ตั้งแต่ลัมโบร์กีนีไปจนถึงโรลส์รอยด์ มันน่าสนุกมากเมื่อต้องนำเสนอรถยนต์ที่หรูหราและสวยงามที่สุดในโลก การออกแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เครื่องยนต์ทรงพลัง และความสะดวกสบาย รถยนต์เหล่านี้นำเสนอสิ่งเหล่านี้และอีกมากมาย รถยนต์ที่หรูหราที่สุดจะมีรุ่นจำกัด และทุกๆ สองสามเดือน จะมีซุปเปอร์คาร์รุ่นลิมิเต็ดออกมา มักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงกว่ารุ่นก่อนๆ รถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเหล่านี้จะถูกซื้อทันทีที่เปิดตัว นี่คือ 10 รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกในปี 2023 และคุณคงไม่อยากพลาดบทความนี้
Rolls-Royce Boat Tail
Rolls Royce มีชื่อเสียงในด้านรถยนต์หรูหรา รถยนต์ Boat Tail ใหม่ดูสวยงาม โดยเป็นรุ่นต่อจาก Sweptail ที่สวยงามที่ผลิตในปี 2017 Sweptail มีราคา 12.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (460 ล้านบาท) บริษัทยังไม่ได้ประกาศราคา แต่มีข่าวลือว่า Boat Tail ควรจะมีมูลค่าสูงถึง 28 ล้านเหรียญสหรัฐ (1000 ล้านบาท) ภายนอกของ Boat Tail เป็นแบบทูโทน ซึ่งไม่ค่อยเห็นในรถหลายคัน การตกแต่งเป็นแบบไฮเอนด์ และภายในมาพร้อมกับ “ชุดโฮสติ้ง” พร้อมร่มกันแดดในตัวและตู้เย็นแช่แชมเปญ ไม่มีใครไม่ชอบแชมเปญใช่ไหม? โรลส์รอยซ์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

Bugatti La Voiture Noire
Bugatti La Voiture Noire มาพร้อมเครื่องยนต์ Quad-turbo 8 ลิตร W16 ให้กำลัง 1,479 แรงม้า และแรงบิด 1,600 นิวตัน-เมตร มันยากที่จะเชื่อ แต่รถคันนี้มาพร้อมกับปลายท่อไอเสียหกเส้น Bugatti La Voiture Noire ใหม่ที่หรูหรามาพร้อมกับล้อที่สวยงาม แผงด้านหน้าออกแบบเป็นพิเศษ และตราแบรนด์ทำให้เห็นได้ชัดว่าเป็น Buggati La Voiture Noire มันเป็นสัญลักษณ์ให้กับประวัติศาสตร์ของ Bugatti ทั้งซับซ้อนและสง่างาม มันนำมาซึ่งความเร็ว สุนทรียภาพ ความหรูหรา และเทคโนโลยี รถคันนี้มีราคา 18.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (673 ล้านบาท)

Bugatti Centodieci
Centodieci เป็นรถที่หายากมาก โดย Buggati เปิดตัวในงาน Pebble Beach car week Centodieci ที่สร้างขึ้นครบรอบ 110 ปี มันมีการออกแบบและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม Bugatti ออกแบบรถจำลองแห่งยุค EB110 ด้วย Centodieci เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า 110 ด้วยสมรรถนะอันน่าทึ่งและการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร Centodieci ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ มีรูปทรงคลาสสิกเวอร์ชันทันสมัยและเครื่องยนต์ W16 ซึ่งผลิตเพียง 10 คันเท่านั้น และรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 10 คันโดดเด่นด้วยความสง่างามไร้ที่ติและความงามของประติมากรรม ทำให้ Centodieci กลายเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง รถคันนี้เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่พิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมีราคาอยู่ที่ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ (324 ล้านบาท)

Mercedes Maybach Exelero
Mercedes-Benz Exelero เป็นรถยนต์ที่ไม่ซ้ำใคร Exlero ถูกสร้างขึ้นในปี 2004 โดย Fulda ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของ Goodyear ในเยอรมนี เพื่อทดสอบยางใหม่ Mercedes ผลิต Exelero บนเฟรมของ Maybach และติดตั้งเครื่องยนต์ V12 เทอร์โบคู่แบบเดียวกับที่ให้กำลัง 690 แรงม้า (510 กิโลวัตต์) และแรงบิด 1,020 นิวตันเมตร (752 ปอนด์ฟุต) รถซุปเปอร์คาร์คันนี้ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมอย่างพิถีพิถันและไม่มีที่ติตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้รถมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Mercedes-Benz Maybach Exelero เป็นรถยนต์ที่ทรงพลังและมีขนาดใหญ่ โดยมีน้ำหนัก 2,660 กิโลกรัม (5,864 ปอนด์) Exelero มีความเร็วสูงสุด 351 กม./ชม. (218 ไมล์ต่อชั่วโมง) ซึ่งเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับรถคันอื่นๆ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (0 ถึง 62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ซุปเปอร์คาร์คันนี้มีราคาอยู่ที่ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ (288 ล้านบาท) แต่ปัจจุบันราคาจะสูงกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (360 ล้านบาท)

Bugatti Divo
Divo เป็นรถที่ได้รับความชื่นชมจากพนักงานของ Bugatti เครื่องยนต์ที่ดีมาก Bugatti Divo มีน้ำหนักเบากว่า Chiron 77 ปอนด์ โดยการเพิ่มล้อที่เบากว่าเดิม หนังคาร์บอนไฟเบอร์ และลบฉนวนเสียงบางส่วน แม้ว่าจะมีกำลัง 1,500 แรงม้า (1,119 กิโลวัตต์) เช่นเดียวกับ Chiron แต่ Divo ก็มีการจัดวางตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้วิ่งเร็วขึ้น 8 วินาทีในสนามทดสอบ Nardo รถยนต์คันนี้จะถูกผลิตจำนวน 40 คัน โดยแต่ละคันมีราคา 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (209 ล้านบาท)

Koenigsegg CCXR Trevita
“Trevita” เป็นตัวย่อภาษาสวีเดนที่แปลว่า “คนผิวขาวสามคน” ในภาษาอังกฤษ ตัวถังลายคาร์บอนที่มองเห็นได้ของ Koenigsegg มีชื่อเสียงในด้านความโดดเด่นและความสมบูรณ์แบบไปทั่วโลก ก่อนที่ Trevita จะมีแต่สีคาร์บอนไฟเบอร์สีดำมาตรฐานเท่านั้น Trevita นั้นมีโซลูชันไฟเบอร์แบบเคลือบที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเปลี่ยนไฟเบอร์จากสีดำเป็นสีขาวเงินที่แวววาว เมื่อดวงอาทิตย์ส่องลงบนผิว Trevita มันจะเปล่งประกายราวกับเพชรสีขาวเม็ดเล็กๆ หลายล้านเม็ดฝังอยู่ในตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ที่มองเห็นได้ Trevita ติดตั้งปีกหลังคาร์บอนคู่ ท่อไอเสียอินโคเนล เบรกคาร์บอนเซรามิกพร้อม ABS ถุงลมนิรภัย แป้นเปลี่ยนเกียร์ แผงหน้าปัดโครโน ระบบมัลติมีเดีย ระบบตรวจสอบยาง และระบบยกไฮดรอลิก เดิมที Trevita มีแผนจะเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นสามคัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวของ Trevita ผลิตยากและใช้เวลานาน จึงมีการตัดสินใจทำให้รถยนต์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นโดยการจำกัดจำนวน Trevita ที่ผลิตได้เพียงสองคัน รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้มีราคาอยู่ที่ 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (173 ล้านบาท)

Lamborghini Veneno
Lamborghini ไม่เพียงแต่เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้ง (ปีค.ศ. 1963) ด้วย Veneno และ Veneno Roadster เท่านั้น แต่ยังให้กำเนิดรถที่มีความพิเศษเพียงไม่กี่คันที่นำแนวคิดของซุปเปอร์สปอร์ตโรดสเตอร์ไปสู่อีกระดับหนึ่ง ทลายทุกขีดจำกัดกับโลกแห่งการแข่งรถ ระหว่างปี 2014 ถึง 2015 Lamborghini ผลิต Venenos โดยใช้ Aventador เพียง 14 คันเท่านั้น แต่ละคันมีราคาประมาณ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (162 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่เลือก และมีทั้งรุ่นเปิดประทุนและรถคูเป้ ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรที่ทรงพลังยิ่งขึ้นของ Aventador ซึ่งขณะนี้ผลิตกำลังได้ 740 แรงม้า (552 กิโลวัตต์) และแรงบิด 509 ปอนด์ฟุต (609 นิวตัน-เมตร) ทำให้สามารถวิ่งได้ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ใน 2.9 วินาที เป็น Lamborghini ที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

Bugatti Chiron Super Sport 300+
Bugatti ดึงดูดความสนใจของโลกยานยนต์เมื่อมีการประกาศว่า Chiron ได้ทำลายกำแพงความเร็ว 300 ไมล์ต่อชั่วโมง Super Sport 300 + เป็นรุ่นที่ถูกต้องตามกฎหมายของรถคันนั้นที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ Super Sport 300+ ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 30 คัน Chiron มีตัวถังที่พริ้วไหว และธีมลายทางที่สวยงาม แม้ Bugatti จำกัดความเร็วสูงสุดของรถแต่ละคันไว้ที่ “เพียง” 277 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ตัวถังของ Chiron Super Sport 300+ ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อความเร็วสูง เพื่อประสิทธิภาพและความเสถียร ซุปเปอร์คาร์คันนี้มีราคาอยู่ที่ 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (141 ล้านบาท)

Lamborghini Sian
Sian เป็นสะพานเชื่อมสู่อนาคตของ Lamborghini Lambo คันนี้คือตัวเลือกการผลิตด้วยไฟฟ้าคันแรก Sian มีระบบมายด์ไฮบริดขนาด 48 โวลต์ นอกเหนือจากเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรจาก SVJ กำลังรวมของระบบอยู่ที่ 819 แรงม้า (611 กิโลวัตต์) ทำให้เป็นรถยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของ Lamborghini Lamborghini จะสร้างโมเดลเพียง 63 คันเท่านั้น ดังที่แสดงไว้ในสติ๊กเกอร์ 63 ชิ้นที่ด้านข้างทั้งสองข้างของปีก Sian แต่ละคันจะมีราคาแพงกว่า Aventador SVJ อย่างมาก ซึ่งมีราคา 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (130 ล้านบาท)

Pagani Huayra Roadster BC
ตามการเป็นผู้นำของ Pagani Huayra BC เวอร์ชันโรดสเตอร์ที่น่าเกรงขาม รถคันนี้ที่มีกำลัง 800 แรงม้า (597 กิโลวัตต์) และแรงบิด 774 ปอนด์-ฟุต น่าประหลาดใจที่ Pagani เพิ่มแรงม้าของรถเปิดประทุนขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์เหนือรุ่นรถคูเป้ ต้องขอบคุณเครื่องยนต์ V12 เทอร์โบคู่ขนาด 6.0 ลิตรที่มาจาก AMG เจ้าของรถควรรู้สึกสบายใจเมื่อรู้ว่ารถของตนเป็นของหายาก นอกเหนือจากความพึงพอใจในการได้ยินเสียงเครื่องยนต์อันงดงามโดยไม่มีหลังคากีดขวาง Pagani ผลิตรถยนต์เหล่านี้เพียง 40 คัน โดยแต่ละคันมีราคาอยู่ที่ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (126 ล้านบาท)

รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์และงดงามจากแบรนด์ยานยนต์ต่างๆ อาจพบเห็นได้ทั่วโลก ในทางกลับกัน รถยนต์เหล่านี้ได้รับการออกแบบอย่างประณีต โดยเป็นตัวแทนของแบรนด์เหล่านั้น เครื่องยนต์บางรุ่นมีคุณภาพสูงกว่าเครื่องยนต์อื่นๆ ส่งผลให้บางรุ่นมีแรงม้ามากกว่าและบางรุ่นมีแรงบิดมากกว่า การเร่งความเร็วของรถยนต์เหล่านี้มาจากปริมาณแรงม้าที่ผลิตได้ รถยนต์เหล่านี้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่มั่งคั่ง บุคคลที่มีระดับย่อมปรารถนายานพาหนะดังกล่าวเพื่อเสริมความมั่งคั่งเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดียิ่งขึ้น
อ่านยัง : 8 สียอดฮิตของ Lamborghini
5 อันดับแบรนด์รถหรูที่แพงที่สุดในโลก อัปเดต 2025
Last updated: 23 ก.พ. 2568 | 45130 จำนวนผู้เข้าชม |

หากพูดถึงรถหรู หรือ luxury car แล้ว หลายคนคงนึกถึงเหล่าแบรนด์รถหรูเจ้าดัง ๆ อย่าง Rolls-Royce, Bugatti, Lamborghini, Ferrari หรือ Aston Martin ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่คุณรู้หรือไม่ว่ารถที่แพงที่สุดในโลกมาจากแบรนด์อะไร มีจุดเด่นและประสิทธิภาพที่ดีมากขนาดไหน วันนี้เราได้รวบรวม 5 อันดับแบรนด์รถหรูสุดพรีเมี่ยม ที่ราคาแพงที่สุดในโลกปี 2025 มาให้ทุกคนที่สนใจได้ลองอ่านและศึกษากันดูครับ
5 อันดับแบรนด์รถหรูราคาแพงที่สุดในโลก
1. Rolls-Royce Boat Tail

ขอบคุณภาพจาก Rolls-Royce
ราคา 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 960 ล้านบาท)
Rolls-Royce Boat Tail เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 เป็นรถยนต์หรูเปิดประทุน 2 ประตูสั่งทำพิเศษที่มีเพียง 3 คันในโลก ครองตำแหน่งรถสปอร์ตที่แพงที่สุดในโลก และแบรนด์รถหรูคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรถเปิดประทุนยุค 1930 ที่มีชื่อเดียวกัน การออกแบบภายนอกของรถมีความโค้งมนและหรูหรา ไฟหน้า LED ที่บางเฉียบและไฟท้ายแนวนอนช่วยเพิ่มความทันสมัยให้กับรูปลักษณ์ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา เช่น ไม้ หนัง และคริสตัล เบาะนั่งหุ้มหนังสีฟ้าอ่อนตัดกับแผงหน้าปัดไม้สีดำ ที่สะท้อนถึงความรักของเจ้าของรถที่มีต่อท้องทะเลได้อย่างลงตัว

Rolls-Royce Boat Tail ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 เทอร์โบคู่ขนาด 6.75 ลิตร ให้กำลัง 563 แรงม้า แรงบิด 900 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 5 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กม./ชม.
Rolls-Royce Boat Tail เป็นรถยนต์ที่หรูหรา ทรงพลัง และคงความคลาสสิคของความเป็น Rolls-Royce ไว้ได้ในทุกกระเบียดนิ้ว นอกจากความสวยงามของดีไซน์อันน่าหลงใหลแล้ว เครื่องยนต์ภายในยังจัดเต็มไม่เป็นสองรองใคร ควรค่าแก่การเป็นรถที่มีราคาแพงที่สุดในโลกประจำปี 2025 อย่างไม่ต้องสงสัยครับ
2. Bugatti La Voiture Noire

ขอบคุณภาพจาก Bugatti
ราคา 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 600 ล้านบาท)
Bugatti La Voiture Noire เป็นรถสปอร์ตไฮเปอร์คาร์ที่ผลิตขึ้นเพียงคันเดียวในโลก เปิดตัวในปี 2019 ด้วยราคา 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 600 ล้านบาท) รถยนต์คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Bugatti Type 57 SC Atlantic ซึ่งเป็นรถคลาสสิคที่ผลิตขึ้นในช่วงปี 1930 ตัวถังของรถจะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด มาในโทนสีดำสนิทแบบ Deep Black Gloss ดีไซน์ภายนอกเน้นความเรียบหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง ภายในหุ้มด้วยหนังเกรนสีน้ำตาล Havana Brown ตัดกับอะลูมิเนียมปัดเงาสะดุดตา คอนโซลกลางมีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่และเบาะนั่งทรงสปอร์ตชวนหลงใหลที่ให้กลิ่นอายแบบโมเดิร์น

Bugatti La Voiture Noire ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 เทอร์โบชาร์จ 8.0 ลิตรที่ให้กำลัง 1,500 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลา 2.4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 420 กม./ชม. La Voiture Noire ใช้เวลาในการพัฒนานานกว่า 2 ปี ผลิตโดยช่างฝีมือกว่า 60 คน และใช้เวลาประกอบมากถึง 6,000 ชั่วโมง เจ้าของรถคันนี้ไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าจะเป็นมหาเศรษฐีชาวยุโรป
3. Bugatti Centodieci

ขอบคุณภาพจาก Bugatti
ราคา 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 300 ล้านบาท)
Bugatti Centodieci เป็น Supercar รุ่นพิเศษที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 110 ปีของแบรนด์รถหรู Bugatti ตัวรถเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ด้วยราคาสูงถึง 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 300 ล้านบาท) และผลิตเพียง 10 คันเท่านั้น Centodieci ได้รับการตั้งชื่อตาม Bugatti EB110 ซึ่งเป็นรถซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของ Bugatti ที่ผลิตขึ้นในปี 1991 ซึ่งนอกจากชื่อแล้ว ดีไซน์ภายนอกและภายในยังได้รับอิทธิพลมาจาก EB110 ด้วยในหลาย ๆ แง่มุม

Bugatti Centodieci เป็น Supercar ที่มีรูปลักษณ์ดุดันและปราดเปรียว มีไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูและไฟท้ายแบบ LED สามมิติที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก EB110 ส่วนห้องโดยสารออกแบบได้อย่างหรูหราทันสมัย วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และหนังแท้ มีเบาะนั่งทรงสปอร์ตและแผงหน้าปัดดิจิทัล ตัวรถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ที่ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้าและแรงบิด 1,600 นิวตันเมตร เครื่องยนต์นี้ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 380 กม./ชม.
4. Mercedes Maybach Exelero

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia
ราคา 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 200 ล้านบาท)
Mercedes-Maybach Exelero เป็นแบรนด์รถหรูระดับไฮเปอร์คาร์ที่ผลิตขึ้นเพียงคันเดียวในโลก โดย Mercedes-Benz และ Fulda บริษัทยางในเครือ Goodyear จากประเทศเยอรมัน ตัวรถเปิดตัวครั้งแรกในปี 2004 ด้วยราคา 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 200 ล้านบาท) Exelero สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Mercedes-Benz S 57 แต่ได้รับการปรับแต่งใหม่หลายจุดเพื่อยกระดับสมรรถนะและรูปลักษณ์ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

โดยภายนอกใช้การออกแบบที่เรียบหรูแต่แฝงไปด้วยความดุดัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม และไฟท้าย LED รูปทรงเรียวยาว ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียมอย่างไม้ หนัง และคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa ตัดด้วยตะเข็บสีแดงดูเข้ากันอย่างลงตัว คอนโซลกลางติดตั้งจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว ระบบเสียง Burmester High-End Surround Sound และระบบความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบ
Mercedes-Maybach Exelero มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 5.9 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 690 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,020 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 351.45 กม./ชม. ปัจจุบัน Exelero เป็นเจ้าของโดย Fulda และถูกนำไปจัดแสดงตามงานมอเตอร์โชว์ต่าง ๆ ทั่วโลก

5. Bugatti Divo

ขอบคุณภาพจาก Bugatti
6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 200 ล้านบาท)
Bugatti Divo เป็นรถไฮเปอร์คาร์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ด้วยราคา 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 200 ล้านบาท) ผลิตออกมาเพียง 40 คันเท่านั้น ตัวรถได้ตั้งชื่อตามนักแข่งรถชาวฝรั่งเศส Albert Divo ซึ่งชนะการแข่งขัน Targa Florio สองครั้งในปี 1928 และ 1929 Bugatti Divo ได้รับการต่อยอดมาจากแบรนด์รถหรู Bugatti Chiron ในด้านแอโรไดนามิกและน้ำหนัก ด้านหน้ามีกระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดใหญ่ขึ้น ช่องดักอากาศที่กว้างขึ้น และโคมไฟหน้า LED ขนาดเล็ก หลังคามีช่องดักอากาศ NACA Duct ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศไปยังห้องเครื่องยนต์ ส่งผลให้มีแรงกดอากาศเพิ่มขึ้น 90% และน้ำหนักเบาลง 35 กก. การปรับแต่งเหล่านี้ทำให้ Divo เร็วกว่า Chiron ตอนเข้าโค้ง แต่ยังคงช้ากว่าเล็กน้อยในการเร่งและทำความเร็วสูงสุด

ด้านข้างของรถมีซุ้มล้อที่กว้างขึ้น ช่องดักอากาศที่ด้านหลังล้อ และปีกเล็ก ๆ ที่ด้านหลังของประตู ด้านหลังมีปีกท้ายแบบแอคทีฟปรับได้ ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ และไฟท้ายแบบ 3 มิติ ส่วนภายในยังคงความหรูหราแบบ Chiron ไว้ เบาะนั่งเป็นแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลกลางมีจอแสดงผลการขับขี่ขนาดใหญ่และระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูงระดับไฮเอนด์
Bugatti Divo มาพร้อมเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีดขับเคลื่อนทุกล้อ มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 380 กม./ชม.
ดูแลแบตเตอรี่ Supercar ด้วย CTEK จากสวีเดน

รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะละเอียดอ่อนที่เราต้องใส่ใจและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะรถหรูราคาแพงอย่าง Supercar หรือรถสปอร์ตที่ต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ได้ถูกนำไปขับทุกวัน รถ Supercar ส่วนใหญ่จึงมักจอดทิ้งไว้ ผลที่ตามมาคือ ปัญหาแบตเตอรี่หมดจนรถสตาร์ทไม่ติด ซึ่งถ้าหากเราปล่อยให้รถแบตหมดบ่อย ๆ แบตเตอรี่ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพและไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุด ถึงแม้จะเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว แต่ถ้ายังจอดทิ้งไว้นานก็จะเจอแต่ปัญหาเดิม คุณจึงควรใช้ที่ชาร์จแบตรถยนต์ CTEK จากสวีเดนคอยชาร์จไฟให้เต็มอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอาการแบตเตอรี่เสื่อมจากการจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานครับ
CTEK เป็นเครื่องชาร์จแบตรถยนต์อัจฉริยะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 8 ขั้นตอนการชาร์จลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสวีเดน โดย CTEK จะชาร์จไฟด้วยกระแสสูงสุดให้เต็มถึง 80% หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดกระแสลงพร้อมตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม 100% เพื่อป้องกันแบตเตอรี่ Overcharge ทำให้เราสามารถชาร์จทิ้งไว้ได้เป็นเดือนโดยไม่ทำให้แบตเตอรี่เสีย ไม่ต้องคอยสตาร์ทหรือเอารถไปวนขับให้สิ้นเปลืองน้ำมันอีกต่อไป
“แบตเตอรี่แพงแค่ไหนก็เสื่อมได้ถ้าจอดทิ้งไว้นาน เลือกใช้ CTEK ก่อนสาย สตาร์ทเมื่อไหร่ รถพร้อมใช้ ออกตัวได้ทุกครั้ง”
CTEK MXS 5.0 เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ มีกระแสชาร์จสูงสุด 5A สำหรับแบตเตอรี่ขนาด 1.2 – 110Ah รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุด ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่มีความรู้เรื่องช่างก็สามารถใช้งานได้ ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติแทบทั้งหมด ตัวเครื่องนั้นมีขนาดเล็ก กะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ทนทานกันน้ำกันฝุ่น หากคุณกำลังมองหาเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์หรือบิ๊กไบค์ CTEK MXS 5.0 ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก
![[ครบชุด] T1006072 มารยาคนแก (ละครส น)](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-248.png)
![[ครบชุด] T1006061 ำตาล กผ ชาย (ละครส น)](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-241.png)