Rimac Nevera รุ่นฉลองครบรอบ 15th Anniversary Edition ทั่วโลก 9 คันเท่านั้น!
โดย Nuttanon P.ประมาณหนึ่งปีที่แล้ว1.2kดู
Hypercar ไฟฟ้าอย่าง Rimac Nevera รุ่นฉลองครบรอบ 15 ปี ลิมิเต็ด 9 คันเท่านั้น พร้อมนำเผยโฉมและโชว์ครั้งแรกในงาน Goodwood Festival of Speed 2024 (คลิปใต้บทความ)
Rimac Nevera รุ่นฉลองครบรอบ 15th Anniversary Edition ทั่วโลก 9 คันเท่านั้น!
Rimac Automobili ฉลองอายุครบ 15 ปี เฉลิมฉลองด้วยไฮเปอร์คาร์ Nevera รุ่นพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่นด้วย Rimac Nevera 15th Anniversary Edition

Mate Rimac เติบโตอาณาจักรยานยนต์ของเขาได้อย่างรวดเร็ว เขาเริ่มต้นบริษัทครั้งแรกในปี 2009 โดยมีแต่คนบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ในโครเอเชีย จากนั้นเขาก็เปลี่ยน E30 BMW 3 Series ของเขาให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และใช้มันเพื่อสร้างสถิติโลกในปี 2011
Concept_One เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Frankfurt Motor Show ในปีเดียวกันนั้น และในปี 2016 Rimac ได้ส่งมอบรถให้กับลูกค้าคันแรก จากนั้นจึงเปิดเผย C_Two ในปี 2018 และในที่สุดก็จะกลายเป็น Nevera 1,888 แรงม้า Mate ได้มีโอกาสครอบครอง Bugatti ซึ่งได้สร้างแผนก Bugatti Rimac ในกระบวนการทำวิจัยและพัฒนา Rimac Technology และ Rimac Energy ใน Rimac Group

เห็นได้ชัดว่าแบรนด์ Rimac มีพนักงานมากกว่า 2,200 คน ทํางานนอกสถานที่ทั้ง 4 ประเทศในยุโรป สํานักงานใหญ่ และโรงงานของ Rimac Campus ขนาดยักษ์กําลังถูกสร้างขึ้นนอกซาเกร็บ
Nevera 15th Anniversary Edition รุ่นเฉลิมฉลอง มีจำกัดเพียง 9 คันเท่านั้น คันนี้ได้ล้ออัลลอยสีทูโทน ตราสัญลักษณ์พิเศษ สวิตช์สีทองแดงภาย พร้อมตราสัญลักษณ์ 15 ปี ที่ขอบประตู ภายนอกใช้สีทองแดงแสดงถึงครั้งแรกที่ Rimac ได้ทำ Nevera ออกมาด้วยสีด้าน เล่นเป็นสีทูโทนพร้อมคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยอยู่ข้างใต้ด้วย


ข้อเสนอพิเศษครบรอบแต่ละปีจะมีราคา 2.35 ล้านยูโร (ประมาณ 93 ล้านบาท) ลูกค้าแต่ละรายจะได้รับกระเป๋าเดินทางแบบสั่งทําที่เข้ากับการตกแต่งภายในของรถ
ล่าสุดได้นำไปเผยโฉมและโชว์ครั้งแรกในงาน Goodwood Festival of Speed 2024 ตามคลิปวิดีโอนี้
โหดไฮบริด! Ferrari F80 V6 Hybrid 1,183 แรงม้า!
-กกก+
การสืบสายเลือดของตำนานไฮเปอร์คาร์ที่ครองใจผู้คนมากว่า 40 ปี ด้วย Ferrari 288 GTO, F40, F50, Enzo และ LaFerrari… ล่าสุดกับ Ferrari F80 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 80 ปีของม้าลำพอง ซึ่งจะครบรอบ 80 ปี พอดีในปี 2027 และเมื่อถึงเวลานั้น Ferrari จะปล่อยของเจ๋งๆ อย่างไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ทรงแหวกอวกาศ มูลค่า 3.1 ล้านปอนด์ ให้กับเจ้าของผู้โชคดี 799 คนที่ได้รับเลือก ราคา 3.1 ล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีนำเข้า 300% ++ จะอยู่ที่ 133,888,000 บาท
Ferrari เวอร์ชันพิเศษคันนี้ไม่มีเครื่องยนต์ V12 แบบดูดอากาศตามธรรมชาติเหมือน La F รถรุ่นใหม่อย่าง F80 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ เสียบพ่วงด้วยระบบไฮบริดเสริม ซึ่งน่าผิดหวังสำหรับแฟนคลับที่ชอบเครื่องไซล์ใหญ่ของม้าลำพอง แต่เหตุผลก็ชัดเจนว่า : เครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตรแบบ 120 องศารุ่นนี้ เป็นขุมกำลังที่ดัดแปลงอย่างหนักและทำให้ 499P คว้าชัยชนะติดต่อกันในการแข่งขัน Le Mans 24hrs เป็นการกำหนดค่าระบบส่งกำลังที่ใช้ในรถแข่ง F1 และ ถูกต้องตามกฏข้อบังคับทุกประการ นอกจากนี้เครื่องยนต์ V6 Hybrid ยังมีขนาดกะทัดรัด มีกำลังมากกว่า และเบากว่าเครื่องยนต์ V12 และด้วยระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ (เทอร์โบไฟฟ้าขนาดใหญ่กว่า เพื่อกำลังที่มากขึ้นในรอบที่สูงขึ้น และมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยช่วยเสริมแรงบิดเพื่อส่งกำลังแบบฉับพลันทันที) F80 ผลิตกำลังได้ 888 แรงม้า มากกว่า Ferrari 296 GTB ที่ใช้เครื่อง V6 เหมือนกันถึง 234 แรงม้า กำลัง รวมทุกระบบอยู่ที่ 1,183 แรงม้า เป็น Ferrari ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มีมา
…


มอเตอร์ไฟฟ้าสามตัวที่ Ferrari ออกแบบพัฒนาและสร้างขึ้นเองทั้งหมด มอเตอร์สองตัวทำงานอยู่ที่เพลาหน้า (หมายความว่า F80 ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในขณะที่ McLaren W1 ที่เพิ่งสร้างและทรงพลังยิ่งกว่าเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง) มอเตอร์ตัวที่สามยึดกับส่วนล่างของเครื่องยนต์ สามารถส่งกำลัง 70 กิโลวัตต์ ไปยังแบตเตอรี่ในโหมดสร้างพลังงานไฟฟ้า หรือเสริมแรงบิดอีก 80 แรงม้า แบตเตอรี่ 800V 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซ่อนอยู่ด้านหลังเบาะนั่ง ผสานกับเทคโนโลยี F1 สำหรับการชาร์จและปล่อยพลังงานอย่างรวดเร็ว F80 ไม่มีโหมด EV เพื่อใช้งานด้วยโหมดขับเคลื่อนไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริง F80 มีมอเตอร์ไฟฟ้าจิ๋วอีก 13 ตัว โดย 2 ตัว ติดตั้งอยู่ในเทอร์โบชาร์จเจอร์ หล่อเลี้ยงด้วยระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ มอเตอร์จิ๋วอีก 1 ตัว ติดตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ของช่วงล่างแอ็คทีฟที่จ่ายไฟด้วยระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์ เช่นเดียวกัน มอเตอร์จิ๋วอีก 4 ตัว ติดตั้งบนวิงหลังแบบแอคทีฟ เพื่อให้ยกตัวหรือปรับมุมเอียงเพื่อสร้างแรงกดส่วนท้าย


เครื่องยนต์สันดาป รหัส Tipo F163CF V6 3.0 ลิตร กาง 120 องศา ระบบอัดอากาศทวินเทอร์โบ (เทอร์โบไฟฟ้าคู่) กำลัง 900 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที แรงบิด 850 นิวตันเมตร ที่ 5,550 รอบต่อนาที กระบอกสูบ 88 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82 มิลลิเมตร รอบเครื่องตัดที่ 9,200 รอบ เทอร์โบคู่นี้เป็นเทอร์โบยัดไส้มอเตอร์ไฟฟ้าที่บูสเต็มได้ตั้งแต่รอบต่ำ
มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า ให้กำลังตัวละ 142 แรงม้า เป็นมอเตอร์ขับเคลื่อน และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หลัง ใช้สตาร์ทเครื่อง เป็น Generator และสร้างแรงหน่วง Regenerative ให้กำลังขับเคลื่อน 81 แรงม้า
พลังแรงม้ารวมเมื่อเครื่องกับมอเตอร์ 1,200 แรงม้า หรือ 1,170 แรงม้า (ตามหน่วย BHP อังกฤษ) น้ำหนักตัวรถ 1,525 กิโลกรัม เบาถ้าเทียบกับรถไฟฟ้า แต่หนักกว่า LaFerrari 170 กิโลกรัม และหนักกว่า F50 355 กิโลกรัม
High Voltage Battery ของระบบไฮบริดมีความจุไฟ 2.28kWh แ มีน้ำหนัก 39 กิโลกรัมโดยประมาณ (เบากว่าแบตเตอรี่ของ SF90 38 กิโลกรัม) มอเตอร์คู่หน้าหนักตัวละ 12.9 กิโลกรัม มอเตอร์ตัวหลังหนัก 8.8 กิโลกรัม
…
ตัวเลขสมรรถนะ
0-100 กม./ชม. 2.15 วินาที
0-200 กม./ชม. 5.75 วินาที
ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.
ระยะเบรกจาก 100-0 28 เมตร จาก 200 กม./ชม. ถึงจุดหยุดนิ่ง 98 เมตร

ตัวเลขสมมรถนะ Ferrari F80 เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.15 วินาที 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.75 วินาที และความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า McLaren W1 ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีความเร็วสูงสุดที่เท่ากัน Ferrari F80 สามารถทำลายสถิติใหม่ในสนามทดสอบ Fiorano ที่ 1 นาที 15.3 วินาที เร็วกว่า Ferrari SF90 XX Stradale ถึงสองวินาที และเร็วกว่า LaFerrari ถึง 4.4 วินาที

…
Ferrari F80 นั้นทรงพลังอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าม้าลำพองรุ่นใหม่คันนี้ มีสักยภาพที่จะทำลายสถิติสนามแข่งเกือบทุกแห่ง! แต่ Ferrari ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ของเล่นในสนามแข่งที่มีป้ายม้าลำพองเท่านั้น Enrico Galliera หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Ferrari อธิบายว่า ด้วยปรัชญาที่ Ferrari ยึดถือ คือ แม้แต่รถที่พิเศษและสุดขั้วที่สุด ก็ต้องสัมผัสได้อย่างดีเยี่ยมบนถนนสาธารณะ ไม่ใช่แค่จอดอยู่ในโรงรถสวยๆ เพื่อเอาไว้คุยข่มเพื่อน!

แน่นอนว่า เสียงเครื่องยนต์ V6 อาจจะไม่ไพเราะเท่าเครื่อ V12 แต่ Gianmaria Fulgenzi หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ Ferrari ให้คำมั่นสัญญากับลูกค้ามหาเศรษฐี ว่า “คุณอาจไม่เชื่อ เพราะมันเป็นแค่เครื่องยนต์ V6 ตัวเล็กนิดเดียว ไม่ใช่เครื่องในตำนานอย่าง V12 แต่เชื่อผมเถอะว่า Sound ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ยังคงอยู่ครบถ้วน” Fulgenzi กล่าวเสริมว่า “ระบบ e4WD ควบคุมและรักษาเสถียรภาพได้อย่างยอดเยี่ยม จากซอฟต์แวร์ SSC 9.0 (Side Slip Control) รุ่นล่าสุดถูกโปรแกรมขึ้นมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ”
…

ระบบ Active Aero ของ F80 สร้างแรงกดยิ่งยวดมาถึง 1,050 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนล่างของตัวถังมีแผ่นคาร์บอนปิด แผ่นปิดที่กางออกได้ใต้สปลิตเตอร์ด้านหน้าเพื่อลดแรงต้านอากาศเมื่อจำเป็น พร้อมดิฟฟิวเซอร์แบบยกตัวได้ ท่อ S-duct ดูดอากาศจากใต้รถขึ้นไปด้านบน ในขณะที่ปีกหลังปรับยกขึ้นด้วยมอเตอร์ได้ถึง 200 มิลลิเมตร หรือยกตั้งฉากเพื่อทำหน้าที่เป็นเบรกอากาศ ผลลัพธ์ที่ได้คือ F80 เป็นรถเครื่องวางกลางที่โคตรเกาะ มีแรงกด 460 กิโลกรัมที่ด้านหน้า และ 590 กิโลกรัม ที่ส่วนท้าย ช่วงล่าง Active Suspension และระบบ Active Aerodynamics รอบคันตามสไตล์ถนัด Ferrari ซึ่งเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว 250 กม./ชม. ครีบ แผ่น หาง ลิ้นและช่องลมต่างๆจะสร้างแรงกดลมลงบนตัวรถเท่ากับ 1 ตันโดยประมาณ



การออกแบบภายใน Ferrari ไม่เรียกว่า 2 ที่นั่ง แต่เรียกว่า 1+ คือตัวเบาะ แผงคอนโซล อุปกรณ์ต่างๆทำมาโดยโฟกัสให้กับคนขับ 100% ที่นั่งด้านข้างๆแทบไม่อยากเรียกว่าเบาะ จะพาใครนั่งไปด้วยยังเกรงใจ เบาะคนขับปรับเลื่อนได้ แต่เบาะ “+” หรือไอ้ส่วนเกินนั้น จะติดตายตัวขยับไม่ได้ ไม่อยากนั่งก็อย่านั่ง เบาะคนขับจะเยื้องมาข้างหน้ามากกว่า เพื่อให้ไหล่ไม่ถูไอ้ส่วนเกินเวลาขับ โดยที่ตัวเบาะทั้งคู่จะวางไว้ชิดกันมากกว่ารถปกติ ปุ่มบนพวงมาลัย เปลี่ยนจากปุ่ม Touch/Haptic แบนๆกดกิ๊กๆเบาๆใน 296 มาเป็นปุ่มแบบกดได้ลึกๆดั้งเดิม เพราะ Ferrari มองว่าตอนขับซัดตึงปุ่มแบบนี้คนขับได้รับ Feedback ชัดเจนกว่า กดแล้วรู้สึกว่าได้กดไปจริง
โช้คอัพ มอเตอร์ ติดตั้งระบบ Multimatic กระปุกเกียร์คลัตช์คู่ DCT แปดสปีด ล้อขอบคาร์บอนห้าก้าน นับเป็นล้อวัสดุผสมมวลเบาชุดแรกที่ Ferrari ผลิต ยาง Michelin Pilot Sport Cup2 หรือ Pilot Sport Cup2Rs

ตัวถังคาร์บอนแบบสมมาตร เพื่อให้เบาะนั่งผู้โดยสารอยู่ด้านหลังมากขึ้นเล็กน้อย จำเป็นต้องออกแบบให้เบาะแคบและยกขึ้นเพื่อให้ระบบแอโรไดนามิกทำงานที่ด้านล่างได้ ผลลัพธ์คือ ตัวถังเบากว่า LaFerrari 5 เปอร์เซ็นต์ มีความแข็งแรงในการบิดตัวมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยรวมแล้ว F80 ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีน้ำหนักเปล่า 1,525 กิโลกรัม มากกว่า McLaren W1 ขับเคลื่อนล้อหลัง 125 กิโลกรัม

‘Impluvium’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกช่องรับอากาศรูปท่อแบบ naca เพื่อส่งอากาศไปยังช่องรับอากาศและอินเตอร์คูลเลอร์ของเครื่องยนต์ ช่องรับอากาศแบบนี้มีความเป็นไปได้เพราะห้องโดยสารแคบมาก จึงเหลือพื้นที่ด้านข้างที่แบนและเหลี่ยมเพื่อให้ลมวิ่งไปตามความยาวของตัวรถได้อย่างสะดวก มุมที่สะดุดตาที่สุดของ F80 ก็คือส่วนหน้ารถ ด้วยช่องรับอากาศสองช่องที่ส่งอากาศผ่านโครงย่อยด้านหน้าเพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเบรก Brembo CCM-R Plus ฝาครอบเครื่องยนต์แบบทึบ มีรูระบายอากาศหกรู ผู้โดยสารจะนั่งเอนไปด้านหลังมากกว่าคนขับเล็กน้อย ทำให้ลดความกว้างของห้องโดยสารลงได้ 50 มิลลิเมตร แต่ก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับ 2 คน เบาะนั่งผู้โดยสารตกแต่งด้วยสีดำ เบาะคนขับปรับไปข้างหน้าและข้างหลังได้ หุ้มด้วยหนัง Alcantara สีแดง
พวงมาลัยรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปุ่มกลับมาให้ใช้งานอีกครั้ง และยังมีปุ่มควบคุมโหมดการขับขี่ตามปกติทั้งหมด นั่นก็คือปุ่ม Mannetino ทางขวามีปุ่มสำหรับโหมด Wet-Sport-Race-CT Off-ESC Off และโหมดระบบเกียร์อีกสามโหมดทางซ้าย โหมดเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็ว เมื่อขับรอบๆ สนามเพื่อแสดงให้คอมพิวเตอร์ทราบว่ามุมโค้งและทางตรงอยู่ที่ไหน จากนั้นคอมพิวเตอร์จะเก็บข้อมูลนั้นไว้และส่งกำลังเพิ่มโดยอัตโนมัติในส่วนที่จำเป็นที่สุดของสนามแข่ง
Ferrari F80 ผลิตแค่ 799 คัน เท่านั้น ราคาคิดเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีอยู่ที่ 133,888,000 บาท.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
![[ครบชุด] T0810086 แค ผมร กแม นผ ดตรงไหน](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-311.png)
![[ครบชุด] T0810086 แค ผมร กแม นผ ดตรงไหน](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-312.png)