Rolls-Royce Spectre Black Badge ทิ้งคราบความโบราณ สู่ผู้ดีมีสไตล์
Rolls-Royce รถยนต์สัญชาติผู้ดีอังกฤษได้ขยายไลน์ใหม่ให้กับรถทัวริงคันใหม่ของพวกเขาด้วยการเปิดตัว Rolls-Royce Spectre Black Badge เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่เข้าร่วมกลุ่มผลิตภัณฑ์ Black Badge Series ที่มีการปรับแต่งตัวรถให้มีพละกำลังทรงพลังยิ่งขึ้น และออกแบบสไตล์สปอร์ท เอาใจกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบรถอังกฤษผู้ดีสไตล์สปอร์ท

Black Badge ชื่อที่ฉีกกฎทุกความหรูแบบเดิมๆ
Spectre Black Badge ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “รถยนต์ Rolls-Royce ที่ทรงพลัง และล้ำสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ ” โดยมีรูปลักษณ์ภายนอก และภายในปรับลุคใหม่หมด สไตล์รถแกรนด์ทัวริงคูเป พร้อมกับสีสันที่ดุดัน และการปรับแต่งที่ไม่เคยมี Rolls-Royce รุ่นไหนทำมาก่อน และยังได้รับการปรับเซทการขับขี่ใหม่ ออกแบบมาสำหรับผู้ขับขี่มากขึ้น รวมถึงมีโหมดการขับขี่ใหม่หลายโหมดที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับสามารถปลดปล่อยกำลัง และแรงบิดทั้งหมดของรถยนต์ได้อย่างเต็มสมรรถนะ


Rolls-Royce กล่าวว่า Black Badge Spectre ได้รับการพัฒนาด้วยความช่วยเหลือของ “กลุ่มลูกค้าระดับสูงผู้เป็นเจ้าของรถ Rolls-Royce” โดยได้รับการคัดเลือกมาร่วมเสนอไอเดีย กำหนดทิศทาง และได้รับอนุญาตให้เข้าถึงรถทดสอบที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษก่อนใครภายใต้เงื่อนไขการรักษาความลับ มีการรวบรวมข้อมูลการขับขี่ของลูกค้าแต่ละคน เพื่อนำไปปรับแต่งรถให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของเจ้าของรถส่วนใหญ่ ถือเป็นการมีส่วนร่วมครั้งสำคัญเพื่อให้รถยนต์อุลทราลักชัวรีของพวกเขาตอบสนองความต้องการสูงสุด



“Black Badge จะเป็นตัวแทนของวิวัฒนาการตามธรรมชาติของแบรนด์ที่กำหนดโดยวัฒนธรรมความร่วมมือกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้น Black Badge เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่แสดงถึงการตอบสนองที่แท้จริง ฉีกกฎเดิมๆ และยืนหยัดต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ที่แสดงออกถึงตัวตนอีกด้านอย่างแรงกล้า” Torsten Müller-Ötvös อดีตซีอีโอของ Rolls-Royce ได้กล่าวถึงการสร้างภาพลักษณ์ของ Black Badge ที่พร้อมประกาศตัวเข้าสู่ทิศทางใหม่ในตลาดรถยนต์หรูซึ่งรวมถึงรุ่นก่อนหน้านี้ที่ได้เปิดตัวไปอย่าง Ghost Series II Black Badge และ Cullinan Series II Black Badge ถือเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก



รุ่นพิเศษ ดุดัน แต่สุขุม
การออกแบบภายนอกของ Spectre ได้รับการปรับแต่งในสไตล์ Black Badge พร้อมเปิดตัวสีใหม่ชื่อ Vapor Violet ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมของคลับกลางคืนในประเทศอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ซึ่งเจ้าของรถยังสามารถเลือกปรับแต่งสีภายนอกกว่า 44,000 เฉดสี สีภายใน สไตล์เบาะแบบพิเศษผ่านโปรแกรม Bespoke ของ Rolls-Royce ได้ซึ่งรวมถึงการตกแต่งภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ ขนาดของ Spectre มีความยาว 5,453 มม. กว้าง 2,080 มม. สูง 1,559 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 3,210 มม. น้ำหนักรวมอยู่ที่ประมาณ 3,000 กก.



จุดเด่นสำคัญอยู่ที่องค์ประกอบการตกแต่งอื่นๆ รอบคัน ถูกทำให้เป็นสีดำเงาเพื่อให้สอดคล้องกับสไตล์ Black Badge เช่น กระจังหน้า มือจับประตู แผงตกแต่งกรอบประตู แถบกันชน ตราสัญลักษณ์ Rolls-Royce “R” คู่ และสัญลักษณ์นางฟ้า Spirit of Ecstasy ที่ปรับเปลี่ยนใหม่บนฝากระโปรงรถอันเป็นเอกลักษณ์ ยังมีฟีเจอร์กระจังหน้า ติดตั้งไฟแบลคไลท์เรืองแสงส่องสว่าง และรุ่น Black Badge ใช้ล้ออะลูมิเนียมหลอม 5 ก้านขนาด 23 นิ้ว ซึ่งสามารถปรับสไตล์ล้อเป็นแบบขัดเงาบางส่วน หรือจะเปลี่ยนให้เป็นวงล้อสีดำล้วนก็เลือกได้





ส่วนของภายใน Spectre Black Badge เรียกได้ว่า เปรียบเสมือนงานศิลปะติดล้อ มีการติดตั้งแผงไฟเบอร์ออพติคพร้อมไฟส่องสว่างลักษณะคล้ายดวงดาวมากกว่า 5,500 ดวง สามารถยิงเป็นดาวตกได้ นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งลวดลายใหม่ พวงมาลัย พรม วัสดุบุหลังคา มาพร้อมสีให้เลือกมากกว่ารุ่นปกติ แผงบริเวณคอนโซลสามารถเลือกเปลี่ยนจาก Piano Black หรือ Black Badge Technical Fibre และแผงหน้าปัดดิจิทอลที่แสดงธีมสีได้ 5 แบบ







Rolls-Royce แรงที่สุดในประวัติศาสตร์
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญสำหรับ Spectre Black Badge นั่นคือ สมรรถนะที่ลูกค้า Rolls-Royce ทุกคนต้องการ ซึ่งโดยพื้นฐานเดิมของ Spectre เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งมีการปรับเซทใหม่ในเรื่องของการขับขี่ที่คล่องตัว มีระยะการขับขี่ไกล และสามารถสร้างอัตราเร่งได้อย่างรวดเร็ว หลังจากพบว่าเจ้าของรถ Spectre ส่วนใหญ่ “ใช้กำลังสูงสุดในช่วงเวลาแซงสั้นๆ มากกว่า” วิศวกรของ Rolls-Royce ได้ปรับน้ำหนักพวงมาลัย และระบบควบคุมการทรงตัวของรถ Spectre เพื่อปรับปรุงความสามารถในการเข้าโค้ง ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงระบบกันกระเทือนเพื่อลดการยุบตัวขณะเร่งความเร็ว และลดความเร็ว ทำให้คุณลักษณะของ Spectre Black Badge จึงได้รับการพัฒนาเพื่อให้ตอบสนองได้ในทุกสภาพการขับขี่โดยเฉพาะการขับขี่ความเร็วสูง


ใช้แบทเตอรีความจุ 102 kWh แบบ Lithium-ion ขับได้ระยะทางสูงสุด 446 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 2 ตัว ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Separately Excited Synchronous Motors (SSMs) โดยสามารถผลิตกำลังได้สูงถึง 659 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,075 นิวทันเมตร ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ซึ่งถือเป็นการเพิ่มกำลังแรงม้า และแรงบิดสูงสุดเหนือกว่า Cullinan Black Badge, Ghost Black Badge และ Wraith Black Badge รุ่นก่อนหน้าซึ่งใช้เครื่องยนต์ V12 ทวินเทอร์โบขนาด 6.75 ลิตร ถูกโค่นบัลลังก์ Rolls-Royce ที่ทรงพลังที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อย


นอกจากนี้ Spectre Black Badge สามารถเปิดใช้งาน Infinity Mode ได้โดยใช้ปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งตั้งชื่อตามสัญลักษณ์ Infinity ที่ใช้ในรุ่น Black Badge โหมดนี้จะเป็นการปลดลอคกำลังไฟฟ้าสูงสุด 659 แรงม้า ในทุกย่านความเร็ว และให้การตอบสนองคันเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ยังมีโหมด Spirited Mode มีให้เลือกใช้งานแยกต่างหาก ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ “เร่งความเร็วออกตัวได้ทันที” โหมดนี้จะเปิดใช้งานได้ เมื่อรถจอดนิ่ง และทำหน้าที่เป็นฟังค์ชันควบคุมการออกตัวแบบ Launch Control ในรถซูเพอร์คาร์ เมื่อเปิดใช้งานโหมดนี้ Black Badge Spectre จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.1 วินาที


จากคุณสมบัติที่กล่าวมานั้น สนนราคาสูงถึง 490,000 เหรียญสหรัฐฯ ราว 16.45 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า และออพชัน Spectre Black Badge ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าหรูที่มาพร้อมนวัตกรรม เทคโนโลยีไฟฟ้ายุคใหม่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของ Rolls-Royce แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนายนตรกรรมที่ผสานความหรูหราเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
แรงสุดของ โรลส์-รอยซ์ ‘แบล็คแบจ สเปกเตอร์’ EV เริ่ม 41.5 ล้าน
12 มิ.ย. 2025 เวลา 16:50 น.




Play
ปี 2566 โรลส์-รอยซ์ เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) รุ่นแรก สเปกเตอร์ (Rolls-Royce Spectre) และล่าสุดเสริมตลาดด้วยรุ่นพิเศษ “แบล็คแบจ สเปกเตอร์”
โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์คาร์ส แบงคอก ผู้จำหน่ายรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัว “แบล็คแบจ สเปกเตอร์” (Rolls-Royce Black Badge Spectre) รถที่ได้ชื่อว่ามีพลังสูงที่สุดที่โรลส์-รอยซ์ เคยผลิตมา จากขุมพลังไฟฟ้า หรือ อีวี (EV)
แบล็คแบจ สเปกเตอร์ เป็นรุ่นพิเศษที่ต่อยอดจาก สเปกเตอร์ โดยปรับเพิ่มสมรรถนะจาก 584 แรงม้า เป็น 600 แรงม้า ขณะที่แรงบิดสูงสุดเท่ากัน ที่ 900 นิวตันเมตร แต่เมื่อเลือกใช้โหมด อินฟินีตี้ ซึ่งมีเฉพาะใน แบล็คเบจเท่านั้น จะเพิ่มกำลังเป็น 659 แรงม้า
ขณะที่โหมดสปิริต (Spirit) จะเพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 1,075 นิวตันเมตร สำหรับการใช้งานที่ต้องการกำลังเป็นพิเศษช่วงสั้น ๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก เครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ เมอร์ลิน (Rolls-Royce Merlin) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในเครื่องบินรบหลายรุ่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
นอกจากนี้แบล็คเบจ ยังมีโหมด launch control เอาไว้ให้ใช้งาน ให้เล่น อีกด้วย
นอกจากนี้ยังตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้มีเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับ แบล็คเบจ เช่น
- กระจังหน้าแพนธีออนเรืองแสง เพิ่มลูกเล่นโดยการพ่นสีด้านใน (Illuminated Pantheon Grille),
- ตัวถังรถสีม่วง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแสงไฟนีออนของไนต์คลับยุค 80s-90s ที่จะเป็นสีม่วง
- แผ่นกันรอยกาบบันได พร้อมโลโก้ “Black Badge” เรืองแสง
- ห้องโดยสารประดับลาย Technical Fibre
- แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia)
ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าวว่าโรลส์-รอยซ์ แบล็คแบจ สเปกเตอร์ เป็นรถที่ทรงพลังมากสุดในประวัติศาสตร์ ของแบรนด์ พัฒนาขึ้นจากข้อมูลการขับหลักแสน กม. จากกลุ่มผู้ครอบครอง

และเพื่อรองรับสมรรถนะที่เพิ่มสูงขึ้น โรลส์-รอยซ์ ปรับปรุงเชิงวิศกรรม ทั้งการเพิ่มน้ำหนักของพวงมาลัย ปรับแต่งตัวถังและช่วงล่างพลานาร์ เพื่อลดการโยนตัว และลดอาการหน้าเชิดจากการเร่งเต็มแรง หรือ หน้าทิ่มเมื่อเบรกเต็มที่ แต่ยืนยันว่ายังคงรักษาความสะดวกสบายในการโดยสาร หรือ “Magic Carpet Ride”
แบล็คเบจ เป็นรถยนต์ฟาสต์แบค 2 ประตู สัญลักษณ์นางฟ้าบริเวณหน้ารถ (Spirit of Ecstacy) ชุบโครเมียมรมดำ กระจังหน้าเรืองแสงแรงบันดาลใจจากเสาของวิหารแพนธีออน (Illuminated Pantheon grille)

ประตูยาว 1.5 เมตร แบบไร้เสากลาง เชื่อมด้วยเลเซอร์ เป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์

ไฟท้ายออกแบบให้ปราศจากสีสันโดยสิ้นเชิง ล้ออะลูมินัมฟอร์จขนาด 23 นิ้ว ลายใหม่ 5 ก้าน โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งสีดำล้วน หรือกึ่งปัดเงา

ห้องโดยสารประดับลวดลาย Technical Fibre และ แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) มาตรวัดฝั่งผู้ขับขี่ มีให้เลือก 5 สี คือ Vivid Grellow, Neon Nights, Cyan Fire, Ultraviolet and Synth Wave
แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) โดยฝั่งผู้โดยสาร ฉลุเป็นลวดลายปีกนางฟ้า พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์อินฟินิตี้ ล้อมรอบด้วยไฟที่เป็นเหมือนดวงดาวกว่า 5,500 ดวง บนพื้นหลังสีดำเปียโนแบล็ค แทนความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืน


ตกแต่งตามจุดต่าง ๆ ด้วยลวดลาย Technical Fibre ที่มีส่วนประกอบของเส้นใยคาร์บอนและโลหะ ประตูดาว (Starlight Doors) ส่องแสงเป็นประกาย ส่วนเบาะคู่หลัง คั่นกลางด้วยสัญลักษณ์อินฟินิตี้

ด้านการใชังาน รองรับการขับขี่สูงสุด เฉลี่ย 493-530 กิโลเมตร (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 4.3 วินาที
อัตราสิ้นเปลือง 23.8-22.2 kWh/100 กิโลเมตร (WLTP)
ด้านเงื่อนไขการซื้อขาย
- รับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตนาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ไม่ครอบคลุมรถยนต์ ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์)
- รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่นาน 15 ปี
- โรลส์-รอยซ์ Wall Box 22 kW พร้อมติดตั้ง
- โปรแกรมบำรุงรักษา (service inclusive) ครอบคลุมค่าแรงทั้งหมด
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้สำหรับ โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ ซึ่งรับประกันแบตเตอรี 10 ปี ก็จะได้สิทธิ์ย้อนหลัง โดยปรับเพิ่มเป็น 15 ปี ด้วยเช่นกัน
ส่วนราคาของ แบลคเบจ สเปกเตอร์ รุ่นพื้นฐานเริ่มต้นที่ 41.5 ล้านบาท
![[ครบชุด] T0310108 ไม แล Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-158.png)
![[ครบชุด] T0310109 วหน าใจร ายด าล กน องเร องให นมล กท ทำงาน Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-159.png)