เปิดวาร์ปรถ “ซุปเปอร์คาร์ที่น่าจับตามองในปี 2025” จากแบรนด์ดังหลากค่ายหลายสไตล์ มีคันไหนเตะตาคุณได้บ้าง… ไปชมกันค่ะ
ซุปเปอร์คาร์ที่น่าจับตามองปี 2025
อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกเราอยู่ในภาวะสงคราม ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายรถยนต์ทั่วโลกหดตัวลงอย่างมาก แต่ไม่ใช่สำหรับ “รถยนต์หรู” หรือ “ซุปเปอร์คาร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งพบว่ายอดขายรถยนต์หรูยังคงสามารถเติบโตสวนทางกับยอดขายรถยนต์ประเภทอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยอดขายรถหรูในตลาดประเทศจีน สำหรับในประเทศไทยบ้านเราก็เช่นเดียวกัน นอกจากจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังขยายลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นั่นหมายความว่าศักยภาพและกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่มากพอตัว ดังนั้นแล้ววันนี้เลดี้จะมาชี้เป้า รถซุปเปอร์คาร์ที่น่าจับตามองในปี 2025 จะมีคันไหนน่าสนใจบ้างไปชมกันค่ะ
- Aston Martin Valhalla
- Mercedes-AMG PureSpeed
- Maserati GranTurismo 110 ANNIVERSARIO
- Alfa Romeo 33 Stradale
- Lamborghini Revuelto Opera Unica
Aston Martin Valhalla

Aston Martin Valhalla ซุปเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดเครื่อง V8 วางกลาง ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน โดยถูกวางตำแหน่งให้ขั้นกลางระหว่าง Valkyrie และ Vanquish มาพร้อมกับโครงสร้างโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์ที่พัฒนาร่วมกับ AMPT (Aston Martin Performance Technologies) ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ซึ่งสามารถสร้างแรงกดได้มากกว่า 600 กก. ในความเร็ว 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีปีกหน้าแบบแอ็คทีฟใหม่ ทำงานร่วมกับปีกหลังแบบแอ็คทีฟที่จะยกตัวขึ้นเมื่อคุณใช้งานในโหมด Race พร้อมระบบ DRS ท่อไอเสียแยกออก 4 ท่อ โดยคู่นึงจะอยู่ด้านบนส่วนอีกคู่จะอยู่ใต้ดิฟฟิวเซอร์ ในส่วนของช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Push Rod ด้านหลัง 5link ติดตั้งโช้คอัพ Bilstein DTX ตัวล่าสุด พร้อมจานเบรกคาร์บอนเซรามิกด้านหน้าขนาด 410 มิลลิเมตร และคาลิปเปอร์ 6 สูบ ด้านหลังขนาด 390 มิลลิเมตร และคาลิปเปอร์ 4 สูบ ล้อฟอร์จขอบหน้า 20 นิ้ว หลัง 21 นิ้ว รัดด้วยยาง Michelin Pilot Sport S 5 รหัส AML

ภายในห้องโดยสารดีไซน์ดุดันแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา ติดตั้งหน้าจอแดชบอร์ดขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ตรงกลางขนาดเท่ากัน 10.25 นิ้ว ซึ่งทั้ง 2 จอนี้จะแสดงข้อมูลต่างๆ ของตัวรถแบบละเอียดยิบที่ออกแบบมาเพื่อ Valhalla โดยเฉพาะ เบาะโดยสารคาร์บอนไฟเบอร์จัดวางตำแหน่งเพียงที่นั่งเดียวสไตล์รถแข่ง F1 ร่วมสุนทรีย์ไปกับระบบเสียงรอบทิศทางของ Bowers & Wilkins พร้อมลำโพง 14 ตัว 745 วัตต์


Valhalla มาพร้อมกับขุมพลัง PHEV ปลั๊กอินไฮบริด V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ผสานมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ผลิตพละกำลังรวม 1,079 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 2.5 วินาที Top Speed อยู่ที่ 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง ติดตั้งเกียร์ 8 สปีด DCT คลัทซ์คู่ พร้อม e-reverse โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเวลาถอยหลัง และ Electronic Limited-Slip Differential (E-Diff)
Mercedes-AMG PureSpeed

Mercedes-AMG PureSpeed เป็นรถรุ่นพิเศษคันแรกใน Mercedes Mythos Series เพิ่งเผยตัวครั้งแรกก่อนการแข่งขัน F1 Abu Dhabi Grand Prix รถยนต์สมรรถนะสูง 2 ที่นั่ง แบบไม่มีหลังคารวมถึงกระจกบังลมด้านหน้า นั่นหมายความว่ารถคันนี้เค้าไม่มีเสา A แต่แทนที่ด้วยโครงเหล็กกล้าพาดกลางตัวรถ เรียกว่าระบบ HALO ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรถ F1 ไว้กรณีที่เกิดอุบัติเหตุจะสามารถปกป้องศีรษะของผู้ขับขี่ได้ รวมถึงมีโรลบาร์แข็ง 2 จุด ถัดจากเบาะหลังเรา พร้อมกับแถมหมวกกันน็อคที่ออกแบบพิเศษให้มาด้วย 2 ใบ ซึ่งภายในหวมกจะมีระบบอินเตอร์คอมไว้ใช้ในการสื่อสารกันระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

ตัวถังใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมสเปซเฟรม ซึ่งประกอบไปด้วย อะลูมิเนียม แมกนีเซียม ไฟเบอร์คอมโพสิต เหล็ก และคาร์บอนไฟเบอร์ ใต้ท้องรถเสริมด้านอากาศพลศาสตร์คล้ายกับ AMG GT 63 PRO เพื่อชดเชยที่ไม่มีหลังคาและเพิ่มแรงกด มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนแบบกึ่งแอคทีฟไฮดรอลิก และให้เบรกคาร์บอนเซรามิคแบบมาตรฐาน PureSpeed ใช้เครื่องยนต์ AMG 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ผลิตพละกำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 3.6 วินาที Top Speed อยู่ที่ 315 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งกำลังด้วยเกียร์ 9 สปีด AMG SPEEDSHIFT MCT 9G ขับเคลื่อนสีล้อ


ภายในห้องโดยสารติดตั้งด้วยนาฬิกาเข็มอนาล็อกสั่งทำพิเศษโดย IWC Schaffhausen บริเวณกลางแผงหน้าปัดยึดฐานด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เงา เครื่องเสียงรอบทิศทาง 3 มิติ ของ Burmester พร้อมลำโพง 15 ตัว 1,170 วัตต์ บริเวณคอนโซลกลางประทับตรา “1 จาก 250” คัน
Maserati GranTurismo 110 ANNIVERSARIO

Maserati รถยนต์ซุปเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี ที่มีการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ได้เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนาน 110 ปี ของพวกเขาด้วยการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นพิเศษ GranTurismo 110 ANNIVERSARIO ซึ่งมีให้เลือก 2 สไตล์ โดยจะแบ่งออกเป็นรุ่นละ 55 คัน มาพร้อมกับตัวถังภายนอกสีน้ำตาล Rame Folgore ห้องโดยสารสีทูโทนขาว Econyl Ghiaccio ตัดสีน้ำเงิน Denim เดินด้ายสีทองแดง ส่วนอีกรุ่นมาพร้อมกับตัวถังภายนอก สีน้ำเงิน Blu Inchiostro ห้องโดยสารสีทูโทนดำตัดน้ำเงิน ซึ่งทั้งสองรุ่นจะประดับตราตรีศูลพร้อมตัวเลข 110 ปี บริเวณเสา C ล้อและคาลิปเปอร์เบรกเป็นสีทองแดงพิเศษ



GranTurismo 110 ANNIVERSARIO หรือ GranTurismo Folgore ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ผลิตพละกำลัง 761 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,350 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับแบตเตอรี่ Lithium-ion เทคโนโลยี 800 โวลต์ ความจุ 92.5 kWh ทำให้วิ่งได้ไกลสูงสุด 450 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 2.7 วินาที Top Speed อยู่ที่ 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง
Alfa Romeo 33 Stradale

Alfa Romeo 33 Stradale ซุปเปอร์คาร์รุ่นพิเศษที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 33 คันในโลก พร้อมส่งมอบคันแรกก่อนสิ้นปี 2024 นี้ จบการทดสอบในสนาม Nardò Technical Center ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสนามแข่งรถวงกลมที่เร็วที่สุดในโลก เพื่อที่จะรีดเค้นประสิทธิภาพตัวรถออกมาให้ถึงขีดสุด โดยทำการตรวจสอบพารามิเตอร์พลวัตต่างๆ อย่างละเอียด อาทิ อากาศพลศาสตร์ ความเร็วสูงสุด อุณหภูมิสูงสุด ระบบระบายความร้อนขณะขับเคลื่อน และการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร มีการทดสอบเพื่อประเมินความแม่นยำของระบบบังคับเลี้ยวและการตอบสนองของระบบเบรกในโหมดขับขี่ที่ต่างกัน ซึ่งในระยะเบรก 100-0 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถทำได้ต่ำกว่าระยะ 33 เมตร

จากการทดสอบ Top Speed ทำได้ 333 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที ด้วยขุมพลังขับเคลื่อน V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ผลิตพละกำลังได้ประมาณ 620 แรงม้า ติดตั้งระบบส่งกำลังด้วยเกียร์คลัทซ์คู่ 8 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง และเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิปอิเล็กทรอนิกส์


33 Stradale เป็นผลงานสุดพิเศษจาก Carrozzeria Touring Superleggera บริษัทผู้เชี่ยวชาญงานสร้างตัวถังจากประเทศอิตาลี เป็นการดึงเอาความสมบูรณ์แบบขององค์ประกอบต่างๆ จากในรุ่นเดิมในปี 1967 มาปรับใช้ให้เข้ากับรถยนต์ยุคใหม่
Lamborghini Revuelto Opera Unica

Lamborghini เผยโฉม Revuelto Opera Unica สีแดงสุดร้อนแรง ในงาน 2024 Lamborghini Esperienza Arte ซึ่งจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อโชว์ลูกค้าชาวจีนให้เห็นถึงงานฝีมือ Ad Personam ของ Lamborghini ว่าสุดยอดแค่ไหน โดยที่ Revuelto Opera Unica คันนี้ผสมผสานไปด้วยความเร็ว พลัง และศิลปะได้อย่างลงตัว ตัวถังภายนอกเป็นการผสานของสีแดง Rosso Mars, แดง Arancio Dac และส้ม Arancio Apodis และยังมีงานไล่เฉดของสีดำ Nero Pegaso และสีแดง Rosso Efesto ในส่วนที่เราเห็นเป็นเส้นลายขีดๆ นั้นทำโดยช่างฝีมือพิเศษที่กินเวลามากถึง 480 ชั่วโมง

Revuelto Opera Unica มาพร้อมกับขุมพลังการขับเคลื่อนรหัส L545 ขนาด 6.5 ลิตร N/A ผลิตพละกำลัง 825 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ/นาที ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ที่ให้กำลังรวม 1,015 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ภายในเวลา 2.5 วินาที Top Speed มากกว่า 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ห้องโดยสารมาในโทนสีดำ Nero Ade ตัดกับสีแดง Rosso Efesto ที่ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานถึง 53 ชั่วโมง เพื่อให้ได้งานเย็บแบบกลับด้านและขอบท่อที่ล้อมรอบ Logo แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ Opera Unica ผสานสีแดง Rosso Efesto และขาว Bianco Monocerus เข้าด้วยกัน
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ต้องที่ ตลาดรถมือสอง One2car ซื้อรถง่าย ขายรถไว ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน
อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ที่ Autospinn.com
Rolls – Royce ราคาสูงแต่ทำไมขายได้
Rolls Royce แบรนด์รถหรูที่กำลังเป็นที่จับตามอง ว่ารถอะไรทำไมถึงราคาซ่อมสูงขนาดนั่น โดยเจ้ารถยี่ห้อนี้ เกิดจากผู้ผลิตที่ชื่อว่า Henry Royce ที่ต้องใช้เวลาสองทศวรรษในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ทางกลและไฟฟ้าทุกรูปแบบ ก่อนที่จะตัดสินใจมุ่งความสนใจไปที่รถยนต์ในปี 1904 วิศวกรชาวอังกฤษคนนี้ มีความเชื่อว่าเขาสามารถสร้าง Branding รถยนต์ที่ดีกว่ารถยนต์ในฝรั่งเศสได้ ต่อมาเขาได้ชักชวนเพื่อนของเขา (ชาร์ลส์โรลส์) เพื่อมาร่วมสร้างแบรนด์อันยิ่งใหญ่นี้ไปด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่วางแผนการตลาดและใช้เวลาเพียงแค่สองปีเท่านั้น ก็สามารถร่วมมือกันเปิดตัว Rolls Royce ที่สร้างประวัติศาสตร์ในเรื่องของรถยนต์อันน่าทึ่งนี้ได้
สารบัญ
- ประวัติของ Rolls Royce
- ทำไม Rolls Royce จึงราคาสูง ?
- แผนการตลาดของ Rolls Royce
- การผสมผสานแผนการตลาดของ Rolls Royce
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Rolls Royce
- Rolls Royce ราคาไทยในแต่ละรุ่น
ประวัติของ Rolls Royce
โรลส์-รอยซ์ได้กลายเป็นหนึ่งใน Branding ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในแวดวงวิศวกรรมรถยนต์ไปทั่วโลก และนี่คือประวัติความเป็นมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทและนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจนถึงช่วงเวลาสำคัญของโรลส์-รอยซ์ ซึ่งก่อนดูประวัติความเป็นมาของโรลส์-รอยซ์สามารถส่องเทรนด์การตลาดก่อนใครได้ที่ เทรนด์การตลาดมาแรง 2023

- พ.ศ. 2427 : Henry Royce เริ่มต้นธุรกิจไฟฟ้าและเครื่องกล
- พ.ศ. 2447 : Henry Royce สร้างรถยนต์ Royce 12 สูบคันแรกในโรงงานของเขาในแมนเชสเตอร์
- Henry Royce ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Charles Rolls ที่โรงแรม Midland
ในแมนเชสเตอร์ - Charles Rolls ตกลงที่จะรับรถทั้งหมดที่ Royce สามารถทำได้
- ทั้งหมดจะมีตราสัญลักษณ์โรลส์-รอยซ์และจำหน่ายโดยโรลส์แต่เพียงผู้เดียว
- Henry Royce ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Charles Rolls ที่โรงแรม Midland
- พ.ศ. 2449 : ก่อตั้งบริษัท โรลส์-รอยซ์ จำกัด
- Royce เริ่มพัฒนาโมเดล 6 สูบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่
- เปิดตัวโมเดล Silver Ghost ใหม่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก”
- พ.ศ. 2451 : การผลิตเริ่มต้นขึ้นที่โรงงานแห่งใหม่ในเมืองดาร์บี้ ประเทศอังกฤษ
- พ.ศ. 2457 : โรลส์-รอยซ์ออกแบบเครื่องยนต์เครื่องบินสำหรับพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1
- พ.ศ. 2476 : โรลส์-รอยซ์ ทำลายสถิติความเร็วเครื่องบินด้วยความเร็ว 400 ไมล์
ต่อชั่วโมง - พ.ศ. 2479 : โรลส์-รอยซ์เปิดตัว Phantom III ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นก่อนสงคราม
ขนาดใหญ่รุ่นสุดท้าย - พ.ศ. 2483 : เครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ถูกใช้สำหรับเครื่องบินรบเฮอริเคนและ
สปิตไฟร์ ทำให้กลายเป็นคู่แข่งในภาคส่วนขับเคลื่อนทางอากาศ - พ.ศ. 2494 : โรลส์-รอยซ์เริ่มผลิตเครื่องยนต์ดีเซล
- พ.ศ. 2496 : โรลส์-รอยซ์เริ่มพัฒนาเครื่องบินพาณิชย์
- พ.ศ. 2533 : โรลส์-รอยซ์และบีเอ็มดับเบิลยูจับมือรวมกิจการกัน
- พ.ศ. 2547 : ฉลองครบรอบ 100 ปี!
- พ.ศ. 2552 : โรลส์-รอยซ์ Ghost เปิดตัวที่งานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ปี 2009
- พ.ศ. 2557 : โรลส์-รอยซ์ Wraith เปิดตัวครั้งแรกในฐานะรถยนต์สองประตูที่นำเอาเอกลักษณ์ของ Ghost ที่เป็นเอกลักษณ์มาใช้ใหม่
- พ.ศ. 2562 : โรลส์-รอยซ์ SUV คันแรกออกสู่ตลาด
ผู้ลงโฆษณาสามารถกำหนดงบประมาณโฆษณาเพื่อสนับสนุนแคมเปญของพวกเขา และกำหนดรูปแบบโฆษณาที่ต้องการ เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือสไลด์โชว์หลายรูป นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกในการเลือกประเภทการเรียกเก็บเงิน เช่น Pay-per-Click (PPC) หรือ Cost per Impression (CPM) เพื่อตรงกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญ
ระบบวิเคราะห์ของ Facebook ยังช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถติดตามผลและปรับแต่งแคมเปญได้ จากการวิเคราะห์นี้คุณสามารถเรียนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่ตอบสนองมากที่สุด หรือปรับปรุงข้อความโฆษณาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ในอนาคต
ทำไม Rolls Royce จึงราคาสูง ?

1. ปัจจัยที่แพงที่สุดคือ “สี”
โรลส์-รอยซ์มีตัวเลือกสีต่างๆ ให้คุณได้เลือกมากกว่า 44,000 สี และมีเฉดสีต่างๆ ให้เลือกมากมายจนกว่าจะได้สีที่คุณต้องการ การทาสีภายนอกรถจะทำให้รถของคุณมีความหรูหราขึ้นอีกระดับ หลังจากที่คุณเลือกสีแล้ว สีนั้นจะถูกตั้งชื่อตามคุณ ซึ่งแผนการตลาดนี้ทำให้คุณรู้สึกเป็นคนพิเศษขึ้นมาในทันที และในอนาคตมีผู้อื่นที่ต้องการสีเดียวกันกับของคุณ เขาจะต้องขออนุญาตคุณก่อน
กระบวนการพ่นสีประกอบด้วย 22 ขั้นตอน และพ่นสีบนตัวถังของโรลส์รอยซ์รวม 45 กิโลกรัม ขั้นตอนการพ่นสีนี้ใช้เวลาเกือบ 10 สัปดาห์ เนื่องจากแบรนด์โรลส์รอยซ์ชอบใช้ทรัพยากรมนุษย์มากกว่าการใช้หุ่นยนต์ระบบเอไอ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์มีความละเอียดมากกว่าหุ่นยนต์ ในขณะที่บริษัทอื่นๆใช้เทคโนโลยีในการสร้างรถยนต์ขึ้นมา ซึ่งหุ่นยนต์จะทาสีชั้นสุดท้ายของรถเท่านั้น นอกจากขั้นตอนการลงสีแล้ว ยังใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงในการขัดเงาอีกด้วย
2. รายละเอียดล้อรถยนต์
หากคุณเคยสังเกตโรลส์-รอยซ์ คุณจะเห็นว่าล้อและโลโก้ที่อยู่ตรงกลางจะกลับด้านอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะจอดรถในทิศทางใดก็ตาม ล้อก็จะหมุนตัวในแนวตรงขึ้น ด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ จึงทำให้แบรนด์โรลส์-รอยซ์เป็นที่นิยมไปทั่วโลก
3. ภายในรถยนต์มีความเงียบ
ภายในรถของโรลส์-รอยซ์มีความเงียบมาก เนื่องจากเทคโนโลยีและวัสดุที่ใช้สามารถดูดซับเสียงได้ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 220 ปอนด์ ถูกติดตั้งลงบนหลังคา ท้ายรถ และพื้นของรถ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือการขับขี่ที่เงียบ และนั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบรถยนต์แบรนด์นี้
4. เอกลักษณ์ในการปัก
การปักที่เป็นเอกลักษณ์บนเบาะของรถก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรลส์-รอยซ์มีราคาแพง ซึ่งการปักบนเบาะนี้เป็นทางเลือกของลูกค้า โดยสามารถเลือกให้ปักหรือไม่ปักก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นแผนการตลาดที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้าง Branding ของโรลส์-รอยซ์
5. การปรับแต่งของ Bespoke
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของโรลส์-รอยซ์ คือ Bespoke ที่สามารถปรับแต่งได้หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งลูกค้าบางรายต้องการวัสดุบางส่วนที่มีราคาแพง และบางรายต้องการติดเพชรและทองบนแดชบอร์ด สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Rolls Royce ราคาสูง คือการคัดสรรวัสดุที่พรีเมียมในการนำมาปรับแต่งรถให้เข้ากับลูกค้าหรือความต้องการของลูกค้านั้นๆ
แผนการตลาดของ Rolls Royce

1. การแบ่งส่วนตลาด
โรลส์-รอยซ์ ได้แบ่งกลุ่มตลาดตามเกณฑ์ประชากร เช่น เพศ อายุ รายได้ และเชื้อชาติ ลูกค้าจะมีความแตกต่างตามรูปแบบการซื้อ เช่น ความถี่ในการใช้งาน ประโยชน์ที่แสวงหา บริบทการใช้งาน และความภักดีต่อแบรนด์ เป็นต้น
2. การกำหนดเป้าหมาย
โรลส์-รอยซ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงสถานะและชนชั้นสูงที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียง โรลส์-รอยซ์ ให้ความสำคัญกับกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีฐานะเป็นราชวงศ์ มั่งคั่ง หรือมีชื่อเสียง และผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่มีความหรูหรา รวดเร็ว และเงียบสงบ
3. การประเมินและจัดวางธุรกิจ
โรลส์-รอยซ์ ดำเนินการดังกล่าวเพื่อแยกแยะและจัดตำแหน่งสินค้าของตน โรลส์-รอยซ์เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม ความหรูหรา และความภาคภูมิใจ โดยเป็นที่รู้จักจากการที่มนุษย์ทำด้วยมือและเสร็จสิ้นด้วยมือ
สอนทำการตลาดง่ายฉบับเข้าใจง่าย
การผสมผสานแผนการตลาดของ Rolls Royce

1. การวางกลยุทธ์ของโรลส์-รอยซ์
โรลส์-รอยซ์เป็นรถยนต์ที่น่าพึงพอใจซึ่งมีสถานที่ผลิตและกิจกรรมมากกว่า 150 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขยอดขายสูงสุดอยู่ในตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักร และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์จะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและไม่ล่าช้า บริษัทจึงใช้ประโยชน์จากบริการของบริษัทแม่ (บีเอ็มดับเบิลยู) ซึ่งมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่สูงและเป็นที่นิยมของตนเอง และรวมถึงบริการตัวแทนจำหน่ายด้วย
2. กลยุทธ์ราคาของโรลส์-รอยซ์
โรลส์-รอยซ์ เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและมีมูลค่าแบรนด์ที่ไม่มีใครเทียบได้ โดยมุ่งเป้าไปที่คนรวยและชนชั้นสูงด้วยรถยนต์ระดับพรีเมียม บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การกำหนดราคาแบบพรีเมี่ยมสูงสำหรับสินค้าทั้งหมดของบริษัท เนื่องจากสินค้าทั้งหมดอยู่ในตลาดที่มีความหรูหราสูง
แผนการตลาดของโรลส์-รอยซ์ คือดึงดูดคนที่มีฐานะ รักษาชื่อเสียง และสถานะของตนเอง ซึ่งโรลส์-รอยซ์ใช้วัสดุที่พรีเมียมในการสร้างที่นั่งผู้ขับ ห้องโดยสารหลังรถ ล้อรถ Bespoker โดยแต่ละส่วนที่ประกอบขึ้นมาทั้งหมดนี้ถือว่าคุ้มค่ากับการจ่ายเงินให้ได้รถคันหนึ่งไป โดยผู้ที่มีรถยนต์โรลส์-รอยซ์ครอบครอง ถือว่าเป็นผู้ที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้
3. กลยุทธ์การส่งเสริมโรลส์-รอยซ์
โรลส์-รอยซ์ ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในฐานะแบรนด์หรูที่ได้รับการยอมรับระดับโลกนับตั้งแต่ก่อตั้ง ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าแบรนด์ในอุดมคติที่แข็งแกร่งในใจของผู้บริโภค
แผนการตลาดประกอบด้วยการจัดแสดงในงานที่มีชื่อเสียง โรงแรมราคาแพง และงานแสดงรถยนต์สุดพิเศษ โรลส์-รอยซ์ให้ความสำคัญกับตลาดเฉพาะกลุ่ม และบริษัทอาศัยการโฆษณาแบบปากต่อปาก ซึ่งกลายมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์และตัวแทนการตลาดของบริษัทโดยไม่รู้ตัว
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Rolls Royce

- บริษัทสัญชาติอังกฤษได้สร้างรถยนต์ที่ดีที่สุดซึ่งมีชื่อว่า โรลส์-รอยซ์ Wraith ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่มหาศาลถึง 624 แรงม้าด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.6 ลิตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบรนด์นี้ก้าวมาไกลในฐานะรถยนต์คันแรกที่ Rolls เปิดตัว ผลิตได้เพียง 10 แรงม้า
- รถยนต์หลายคันใช้วัสดุราคาไม่แพงสำหรับเบาะ เช่น พลาสติกและหนังราคาถูก แต่พวกเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับการตกแต่งภายในอย่างจริงจัง ในทางกลับกันโรลส์-รอยซ์ใช้หนังที่คัดสรรมาอย่างดีจากวัวกระทิงที่ไม่มีตำหนิใดๆ
- ใช้เวลาประมาณ 17 วันในการสร้างห้องโดยสารของโรลส์-รอยซ์ให้เสร็จ และต้องใช้หนังจากวัวกระทิงประมาณ 11 ตัวสำหรับเบาะที่มีความหรูหรา
- Rolls Royce ทุกรุ่นตั้งชื่อตามจิตวิญญาณ เช่น รุ่งอรุณ, Wraith, Phantom, Ghost และ Cullinan
Rolls Royce ราคาไทยในแต่ละรุ่น

Rolls-Royce Wraith ราคาเริ่มต้นที่ 30 ล้านบาท

Rolls-Royce Culinan ราคาเริ่มต้นที่ 33 ล้านบาท

Rolls-Royce Dawn ราคาเริ่มต้นที่ 36 ล้านบาท

Rolls-Royce Ghost ราคาเริ่มต้นที่ 37 ล้านบาท

Rolls-Royce Phantom ราคาเริ่มต้นที่ 53 ล้านบาท
สรุป
สาเหตุที่ทำให้ Rolls Royce ราคาสูงแต่ยังสามารถขายได้ คือวางแผนการตลาดและเลือกเจาะกลุ่มเฉพาะที่มีกำลังในการซื้อแบรนด์ Rolls Royce ซึ่งส่วนสำคัญคือการสร้าง Branding ให้น่าจดจำและทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน ดังนั้นการจะทำให้ลูกค้าประทับใจและนำไปพูดต่อได้ก็คือ การเลือกคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้ได้นั่นเอง

![[ครบชุด] T0110050 อวดรวยจ ดท ายพ งท กราย!](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-13.png)