หากจะพูดถึงอะไรที่มัน ‘สุด’ บนท้องถนน แทบทุกคนคงต้องนึกถึง ‘ซูเปอร์คาร์’ และ ‘ไฮเปอร์คาร์’ ที่เหนือกว่าซูเปอร์คาร์ในหลายๆ ดีเทล และก็คงจะนึกถึงแบรนด์สุดยอดรถจากอิตาลีบ้าง เยอรมนีบ้าง อังกฤษบ้าง สวีเดนบ้าง
แต่ใครจะไปนึกออกแต่แรกว่า ‘โครเอเชีย’ ก็มี ‘ของดี’ ‘ของแรง’ ที่สามารถแซงขึ้นไปนำบนถนนได้เหมือนกัน
ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวในยุโรปที่เต็มไปด้วยอารยธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติงดงาม รวมถึงมรดกโลก 10 แห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลากหลายให้ไปเยี่ยมเยือนนั้นอาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านยนตรกรรมนำหน้า แต่ขอบอกว่าเจ้ารถคันที่เราจะพูดถึงนั้น ‘จัดจ้าน’ และจะทำให้วงการรถแรงต้องสั่นสะเทือนแน่นอน

เรากำลังพูดถึงริแมค ออโตโมบิล (Rimac Automobili) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติโครเอเชียที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2009 และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พวกเขาเปิดตัวไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าคันใหม่ในชื่อ ‘เนเวร่า’ (Nevera) และมันว้าวมากเลยทีเดียว
โดยยนตรกรรมชิ้นเอกนี้ ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นจากรถรุ่นก่อนหน้าในทุกมิติ จนกลายมาเป็น ‘ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลก’
จุดเริ่มต้นความแรงของริแมค เนเวร่า เกิดขึ้นที่เมืองซาเกร็บ ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งโรงงานและสำนักงานใหญ่ของริแมค ออโตโมบิล โดยทีมผู้สร้างและวิศวกรตั้งใจออกแบบรถยนต์คันนี้ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรักความเร็วจากทั่วทุกมุมโลก ก่อนลงมือพัฒนาคอนเซ็ปต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าอย่าง ‘ริแมค ซีทู (Rimac C Two)’ แบบยกเครื่องใหม่ทุกชิ้นส่วน จนกระทั่งกลายเป็นริแมค เนเวร่า ที่ทั้งหล่อเหลา มีสมรรถนะสูง และอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสนับสนุนการขับขี่สุดล้ำ

เริ่มจากดีไซน์ภายนอก ริแมค เนเวร่ามาในรูปทรงปราดเปรียวและทรงพลังจากโครงสร้างแบบโมโนค็อก (Monocoque) โดดเด่นด้วยช่องลมขนาดใหญ่ ซึ่งถูกวางตำแหน่งเอาไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งด้านหน้าและด้านข้างตัวรถ รวมถึงส่วนฝากระโปรง
แต่นอกเหนือจากประโยชน์ในเรื่องความสวยงาม การปรับเปลี่ยนดีไซน์ครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบแอโรไดนามิกทำงานดีขึ้นถึง 34 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรถรุ่นต้นแบบ โดยอุปกรณ์เสริมอย่างดิฟฟิวเซอร์ แผ่นปิดอากาศใต้ท้องรถ และสปอยเลอร์หลัง ทั้งหมดสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าได้อย่างอิสระ
แต่ที่โดดเด่นและดึงดูดสายตามากไม่แพ้กัน คงหนีไม่พ้นประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) ที่ช่วยเพิ่มความหล่อให้กับการเข้าออกรถได้หลายขุม รวมถึงล้ออัลลอยน้ำหนักเบาพิเศษ

ด้านงานออกแบบภายในห้องโดยสาร ถูกสร้างให้เรียบง่ายแต่ทันสมัยและสะดวกสบายภายใต้คอนเซ็ปต์สไตล์มินิมัล มาพร้อมเบาะคนขับและเบาะผู้โดยสารที่ถูกแบ่งส่วนกันอย่างชัดเจนด้วยแผงคอนโซลขนาดใหญ่ รวมถึงจอแสดงผล 3 ตำแหน่ง ได้แก่จอแสดงผลสำหรับคนขับ จอแสดงผลในส่วนคอนโซลกลาง และจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสาร

ด้านขุมพลังของริแมค เนเวร่า ไฮเปอร์คาร์คันนี้ พลังไฟฟ้าจากแบตเตอรีจะถูกส่งต่อไปยังมอเตอร์ 4 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อทั้งหมด โดยมีกำลังสูงถึง 1,914 แรงม้า! และแรงบิด 2,360 นิวตันเมตร!
ทำให้ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าคันนี้ มีอัตราการเร่งจาก 0-60 ไมล์ ต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 1.85 วินาที (กระพริบตาสองที) สามารถวิ่งระยะควอเตอร์ไมล์ด้วยเวลา 8.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 258 ไมล์ ต่อชั่วโมง หรือ 412 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

สำหรับแหล่งพลังงาน เนเวร่าติดตั้งแบตเตอรีที่ผลิตจากลิเธียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ออกไซด์ (NMC) ขนาด 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งสามารถให้พลังงานสูงถึง 1.4 เมกะวัตต์ ซึ่งในส่วนตำแหน่งของแบตเตอรี ถูกเลือกวางเอาไว้ตรงกลางตัวรถเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักรถหน้า-หลังให้สมดุลกัน นอกจากนี้ยังมีระบบระบายความร้อนของแบตเตอรีที่ช่วยให้ส่งพลังงานไฟฟ้าได้มากและนานขึ้นกว่าเดิม โดยการชาร์จหนึ่งครั้ง สามารถขับได้ไกลถึง 550 กิโลเมตร และใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 19 นาทีเท่านั้น

อีกหนึ่งระบบใหม่ที่น่าสนใจในรถคันนี้คือ Rimac’s All-Wheel Torque Vectoring 2 (R-AWTV 2) ซึ่งใส่เข้ามาแทนที่ระบบ Traction Control รุ่นก่อนหน้า โดยระบบ R-AWTV 2 จะเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน รวมถึงคำนวณแรงบิดที่จะส่งไปยังล้อทั้ง 4 อย่างสมดุลและแม่นยำ อีกทั้งยังมีโหมดรองรับการขับขี่มากถึง 6 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Sport Mode, Drift Mode, Comfort Mode, Range Mode, Track Mode และ Custom Mode


ไฮเปอร์คาร์คันนี้ยังเสริมประสบการณ์ในการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นระบบสนับสนุนคนขับอัจฉริยะอย่าง Al Driving Coach ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะค้นหาอัตราเร่ง จุดเบรก และองศาการหมุนพวงมาลัยอย่างเหมาะสม โดย Driving Coach จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ทั้ง 12 ตัว กล้อง 13 ตัว และเรดาร์ 6 ตัว ก่อนคำนวณอย่างแม่นยำผ่านระบบปฏิบัติการ NVIDIA Pegasus อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้งานในปี 2022

นอกจากนี้ คนที่ครอบครองริแมค เนเวร่า ยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนเข้ากับรถได้ง่ายๆ ผ่านระบบ Rimac M2M และแอปพลิเคชั่น ซึ่งจะคอยเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง GPS ไปจนถึงสถานะของแบตเตอรีและข้อมูลในการชาร์จ โดยรองรับการใช้งานทั้งระบบ Android และ iOS นอกจากนี้ เจ้าของรถยังจะได้พบกับโปรแกรมแต่งรถส่วนตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เปิดโอกาสให้เลือกวัสดุสำหรับผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ตามต้องการ มีทั้งสไตล์ GT, Signature และ Timeless รวมถึง Bespoke สำหรับคนที่ต้องการออกแบบรถของตัวเองให้แตกต่างและมีเพียงคันเดียวในโลก

สำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าของ เช่นเคยครับ ไม่ใช่แค่มีเงินก็จะสามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะริแมค ออโตโมบิล มีแผนจะผลิตริแมค เนเวร่าออกมาทั้งหมด 150 คัน โดยเตรียมเปิดให้สั่งจอง รวมถึงวางขายผ่านตัวแทนจำหน่ายของริแมคทั้ง 19 สาขา ซึ่งกระจายครอบคลุมตามหัวเมืองใหญ่ในทวีปยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งป่านนี้ก็ไม่แน่ใจครับว่า ยังโเหลืออยู่กี่คันให้จับจอง
รอดูว่า ‘พายุ’ ลูกนี้จะขึ้นฝั่งบ้านเราหรือไม่
Aston Martin DB12 Volante Super Tourer เปิดประทุน 680 แรงม้า เริ่มต้น 24.9 ล้านบาท
Aston Martin DB12 Volante Super Tourer เปิดประทุน ขุมพลัง V8 4.0 Bi-Turbo 680 แรงม้า เริ่มต้น 24,900,000 บาท
โดย Phalath2 ปีที่แล้ว1.8kผู้อ่าน

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้นำเข้า และจำหหน่ายรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย เปิดตัว DB12 Volante (ดีบี12 โวลานเต้) ใหม่ รถสปอร์ต Super Tourer แบบเปิดประทุน ซึ่งเป็นรุ่นที่ต่อยอดจาก DB12 Coupe (ดีบี12 คูเป้) ที่ผสมผสานสมรรถนะของยนตรกรรมซูเปอร์ทัวเรอร์ เข้ากับความสุนทรีย์ของการขับรถเปิดประทุน นับเป็นยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูที่มีระดับ ซึ่งมีความสง่างามและคุณลักษณะแบบสปอร์ตที่ยากจะหาใครมาเทียบ

สำหรับ Aston Martin DB12 Volante เป็นยนตรกรรมรุ่นล่าสุดในกลุ่มรถเปิดประทุนสมรรถนะสูงของ แอสตัน มาร์ติน ที่มาพร้อมความประณีตทุกรายละเอียด และรูปลักษณ์ที่อยู่เหนือกาลเวลา ผสานเทคโนโลยีและวิศวกรรมล้ำสมัย ขณะที่ประสบการณ์การขับ ก็ได้รับการปรับแต่งถึงขีดสุดแห่งความเป็นไปได้

ในด้านรูปลักษณ์ภายนอกนำเสนอการออกแบบที่กล้าแกร่ง และแน่วแน่ของยนตรกรรมสไตล์คูเป้ โครงสร้างตัวถังถูกผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียมมีความแข็งแกร่งสูง ผสานกลไกหลังคาผ้าใบอัตโนมัติ ‘K-Fold’ ตั้งชื่อตามการพับเก็บสองขั้นตอน ทำให้มีความสูงเพียง 260 มิลลิเมตร รูปทรงเพรียวบางและดูงดงาม ใช้เวลาเปิด-ปิดเพียง 14 และ 16 วินาที ตามลำดับ พร้อมฉนวนมากถึง 8 ชั้น


ทำให้ DB12 Volante มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือรถเปิดประทุนทั่วไป โดยเมื่อเปิดใช้งาน หลังคาจะพับเก็บอัตโนมัติอยู่ใต้ฝาปิดหนังแท้ ผสานเส้นสายตัวถังที่เพรียวบาง นำสายตาสู่ห้องโดยสารอันหรูหรา ตัดกันกับตัวถังด้านท้ายที่ดูบึกบึนและทรงพลัง


ภายในห้องโดยสารมาพร้อมงานดีไซน์ที่ล้ำสมัย ผสายกับการออกแบบที่หรูหรา สะดุดตาทุกมิติ โดยห้องโดยสารของ DB12 Volante จะดูแตกต่างจากในรุ่นคูเป้ คือ แผงไม้หรือแผงคาร์บอนไฟเบอร์บนพนักพิง แบบเดียวกับขอบประตู สร้างมิติที่น่าดึงดูดใจ และความหรูหราแบบพิเศษ

มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย และ HMI (Human Machine Interface) แบบใหม่ ช่วยให้ผู้โดยสารไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ แสดงผลผ่านทัชสกรีนอเนกประสงค์ ‘Pure Black’ ขนาด 10.25 นิ้ว ควบคู่กับการติดตั้งปุ่มและสวิตช์ควบคุมระบบที่สำคัญ เพื่อให้ผู้ขับสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด เพิ่มความสุนทรีย์ยามขับเคลื่อน ด้วยเครื่องเสียง Bowers & Wilkins 390 วัตต์ 11 ลำโพง


ในด้านพละกำลังแรงที่สุดในคลาส ด้วยขุมพลังเบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร 680 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 800 นิวตันเมตร ที่ 2,750-6,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ZF 8HP75 ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม.

สำหรับระบบช่วงล่างของ Aston Martin DB12 Volante จะมีแฮนด์ลิงระดับเดียวกันกับซูเปอร์ทัวเรอร์ช่วงล่างหน้าจะเป็นแบบดับเบิลวิชโบน ขณะที่ด้านหลังจะมาฝในแบบมัลติลิงค์ พร้อมโช้กอัพอะแดปทีฟ ‘BILSTEIN DTX’ ที่มีความความยืดหยุ่น นุ่มหนึบ และความละเอียดในการขับมากขึ้นถึง 500% (เทียบกับ DB11 V8)

นอกจากนั้นยังเป็นครั้งแรก ที่มีการติดตั้งเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-diff) กับยนตรกรรมสายพันธุ์ DB ควบคุมรถอย่างมั่นใจด้วยคาลิเปอร์เบรกหน้า 6 พ็อต หลัง 4 พ็อต จับคู่จานเบรกโลหะเจาะรูระบายความร้อน หน้า-หลังขนาด 400 และ 360 มิลลิเมตร ตามลำดับ พร้อมมีจานเบรก คาร์บอนเซรามิก เจาะรูระบายความร้อน หน้า-หลังขนาด 410 และ 360 มิลลิเมตร เป็นออปชั่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชะลอความเร็ว และลดน้ำหนักใต้สปริงได้ถึง 27 กิโลกรัม

ปิดท้ายด้วยล้อฟอร์จขนาด 21 นิ้ว จับคู่กับยาง Michelin Pilot Sport S 5 แก้มยางระบุอักษร ‘AML’ บ่งบอกว่าผลิตมาสำหรับ แอสตัน มาร์ติน DB12 พิเศษกับโครงสร้างโฟมด้านใน ช่วยลดเสียงรบกวน และนุ่มนวลยิ่งขึ้น โดยมีขนาดหน้า-หลัง 275/35/ZR21 และ 325/30/ZR21 ตามลำดับ

สำหรับราคาจำหน่าายของ Aston Martin DB12 Volante จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 24.9 ล้านบาท มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

