Rimac Nevera นี้คือชื่อของรถไฟฟ้าที่แรงและเร็วที่สุดในโลกที่ขายจริง สัญชาติโครเอเชีย พละกำลังสูงสุด 1,914 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 2,360 นิวตันเมตร 0-100 ใน 1.97 วินาที ตัวเลขจริง!!!!
Rimac Nevera
การเดินทาง ตั้งแต่ในปี 2018 Rimac ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในประเทศโครเอเชีย เคยเผยโฉม รถคอนเซ็ปต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าชื่อ C_Two ออกมาให้ได้เห็น ภายในงาน Geneva Motor Show 2018 หลังจากนั้นได้พัฒนาทดสอบตัวรถมาอย่างต่อเนื่อง จนปี 2021 ถึงเวลาเวอร์ชั่นผลิตจริง ภายใต้ชื่อ ใหม่อย่างเป็นทางการว่า Rimac Nevera



Rimac Nevera ได้รับการปรับปรุงหลายส่วนจากตอนเป็นรถคอนเซ็ปต์ และในเวอร์ชั่นขายจริงนั้น ส่วนหลักของตัวรถกับแอร์โรไดนามิกที่ทางผู้ผลิตระบุว่ามีประสิทธิภาพดีขึ้น 34 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกช่องด้านหน้าใหม่เพื่อให้ด้านหน้าของตัวรถต้านลมน้อยลง และด้วยการออกแบบที่ดีขึ้นนี้ทำให้การไหลของอากาศดียิ่งขึ้น โดยการปรับปรุงหลัก ของฝากระโปรงหน้าใหม่ รวมไปถึงมีการออกแบบทั้ง Diffuser, Splitter,บานพับใต้ท้องรถ สามารถปรับด้วยไฟฟ้า




ทำให้ Nevera จัดการกับแอโรไดนามิกจาก High-Downforce หรือแรงกดสูงเป็น Low-Drag แรงฉุดต่ำเพื่อให้มีแอโรไดนามิกที่เหมาะกับลักษะการขับได้ ทำให้ผู้ขับขี่ สามารถเลือกได้จะขับในโหมด ‘low drag’ ลดแรงต้านค่าสัมประสิทธิ์อากาศเหลือเพียง 0.3 หรือจะโหมด ‘high downforce’ เน้นเพิ่มแรงกดเข้ามาอีก 326% และยังจัดการอากาศให้สามารถระบายความร้อนในส่วนต่างๆได้เพิ่มขึ้น 30%



หัวใจหลักของ Rimac Nevera ใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกทำงานอิสระทั้ง 4 ล้อ ซึ่งให้กำลังรวมกัน 1,914 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 2,360 นิวตัน-เมตร ด้วยพลังทั้งหมดนี้ทำให้
มีอัตราเร่ง
- 0-100 กม./ชม. ภายใน 1.97 วินาที
- 0-300 กม./ชม ภายใน 9.3 วินาที
- ทำความเร็วสูงสุดถึง 412 กม./ชม.

ในส่วนของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน Manganese Nickel ขนาด 120 kWh ที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรง H-shape และได้รับการปกป้องจากการชนระดับสูงสุด และสามารถทำระยะทางในการวิ่งได้ไกลสุด 547 กิโลเมตร ต่อการชาร์จตามมาตรฐาน WLTP และยังมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวทำให้สามารถวิ่งในความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่อง ตัวรถรองรับกำลังไฟที่ 22 กิโลวัตต์ 3 เฟส สามารถชาร์จเร็ว DC Combo 0-80% จะใช้เวลาเพียง 22 นาที

และด้วยการออกแบบที่ดีนั้น โดยโครงสร้างตัวถังกว่า 37% ทำมากจาคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ได้ในเรื่องความเบา และที่สำคัญกับการจัดการแบตเตอรี่ ให้อยู่ในต่ำแหน่งกลางของพื้นที่รถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและสามารถกระจายน้ำหนักได้อย่างดีโดย น้ำหนักด้านหน้า 48% ด้านหลัง 52% ทำให้ Rimac Nevera มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2,150 กิโลกรัม

Rimac Nevera จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 150 คัน ทั่วโลก โดยตั้งราคาไว้ที่ 2 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75 ล้านบาท ยังไม่คิดภาษีนำเข้า








รถยนต์ Mercedes-Benz Maybach

ประวัติและวิวัฒนาการของรถยนต์ Mercedes-Benz Maybach
หากพูดถึงตัวท้อปของรถหรูของ Mercedes-Benz ในปัจจุบัน Maybach ตระกูล S-Class อัครยานยนต์จาก Mercedes Benz น่าจะเป็นรถอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง เรียกได้ว่าเป็นรถยุโรปที่จัดได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความลักชัวรีเลยแบบขั้นสุดเลยก็ว่าได้ ด้วยความเรียบหรูดูเป็นยานพาหนะแบบทางการ และสมรรถนะที่สร้างความมั่นใจให้กับทุกการขับขี่ได้อย่างเยี่ยมยอด รถรุ่นนี้จึงถูกเลือกใช้ในงานราชการหรือหน่วยงานของรัฐบาลหลายประเทศ สำหรับบุคลลระดับ V.I.P
Mercedes-Maybach S-Class เปิดตัวครั้งแรกปี 2545 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี Mercedes Maybach ความพิเศษของรุ่น S Class คือเป็นรถ Sedan ที่มาพร้อมความหรูหราและฟังก์ชั่นการทำงานสุดพิเศษมากมาย เป็นการเชื่อมโยงพลังแห่งนวัตรกรรมเข้ากับความหรูหราที่ไม่เหมือนใครได้อย่างลงตัว ซึ่งแต่ละรุ่นของ Mercedes-Maybach ในตระกูล S-Class นั้น บอกได้เลยว่าตอบโจทย์ ผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความเรียบหรูที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้บริหารได้เป็นอย่างดี
ราคารถยนต์ Mercedes-Benz Maybach
ปัจจุบัน benz Maybach มีด้วยหลายรุ่น แต่ในวันนี้เราจะขอหยิบยกเอาราคาและความน่าสนใจของตระกูล S-Class ตัวเด็ด ๆ มาเทียบราคาให้ดูกัน
- Mercedes-Maybach S560 Premium : ราคเริ่มต้น 17,540,000 บาท*
- Mercedes-Maybach S580 4Matic : ราคาเริ่มต้น 18,300,000 บาท*
- Mercedes-Maybach S600 : ราคาเริ่มต้น 6,100,000 บาท*
- Mercedes-Maybach S680 4Matic : ราคาเริ่มต้น 6,300,000 บาท*
- Mercedes Maybach S500 : ราคาเริ่มต้น 8,350,000 บาท*
*หมายเหตุุราคาข้างต้นเป็นราคาเปิดตัว
รถยนต์ที่คุณอาจสนใจ

BMW Series 6
เริ่มต้น: 4,109,000 บาท

Mercedes Benz S Class
เริ่มต้น: 6,690,000 บาท

BMW series 7
เริ่มต้น: 6,869,000 บาท

Bentley Flying Spur
เริ่มต้น: 14,200,000 บาท
สเปกและสมรรถนะเครื่องยนต์ Mercedes-Benz Maybach
ถึงจะเป็นรถหรูทรงทางการแต่ในส่วนของสมรรถนะเครื่องยนต์และความแรง บอกเลยว่าเทียบกับซุปเปอร์คาร์บางรุ่นได้เลย ซึ่งในส่วนของตัวเครื่องยนต์รถซีดานสี่ประตูสุดหรูอย่าง เมอร์เซเดส-มายบัค S-Class รุ่นสแตนดาร์ดเปิดตัวมาพร้อมเครื่องยนต์พลังเบนซิน V8 ทวินเทอร์โบ ซึ่งต่อมาได้มีการออกรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 621 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,001 นิวตันเมตรประกบกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด สำหรับความแตกต่างของเครื่องยนต์เบนซ์มายบัค ในรุ่น S Class ทั้ง 5 คัน ในข้างต้นจะมีดังนี้
| รุ่น | ขนาดเครื่องยนต์(ซีซี) | กำลังขับเคลื่อน(แรงม้า) | แรงบิด(นิวตันเมตร) |
|---|---|---|---|
| Mercedes-Maybach S560 Premium | เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. | 469 แรงม้า / 5,250 – 5,500 รอบต่อนาที | 700 นิวตันเมตร / 2,000 – 4,000 รอบต่อนาที |
| Mercedes-Maybach S580 4Matic | เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. | 510 แรงม้า / 5,500 รอบต่อนาที | 700 นิวตันเมตร / 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที |
| Mercedes-Maybach S600 | เบนซิน V12 ขนาด6.0 ลิตร 6,000 ซีซี | 530 แรงม้า / 4,900-5,300 รอบต่อนาที | 830 นิวตันเมตร / 1,900 – 4,000 รอบต่อนาที |
| Mercedes-Maybach S680 4Matic | เบนซิน V12 ขนาด6.0 ลิตร 6,000 ซีซี | 621 แรงม้า | 1,000 นิวตันเมตร |
| Mercedes Maybach S500 | เบนซิน V8 ขนาด 4.7 ลิตร 4,663 ซีซี | 455 แรงม้า / 5,250-5,550 รอบต่อนาที | 700 นิวตันเมตร / 1,800 – 3,500 รอบต่อนาที |
ดีไซน์ ฟังก์ชันรถยนต์ Mercedes-Benz Maybach
เริ่มกันที่ด้านรูปโฉมดีไซน์ภายนอกของ Maybach S-Class นั้นจะเน้นให้ความหรูหรา สง่างาม ด้วยวัสดุคุณภาพสูงสุดรวมเข้ากับเทคโนโลยีสุดทันสมัย ดีไซน์โดยรวมของรถรุ่นนี้ไม่โฉบเฉี่ยวนัก เพราะเน้นจุดยืนที่ความเรียบหรูสวยงาม สีเคลือบโครเมียมเป็นจุดเด่นที่แวววาว ภาพลักษณ์โดดเด่นด้วยความยาวของรถยนต์ ระยะห่างฐานล้อ เพิ่มความโอ่อ่า กระจกหน้าที่กว้างขึ้น และหน้าต่างที่สามด้านข้างในเสา C ตัวกระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ที่มาพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes Benz ยังคงมีให้เห็นอย่างสะดุดตา กันชนด้านหน้าตกแต่งด้วยคิ้วโครเมียม หลังคา Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า นอกจากนี้บางรุ่นอาจมีตราสัญลักษณ์เพื่อช่วยแยกความแตกต่างจากรุ่นปกติ เช่น Mercedes-Maybach S680 ที่มีสัญลักษณ์ V12 อยู่บริเวณซุ้มล้อ เรียกว่าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สมกับเป็นหรูระดับเฟิร์สคลาสเลยทีเดียว
การตกแต่งภายในของ Maybach S-Class
ด้านการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ยังคงเน้นความหรูหรา กว้างสบาย ด้วยวัสดุคุณภาพหลายอย่างที่มีพื้นผิวสวยงาม เริ่มกันจากการตกแต่งด้วยหนัง Nappa ที่ครอบคลุมแทบทุกจุดภายใน ที่รวมถึงการบุหลังคา คอนโซลหน้า กรอบหน้าต่างและเสา พวงมาลัยเป็นนิรภัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ Head-up display ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ High-End 4D จอแสดงผลแบบ Full HD ในตัวพร้อมหน้าจอสัมผัสในห้องโดยสารด้านหลังแบบเลือกรับได้ มีระบบตัดเสียงรบกวนขณะขับขี่
ที่นั่งแบบพิเศษด้วยชุดเบาะที่คัดสรรวัสดุที่ดีที่สุด พร้อมฟังก์ชันการเอนนอนรวมถึง Chauffeur Package ในห้องผู้โดยสารด้านหลัง ให้คุณสามารถเปลี่ยนห้องโดยสารให้กลายเป็นออฟฟิศเคลื่อนที่สุดหรู ไม่เพียงเท่านี้ S-Class รุ่นใหม่ยังมาพร้อมฟังก์ชันนวดที่หลากหลายเพื่อความผ่อนคลาย
ความปลอดภัยของ Maybach S-Class
ด้านความปลอดภัย มายบัค s class มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยที่ทำงานอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีระบช่วยเหลือการขับขี่ เช่น ระบบช่วยทรงตัว ขณะรถเข้าโค้ง ระบบช่วยเหลือการขับรถ Driving Assistance Package ระบบช่วยนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง และระบบช่วยมองยามค่ำคืน ที่ช่วยเสริมความมั่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่ของคุณ
ข้อดี/ข้อเสีย ของรถยนต์ Mercedes-Benz Maybach รุ่น S-Clas
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ดีไซน์เรียบหรู เหมาะกับสายผู้บริหารหรือเซเลปที่ต้องการความลักชัวรีและชอบความเป็นส่วนตัว | ความหรูหราอาจมีมากเกินความจำเป็นในการใช้งานขับขี่ทั่วไป |
| ตัวรถผลิตจากวัสดุพรีเมียม | หากเกิดความเสียหายอาจใช้เวลาซ่อมนาน ราคาอะไหล่บางตัวค่อนข้างสูง |
| รถถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย | ราคาค่อนข้างสูง |
| ระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม สร้างความมั่นใจให้ในทุกการเดินทาง | ค่าบำรุงรักษารายปีค่อนข้างสูง |
| รถซีดานที่ดีไซน์แนวคูเป้ เพิ่มความทันสมัย | ด้วยดีไซน์อาจทำให้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้น้อย |
ประกันยานยนต์
ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท
พันธ
Mercedes-Benz เปิดตัวพร้อมราคายนตรกรรมระดับ Top-End Luxury รวม 6 รุ่น และครั้งแรกกับยนตรกรรม G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100%
โดย Sahakrit S10 เดือนที่แล้ว2.1kดู
Mercedes-Benz เปิดตัวพร้อมราคายนตรกรรมระดับ Top-End Luxury รวมกว่า 6 รุ่น และครั้งแรกกับยนตรกรรม Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology (G-Class) ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% มาชมยนตรกรรมคันจริงจาก Mercedes-Benz ได้ที่งาน Motor Expo 2024 ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2567 นี้
Mercedes-Benz เปิดตัวพร้อมราคายนตรกรรมระดับ Top-End Luxury รวม 6 รุ่น และครั้งแรกกับยนตรกรรม G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100%
ไฮไลท์
- เปิดตัวยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury รวมกว่า 6 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, Mercedes-Maybach S 580 e Premium, Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology, Mercedes-Benz G 450 d, Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium และ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive
- ครั้งแรกกับยนตรกรรม G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% กับราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท ในรุ่น STANDARD และรุ่น EDITION ONE ที่มีเพียง 6 คันในประเทศไทย ราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
- เนรมิตพื้นที่จัดงานระดับโลกให้กลายเป็นนิทรรศการจัดแสดงศิลปะขั้นสูง ภายใต้คอนเซปต์ “The Art of Cultivated Luxury” ผสมผสานความลงตัวในการจัดแสดงรถยนต์ร่วมกับชิ้นงานศิลปะระดับ Masterpiece ที่ได้ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน
เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) เสริมทัพไลน์อัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury กว่า 6 รุ่น ครอบคลุมทั้งแบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในกลุ่ม G-Class, S-Class และ V-Class โดยจัดแสดงภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Art of Cultivated Luxury” นำเสนอความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Luxury on Wheel, The Essence of Elegance, Culinary Mastery, The Art of Fine Drinking, และ Notes of Perfection สะท้อนถึงความประณีต รสนิยมชั้นสูง และสุนทรียภาพแห่งชีวิต รวมถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์อันเหนือระดับให้กับลูกค้าระดับไฮเอนด์ในทุกมิติ โดยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ ชั้น 3 อาคาร
เดอะ ฟอรัม แอท วัน แบงค็อก (One Bangkok Forum)

ไฮไลท์สำคัญของงาน “The Art of Cultivated Luxury” คือการเปิดตัวและจัดแสดงยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 6 รุ่น ดังนี้
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybachที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีที่ตอบโจทย์การใช้งานอันเหนือระดับ

มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM (Permanently Excited Synchronous Motors) โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกติดตั้งบริเวณเพลาขับหน้าและหลัง ให้กำลังสูงสุดถึง 658 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ต่อเนื่องทุกการเดินทางด้วยแบตเตอรี่แบบ High-voltage ชนิด Lithium-ion ที่มีความจุมากถึง 118.0 kWh พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดีที่สุดอย่าง fully-variable 4MATIC+ all-wheel drive สามารถวิ่งได้ไกลถึง 615 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (WLTP)










Mercedes-Maybach EQS 680 SUV นับเป็นยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ที่สามารถมอบประสบการณ์แบบครบทุกสัมผัสทั้ง 5 อย่างเหนือระดับ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Maybach ที่ผสานความหรูหราและล้ำสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดดเด่นด้วยระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมและการจราจร มาพร้อมการติดตั้งระบบประตูแบบ Soft Close พร้อมประตูไฟฟ้า Electric Door ทั้ง 4 บาน และเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมระบบ KEYLESS-GO Convenience Package Plus สามารถเปิด-ปิดและควบคุมประตูได้ทั้งบานคู่หน้าและคู่หลัง โดยประตูไฟฟ้าสามารถทำงานได้แม้อยู่บนทางลาดชัน และทำงานร่วมกับระบบแจ้งเตือนอันตรายก่อนการเปิด-ปิดประตูรถ ทั้งยังมาพร้อม Rear axle steering 10° โดยที่ล้อหลังสามารถเลี้ยวได้มากถึง 10° ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวและเลี้ยวได้อย่างง่ายดายแม้ในพื้นที่แคบ


เมื่อเข้ามายังภายในห้องโดยสาร จะพบกับหน้าจอ MBUX Hyperscreen ยาวต่อเนื่องกันถึง 56 นิ้ว ซึ่งออกแบบตามแนวคิด Zero Layer concept พร้อมกระจกป้องกันรอยขีดข่วนคุณภาพสูง Gorilla® Glass แผ่นเดียวต่อเนื่องตลอดทั้งหน้าจอ โดยแบ่งการใช้งานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หน้าจอ Driver Display แบบ LED matrix backlighting ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอ Central Display แบบ OLED ขนาด 17.7 นิ้ว และ หน้าจอ Co-driver Display แบบ OLED ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งแสดงผลได้คมชัดยิ่งขึ้นผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอ Co-driver Display ในการช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยสามารถตั้งค่า ตรวจสอบสถานะต่าง ๆ ของรถ ค้นหาแผนที่ และใช้งานสื่อบันเทิงได้โดยไม่รบกวนผู้ขับขี่ ผสานการทำงานกับระบบปฏิบัติการ MBUX เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ระบบ NTG7 ที่รองรับคำสั่งเสียงได้มากถึง 27 ภาษา













เติมความลักชัวรีในทุกสัมผัสไปอีกขั้น ด้วยการติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Exclusive Nappa Leather ที่หรูหราและสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมเบาะนั่งพิเศษ Active Multi-Contour ที่มีระบบนวดกว่า 10 โปรแกรม แบบ ENERGIZING massage function และระบบปรับอุณหภูมิเบาะแบบ Climate seats ได้ทั้งแบบอุ่นและแบบเย็น ทั้งยังสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM 2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อม HEPA FILTER ผสานการทำงานร่วมกับ AIR BALANCE PACKAGE ในการมอบบรรยากาศที่สดชื่นรอบห้องโดยสาร



Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ทั้งหน้าจอแบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จำนวน 2 หน้าจอ ขนาด 11.6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสัมผัสแบบ Multi-touch ที่ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์หรือ YouTube ได้อย่างง่ายดาย สามารถเล่นเสียงผ่านเครื่องเสียงภายในรถ หรือผ่านหูฟังแบบ Bluetooth Audio พร้อมรองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงแบบ Mini HDMI มาพร้อม MBUX rear tablet หน้าจอขนาด 7.4 นิ้ว แบบ HD-resolution Display สามารถสลับการใช้งานได้ระหว่าง MBUX และ Android โดยแท็บเล็ตจะเชื่อมต่อและควบคุมหน้าจอต่าง ๆ ภายในรถผ่านสัญญาณ Wi-Fi สามารถควบคุมการเปิด-ปิดม่าน ระบบปรับอากาศ ระบบ climate seat และระบบนวดสำหรับที่นั่งตอนหลังได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการติดตั้งตู้เย็นบริเวณด้านหลังที่เท้าแขนของผู้โดยสารตอนหลัง ความจุ 10 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมอุณหภูมิ (+7°C ถึง +1°C) ออกแบบพิเศษสำหรับแช่แชมเปญได้ 2 ขวด พร้อมที่วางแก้วแชมเปญสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง












นอกจากนี้ ระบบความบันเทิงยังจัดมาแบบเต็มพิกัด สามารถเปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรดได้ด้วยระบบเสียง Burmester® 4D surround sound system ด้วยลำโพงคุณภาพสูงกว่า 15 ตัว แบบ Premium Speakers ติดตั้ง Amplifier Channels ให้กำลังขับสูงสุด 790 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos® และหูฟังไร้สายความละเอียดสูง พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ที่จะมอบประสบการณ์เสียงคุณภาพรอบทิศทาง


รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัย Assistance Package อย่างครบครัน อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist) Active Steering Assist ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist) ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist) และ Parking Package พร้อมกล้องรอบคัน 360° ฯลฯ
โดยมีสี Non-Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และสีขาว (Polar White) มีสี Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีดำ (Obsidian Black) สีน้ำตาล (Velvet Brown) สีน้ำเงิน (Sodalite Blue) สีเงิน (High-tech Silver) สีเขียว (Emerald Green) และสีเทา (Selenite Grey) ส่วน MANUFAKTUR Paints Finish ทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว (MANUFAKTUR Opalite White Bright) และสีเทา (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid)
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือก Optional Extra เป็นสีทูโทน อาทิ Selenite Grey/Obsidian Black, Nautic Blue/High-tech Silver, Obsidian Black/High-tech Silver, MANUFAKTUR Kalahari Gold Metallic/Obsidian Black และ Onyx Black/Satin Brown เป็นต้น

Mercedes-Maybach S 580 e Premium

Mercedes-Maybach S 580 e Premium จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท เป็นรถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่สะท้อนเอกลักษณ์ความสง่างามในแบบฉบับของ S-Class โดยกลับมาพร้อมตัวถังสีทูโทนใหม่ แบบ Local Production โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนผสานขุมพลัง แบบปลั๊กอินไฮบริด รวมทุกความเป็นเลิศเหนือจินตนาการทั้งสมรรถนะ ดีไซน์ภายนอกและภายใน เทคโนโลยีที่มอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่เหนือระดับ พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยยนตรกรรมระดับสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์



Mercedes-Maybach S 580 e ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มอบสมรรถนะในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 6 สูบ พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 367 แรงม้าที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกันให้กำลังสูงสุดถึง 510 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 5.7 วินาที ติดตั้งแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบ Lithium-ion ขนาด 28.6 kWh ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) สูงสุด 60 kWh ใช้เวลา 30 นาที ส่วนการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charge) รองรับสูงสุด 11 kWh ใช้เวลาชาร์จ 2 ชั่วโมง 30 นาที

ดีไซน์ภายนอกมีความโดดเด่นสง่างามพร้อมสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น เริ่มด้วยกระจังหน้าโครเมียมแบบ Radiator grille และตราสัญลักษณ์ Maybach อันเป็นเอกลักษณ์ ล้อมรอบด้วยกระจกแบบ laminated glass ช่วยสะท้อนความร้อน ป้องกันรังสีอินฟาเรดและเสียงสะท้อนจากภายนอก

มาพร้อมไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist Plus ผสานการทำงานด้วยระบบปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (Cornering light) และไฟท้ายดีไซน์ใหม่พิเศษแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี fibre-optic ในส่วนของช่วงล่าง มีการติดตั้งล้อ MAYBACH แบบ forge wheels ขนาด 20 นิ้ว และระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (AIRMATIC) เพื่อช่วงล่างที่นุ่มนวล สามารถปรับตั้งค่าให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ ความเร็ว และการบรรทุกสัมภาระได้อย่างอัตโนมัติ ให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบายและเหนือระดับในทุกสภาพถนน









เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร จะพบแผงคอนโซลกลางแบบ black crystal-look finish ติดตั้งหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลาง OLED ขนาด 12.8 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ Digital ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ ตกแต่งบริเวณโครงหลังคาอย่างปราณีตด้วย DINAMICA microfibre คุณภาพสูง มาพร้อมพวงมาลัย 3 ก้านแบบใหม่ Wood/Leather Multifunction เพิ่มการตกแต่งลายไม้หลังเบาะผู้โดยสารตอนหน้าแบบ MANUFAKTUR black piano lacquer trim ที่มีเส้นสายโค้งไหลลื่น ให้ความรู้สึกล้ำสมัย และระบบนั่งด้านหลังแบบเฟิร์สคลาส พร้อมฟังก์ชันการนวดที่สามารถเปลี่ยนทุกความเหนื่อยล้าให้เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย นอกจากนี้ ยังติดตั้งถุงลมนิรภัยระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า (Centre Airbag) ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 4-ZONE ฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package) ระบบฟอกอากาศแบบ HEPA filter และระบบตรวจวัดระดับฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร









![[ครบชุด] T0110024 เม ยผ เส ยสละ](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-24.png)
![[ครบชุด] T0110037 เศรษฐ สตร เร อน ตอน](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-25.png)