกลางเอาไว้แล้วเสริมด้วยเส้นสายที่สะดุดตา เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านวัสดุและโครงสร้างที่ช่วยเติมเต็มให้รถคันนี้มีไดนามิกการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ และระบบขับเคลื่อนที่แม้จะเป็นเครื่องเบนซินบล็อกเล็กแต่กลับให้พละกำลังอันน่าทึ่งจากมอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูง มันจึงเป็นรถสปอร์ตที่ครบเครื่องทุกคุณสมบัติทั้งความสนุก ปราดเปรียว ว่องไว เฉียบคม แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้าคุณชอบนวัตกรรม ชอบความล้ำอนาคต ค่าตัว 12.999 ล้านบาทคือการลงทุนที่น่าสนใจ

