สุดยอด Hyper Car “Koenigsegg” เผยโฉมครั้งแรกในไทยรวม 2 คัน 3,000 กว่าแรงม้า
โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 20 October 2563
สุดยอด Hyper Car รถยนต์สมรรถนะสูงกว่าทั่วไปหนึ่งในนั้นต้องมี “Koenigsegg” (เคอนิกเส็กก์) สุดยอดแบรนด์รถไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงสัญชาติสวีเดน และครั้งแรกบนแผ่นดินไทย ได้เผยโฉมถึง 2 รุ่น
Koenigsegg
บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) นำโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ และ ศักดิ์ นานา กรรมการ จัดงาน “Koenigsegg Bangkok: The Ultimate Performance” ประกาศแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายไฮเปอร์คาร์ เคอนิกเส็กก์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

พร้อมเผยโฉมที่สุดแห่งนวัตกรรมไฮเปอร์คาร์ 2 รุ่น มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

Koenigsegg Gemera Mega-GT สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First For Four) ราคา 110,000,000 บาท โควต้าประเทศไทย 4 คัน จองแล้ว 1 คัน เริ่มผลิตปี 2022 รับรถปี 2024

Koenigsegg Jesko Absolut ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever) ราคา 350,000,000 บาท จัดจำหน่ายหมดแล้ว (นำมาโชว์)
Koenigsegg Jesko Absolut (เคอนิกเส็กก์ เยสโก้ แอบซูลุท)
ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever) และจะไม่ผลิตรถคันไหนที่เร็วและแรงกว่า Jesko Absolut อีกแล้วในอนาคต ทุกส่วนประกอบของ Jesko Absolut ถูกออกแบบมาเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์การต้านลมของตัวถังและยังเพิ่มความนิ่งของตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้นอีกด้วย Koenigsegg Jesko Absolut มีค่าสัมประสิทธิ์แรงฉุดของอากาศเพียง 0.278 ด้วยเส้นสายและการออกแบบของตัวรถที่มีความปราดเปรียวและดุดันมาก


ยิ่งขึ้นด้วยครีบฉลามคู่ด้านท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ F-15 ซึ่งตัวครีบฉลามคู่นั้นทำหน้าที่คอยรีดอากาศด้านหลังให้ไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดแรงเฉี่อยจากลมเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง ดีไซน์ด้านหน้าของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้สามารถเก็บหลังคาได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและจัดเก็บเมื่อต้องการเปิดประทุน ช่วงล่างของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้มีความนุ่มมากขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเมื่อขับขี่ในสนามแข่งและยังคงสะดวกสบายเมื่อใช้งานบนถนนสาธารณะ





เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ที่ลากรอบได้สูงสุดถึง 8,500 รอบต่อนาที สามารถเค้นกำลังสูงสุดที่ 1,600 แรงม้า (ด้วยเชื้อเพลิง E85) เครื่องยนต์ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบส่งกำลังแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาและผลิตโดย Koenigsegg เอง ระบบส่งกำลังของ Jesko Absolut เป็นแบบ 9 จังหวะที่เรียกว่า “Light Speed Transmission (LST)” ซึ่งมาพร้อมกับระบบ “Ultimate Power On Demand (UPOD)” ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์สามารถตอบสนองได้ใกล้เคียงความเร็วของแสงพร้อมทั้งยังมีขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบาเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น


นั่นแปลว่ารถคันนี้ยังเป็นรถคันแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถแตะความเร็วสูงสุด 500 กม./ชม. และมากกว่านั้น แต่ ข้อจำกัดสำคัญ คือ ยาง, สถานที่
Koenigsegg Gemera (เคอนิกเส็กก์ เกเมร่า) Mega-GT
รถ ไฮเปอร์คาร์สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First Four Four) ถูกออกแบบมาตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยที่นั่งที่สามารถรองรับสรีระของผู้ใหญ่ได้ถึง 4 ที่นั่งและยังสามารถเก็บกระเป๋าสัมภาระได้ถึง 4 ใบ ทั้งยังมาพร้อมที่วางแก้วถึง 8 จุด จอแสดงผลข้อมูลต่างๆทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จุดชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบ Apple CarPlay ลำโพง 11 จุด และระบบเบาะปรับด้วยไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย


หัวใจหลักของ Gemera คือเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ที่มีชื่อเรียกว่า “Tiny Friendly Giant (TFG)” มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 มอเตอร์ มอบพละกำลังสูงสุด 1,700 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่ 3,500 นิวตันเมตร ช่วยให้ Gemera ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 1.9 วินาทีเท่านั้น


ด้านเทคโนโลยีช่วยเหลือในการขับขี่ของ Gemera นั้นได้ติดตั้งทั้งระบบเลี้ยวล้อหลังและระบบกระจายแรงบิดเพื่อมอบการควบคุมที่ฉับไวและมั่นใจยิ่งขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่พร้อมเผชิญทุกสภาพถนน นอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร้าใจแล้ว Koenigsegg Gemera ยังสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. และมีพิสัยเดินทางสูงสุด 50 กม. เมื่อต้องการเดินทางโดยปราศจากมลพิษหรือสามารถขับเคลื่อนในรูปแบบไฮบริด โดย Gemera ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ได้หากต้องใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุดและมีพิสัยเดินทางไกลสุดถึง 950 กม.



Gemera นั้นถูกออกแบบด้วยแนวคิดการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการใช้ในเมืองด้วยความเร็วต่ำและขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วสูง ด้วยระบบความปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque ถุงลมนิรภัย 6 ใบ ระบบช่วยเหลือการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบเบรก ABS และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 2.5 ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดยึด ISOFIX สำหรับเบาะหลังทั้ง 2 ที่นั่งอีกด้วย ดีไซน์ภายนอกของ Gemera ได้รับการออกแบบประตูใหม่ที่เรียกว่า “Koenigsegg Automated Twisted Synchrohelix Actuation Doors (KATSAD)” ซึ่งสามารถเปิดได้กว้างพอที่ผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังสามารถเข้ารถไปได้พร้อมกันเลยในเวลาเดียวกันทั้งยังคงรูปลักษณ์แบบรถสปอร์ต 2 ประตู





บริเวณด้านบนประตูนั้นติดตั้งกล้องที่แสดงภาพของรถด้านหลังซึ่งเป็นครั้งแรกของ Koenigsegg ที่นำมาใช้บนรถแทนกระจกมองข้างทั่วไป ล้อขนาด 20 และ 21 นิ้วของ Gemera ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ล้วน ซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึง 9 กิโลกรัมต่อล้อ ด้านท้ายของ Gemera ติดตั้งท่อไอเสียจาก Akrapovic ที่เพิ่มความดุดันทั้งด้านรูปลักษณ์และซุ้มเสียงของเครื่องยนต์ที่คำรามพร้อมจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ภายในของ Gemera อำนวยความสะดวกสบายด้วยเบาะปรับไฟฟ้าแบบ 4 ทิศทางในด้านหน้าแลถูกเสริมด้วยเมมโมรี่โฟมเพื่อรองรับสรีระผู้โดยสารให้สบายยิ่งขึ้นทั้ง 4 ที่นั่ง ผู้โดยสารทั้ง 4 ที่นั่งสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงความบันเทิงและระบบปรับอากาศได้ด้วยตัวเองพร้อมทั้งยังมีช่องเก็บสัมภาระของแต่ล่ะที่นั่งเพื่อเป็นสัดส่วนอีกด้วย สำหรับ Gemera นี้ มีเพียงแค่ 300 คันทั่วโลกเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 2.998 ล้านยูโร

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car
ลาก่อนนะ… Nissan GT-R R35 ปิดตำนาน 18 ปี พร้อมรถคันสุดท้ายจากโรงงานญี่ปุ่น
633 จำนวนผู้เข้าชม |

Nissan GT-R R35 โลดแล่นอยู่ในสายการผลิตมาอย่างยาวนานถึง 18 ปี ผลิตและจำหน่ายไปแล้วประมาณ 48,000 คัน ในที่สุดก็มาถึงบทสุดท้ายในปี 2025 กับรถคันสุดท้ายที่ผลิตออกจากโรงงาน Tochigi ประเทศญี่ปุ่น เป็นรุ่น Premium edition T-Spec สี Midnight Purple ปิดฉากยุคทองของหนึ่งในซุปเปอร์คาร์ญี่ปุ่นที่ทั่วโลกให้การยอมรับ
ตำนานของ R35 เริ่มขึ้นในปี 2001 ด้วยรถต้นแบบ GT-R Concept ที่ Tokyo Motor Show ก่อนจะต่อยอดเป็น GT-R Proto ในปี 2005 และสุดท้ายคือ GT-R R35 โฉมจริงในปี 2007 ยุคนั้นนำโดย CEO คาร์ลอส กอส์น ที่มีเป้าหมายที่จะคืนชีพ GT-R และยกระดับตัวรถให้ต่อกรกับ Porsche 911 Turbo รวมถึง Ferrari และ Lamborghini ได้อย่างสบาย และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
ในปี 2007 มันประเดิมวิ่งรอบสนาม Nürburgring ทำเวลาไป 7 นาที 38 วินาที และลดเหลือ 7 นาที 8.679 วินาที ในรุ่น GT-R NISMO ปี 2013 ทำเอา Porsche ต้องรีบไปพัฒนารถรุ่นใหม่มาท้าชน
วงการมอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่ลงแข่ง Super GT ในปี 2008 R35 ก็กวาดแชมป์มาเพียบ เช่น GT500 ห้าครั้ง, GT300 สามครั้ง, Super Taikyu Japanese endurance racing series ห้าครั้ง, รวมถึงการคว้าแชมป์ Bathurst 12 Hour ปี 2015 และสถิติโลกดริฟต์เร็วที่สุดในโลก ณ สนามบินนานาชาติฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยความเร็ว 304.96 กม./ชม. ในปี 2016
R35 ทุกรุ่นมากับขุมพลัง VR38DETT V6 ทวินเทอร์โบ 3.8 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด คลัตช์คู่ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA E-TS เครื่องยนต์ถูกประกอบด้วยมือโดยช่างผู้เชี่ยวชาญระดับ “Takumi” เพียง 9 คนเท่านั้น รุ่นแรกที่เปิดตัวให้กำลังสูงสุด 480 แรงม้า ต่อมาเพิ่มเป็น 570 แรงม้า ตั้งแต่รุ่นปี 2017 เป็นต้นไป และจบที่ 600 แรงม้า ใน GT-R NISMO
GT-R กลายเป็นของสะสมด้วยรุ่นพิเศษที่ออกมา เช่น Spec V (2009), 45th Anniversary (2011), GT-R NISMO (2013), และ GT-R50 by Italdesign ปี 2018 ผลิตจำกัดแค่ 50 คันในโลก ราคากว่า 1 ล้านดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยราวๆ 32 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้า
และในปี 2024 นิสสันได้เปิดตัวรุ่นสุดท้ายของ R35 พร้อมคืนชีพสีในตำนานอย่าง Bayside Blue และ Midnight Purple
แม้ R35 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ชื่อ GT-R นั้นยังคงอยู่ตลอดไป อนาคตรุ่นใหม่จะกลับมาแน่นอนเราคงต้องรอลุ้นว่ารุ่นถัดไปจะโหดแค่ไหนมาพร้อมขุมพลังแบบใด หวังว่าการกลับมาจะสั่นสะเทือนวงการซุปเปอร์คาร์อีกครั้ง
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Nissan











![[ครบชุด] T0310070 เม ยท ไร วตน](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-125.png)
![[ครบชุด] T0310071 เอาค ละครส นต องมนต](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-126.png)