Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ไฟฟ้าสุดหรู เปิดราคาในไทยเริ่มต้นที่ 12.5 ล้านบาท
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV อัครยนตรกรรมสุดหรู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ให้กำลังสูงสุดถึง 658 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 118 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 615 กม. (WLTP) เปิดราคาจำหน่ายไว้ที่ 12,500,000 บาท

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ถูกนำเข้ามาวางจำหน่ายในตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 12,500,000 บาท

สำหรับ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV เป็นอัครยนตรกรรมสุดหรูในนาม Maybach ซัพแบรนด์หรูในเครือ Mercedes ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานอันเหนือระดับ

โดย Mercedes-Maybach EQS 680 SUV นับเป็นยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ที่สามารถมอบประสบการณ์แบบครบทุกสัมผัสทั้ง 5 อย่างเหนือระดับ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Maybach ที่ผสานความหรูหรา และล้ำสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


โดดเด่นด้วยระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT สามารถปรับความสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมและการจราจร


มาพร้อมการติดตั้งระบบประตูแบบ Soft Close พร้อมประตูไฟฟ้า Electric Door ทั้ง 4 บาน และเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมระบบ KEYLESS-GO Convenience Package Plus สามารถเปิด-ปิดและควบคุมประตูได้ทั้งบานคู่หน้าและคู่หลัง โดยประตูไฟฟ้าสามารถทำงานได้แม้อยู่บนทางลาดชัน และทำงานร่วมกับระบบแจ้งเตือนอันตรายก่อนการเปิด-ปิดประตูรถ

ทั้งยังมาพร้อม Rear axle steering 10° โดยที่ล้อหลังสามารถเลี้ยวได้มากถึง 10° ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวและเลี้ยวได้อย่างง่ายดายแม้ในพื้นที่แคบ

เมื่อเข้ามายังภายในห้องโดยสาร จะพบกับหน้าจอ MBUX Hyperscreen ยาวต่อเนื่องกันถึง 56 นิ้ว ซึ่งออกแบบตามแนวคิด Zero Layer concept พร้อมกระจกป้องกันรอยขีดข่วนคุณภาพสูง Gorilla® Glass แผ่นเดียวต่อเนื่องตลอดทั้งหน้าจอ


โดยแบ่งการใช้งานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หน้าจอ Driver Display แบบ LED matrix backlighting ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอ Central Display แบบ OLED ขนาด 17.7 นิ้ว และ หน้าจอ Co-driver Display แบบ OLED ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งแสดงผลได้คมชัดยิ่งขึ้นผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอ Co-driver Display ในการช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยสามารถตั้งค่า ตรวจสอบสถานะต่าง ๆ ของรถ ค้นหาแผนที่ และใช้งานสื่อบันเทิงได้โดยไม่รบกวนผู้ขับขี่ ผสานการทำงานกับระบบปฏิบัติการ MBUX เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ระบบ NTG7 ที่รองรับคำสั่งเสียงได้มากถึง 27 ภาษา

เติมความลักชัวรีในทุกสัมผัสไปอีกขั้น ด้วยการติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Exclusive Nappa Leather ที่หรูหราและสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้ขับขี่


มาพร้อมเบาะนั่งพิเศษ Active Multi-Contour ที่มีระบบนวดกว่า 10 โปรแกรม แบบ ENERGIZING massage function และระบบปรับอุณหภูมิเบาะแบบ Climate seats ได้ทั้งแบบอุ่นและแบบเย็น ทั้งยังสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM 2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อม HEPA FILTER ผสานการทำงานร่วมกับ AIR BALANCE PACKAGE ในการมอบบรรยากาศที่สดชื่นรอบห้องโดยสาร


Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ทั้งหน้าจอแบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จำนวน 2 หน้าจอ ขนาด 11.6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสัมผัสแบบ Multi-touch ที่ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์หรือ YouTube ได้อย่างง่ายดาย สามารถเล่นเสียงผ่านเครื่องเสียงภายในรถ หรือผ่านหูฟังแบบ Bluetooth Audio พร้อมรองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงแบบ Mini HDMI



มาพร้อม MBUX rear tablet หน้าจอขนาด 7.4 นิ้ว แบบ HD-resolution Display สามารถสลับการใช้งานได้ระหว่าง MBUX และ Android โดยแท็บเล็ตจะเชื่อมต่อและควบคุมหน้าจอต่าง ๆ ภายในรถผ่านสัญญาณ Wi-Fi สามารถควบคุมการเปิด-ปิดม่าน ระบบปรับอากาศ ระบบ climate seat และระบบนวดสำหรับที่นั่งตอนหลังได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการติดตั้งตู้เย็นบริเวณด้านหลังที่เท้าแขนของผู้โดยสารตอนหลัง ความจุ 10 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมอุณหภูมิ (+7°C ถึง +1°C) ออกแบบพิเศษสำหรับแช่แชมเปญได้ 2 ขวด พร้อมที่วางแก้วแชมเปญสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง


นอกจากนี้ ระบบความบันเทิงยังจัดมาแบบเต็มพิกัด สามารถเปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรดได้ด้วยระบบเสียง Burmester® 4D surround sound system ด้วยลำโพงคุณภาพสูงกว่า 15 ตัว แบบ Premium Speakers ติดตั้ง Amplifier Channels ให้กำลังขับสูงสุด 790 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos® และหูฟังไร้สายความละเอียดสูง พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ที่จะมอบประสบการณ์เสียงคุณภาพรอบทิศทาง

รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัย Assistance Package อย่างครบครัน อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา, ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย และ Parking Package พร้อมกล้องรอบคัน 360° ฯลฯ

ในด้านพละกำลังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกติดตั้งบริเวณเพลาขับหน้า และหลัง ให้กำลัง 658 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.4 วินาที มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดีที่สุดอย่าง fully-variable 4MATIC+ all-wheel drive จับคู่แบตเตอรี่แบบ High-voltage ชนิด Lithium-ion ขนาด 118.0 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 615 กม. (WLTP)

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV จะมีสี Non-Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และสีขาว (Polar White) มีสี Metallic Paints ให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีดำ (Obsidian Black), สีน้ำตาล (Velvet Brown), สีน้ำเงิน (Sodalite Blue), สีเงิน (High-tech Silver), สีเขียว (Emerald Green) และสีเทา (Selenite Grey) ส่วน MANUFAKTUR Paints Finish ทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว (MANUFAKTUR Opalite White Bright) และสีเทา (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid)
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือก Optional Extra เป็นสีทูโทน อาทิ Selenite Grey/Obsidian Black, Nautic Blue/High-tech Silver, Obsidian Black/High-tech Silver, MANUFAKTUR Kalahari Gold Metallic/Obsidian Black และ Onyx Black/Satin Brown เป็นต้น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายของ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV (รุ่นนำเข้า) เริ่มต้นที่ 12,500,000 บาท
′โฟล์กสวาเกน′หัวใจ′ดูคาติ′
10 ต.ค. 57 (11:17 น.) พิมพ์

แชร์เรื่องนี้
วงการรถสปอร์ตสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อค่ายโฟล์กสวาเกน (Volkswagen) เปิดตัวโฟล์กสวาเกน เอ็กซ์แอล สปอร์ต (Volkswagen XL Sport) โดยนำเอาโฟล์กสวาเกนรุ่นเอ็กซ์แอล (Volkswagen XL) มาปรับสมรรถนะให้เร้าใจมากขึ้น
รุ่นนี้เพิ่งเผยตัวตนบนเวที ปารีส มอเตอร์โชว์ 2014 ถือว่าเป็นรถสปอร์ตในแบบโลกอนาคตที่ค่ายโฟล์กสวาเกนใฝ่ฝันมานาน
ภายนอกออกแบบลงตัว มีค่าสัมประสิทธิ์เสียดทาน 0.258 เท่านั้น ลงตัวในแบบสปอร์ตคูเป้สองที่นั่ง ถูกปรับตัวตนให้มีลักษณะ ไวด์ บอดี้ (Wide Body) หรือฐานกว้าง
ล้อแม็กนีเซียมอัลลอยขอบ 18 นิ้ว มาพร้อมยางขนาด 205/40 /R18 ด้านหน้า ส่วนด้านหลังยาง 265/35/R18 ที่สำคัญ น้ำหนักตัวเพียง 890 กิโลกรัม
ความเบามาจากการเลือกช่วงล่างทั้งหมด ทำมาจากวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอย รวมถึงการเบรกยังใช้งานได้ดีเยี่ยม ด้วยชุดเบรกเซรามิกช่วยในการควบคุม แต่ยังให้ความเบาในการขับขี่
สำหรับขุมพลังเป็นการจับเอาเครื่องยนต์จากรถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ดูคาติ 1199 ซุปเปอร์เลกจิร่า (Superleggera) กำลังถึง 197 แรงม้า เร่งได้อย่างเร้าใจ 11,000 รอบต่อนาที ชุดส่งกำลังเป็นระบบเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด
เห็นแบบนี้สมรรถนะไม่ใช่ย่อย เพราะให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุดได้กว่า 270 กม./ชม.
![[ครบชุด] T0110033 ชายแบบไหนท เร ยกว นำ](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-35.png)
![[ครบชุด] T0110034 เศรษฐ สตร เร อน ตอนจบ](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-36.png)