ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวที่เราได้ยินกันอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีมาอัพเดทกันอยู่เรื่อยๆ โดยเรื่องที่น่าสนใจและเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตอนนี้คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพราะเริ่มนำเข้ามาใช้กันมากขึ้นและที่เห็นได้ชัดเจนคงเป็นพวกรถยนต์ไฟฟ้าที่ต่างประเทศได้เริ่มหันมาใช้กันอย่างเต็มตัว
แม้จะมีข่าวออกมาเรื่อยๆ แต่เราเชื่อว่าหลายคนในบ้านเราอาจยังไม่ค่อยคุ้นเคยกัน เพราะรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีนำเข้ามาใช้กันให้เห็นแบบชัดเจน จึงทำให้อาจเกิดความสงสัยว่ารถที่ใช้ไฟฟ้าพวกนี้จะเป็นรถที่ช้าและใช้ได้ไม่นานจนต้องคอยหาชาร์จแบตเตอรี่กันตลอดอยู่หรือเปล่า เราขอแนะนำว่าให้สลัดภาพแบบนั้นทิ้งไปก่อนนะครับ เพราะว่าล่าสุดรถยนต์ไฟฟ้าที่เรากำลังพูดถึงสามารถวิ่งได้ไวถึง 313 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกันแล้ว



ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวที่เราได้ยินกันอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีมาอัพเดทกันอยู่เรื่อยๆ โดยเรื่องที่น่าสนใจและเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตอนนี้คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพราะเริ่มนำเข้ามาใช้กันมากขึ้นและที่เห็นได้ชัดเจนคงเป็นพวกรถยนต์ไฟฟ้าที่ต่างประเทศได้เริ่มหันมาใช้กันอย่างเต็มตัว
แม้จะมีข่าวออกมาเรื่อยๆ แต่เราเชื่อว่าหลายคนในบ้านเราอาจยังไม่ค่อยคุ้นเคยกัน เพราะรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีนำเข้ามาใช้กันให้เห็นแบบชัดเจน จึงทำให้อาจเกิดความสงสัยว่ารถที่ใช้ไฟฟ้าพวกนี้จะเป็นรถที่ช้าและใช้ได้ไม่นานจนต้องคอยหาชาร์จแบตเตอรี่กันตลอดอยู่หรือเปล่า เราขอแนะนำว่าให้สลัดภาพแบบนั้นทิ้งไปก่อนนะครับ เพราะว่าล่าสุดรถยนต์ไฟฟ้าที่เรากำลังพูดถึงสามารถวิ่งได้ไวถึง 313 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกันแล้ว


ล่าสุด NextEV ค่ายรถยนต์ชื่อดังจากแดนมังกรที่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 2ปีที่แล้ว ได้พลิกนวัตกรรม เปิดตัวซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าในชื่อว่า “NIO EP9” ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีความเร็วมากที่สุดในโลกตอนนี้กันเลยทีเดียว โดย NIO EP9 ทำความเร็วได้ตั้งแต่ 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาเพียง 2.7 วินาที หรือจาก 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.1 วินาที และจาก 0 – 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาแค่เพียง 15.9 วินาที


โดยตอนนี้ NIO EP9 ก็แสดงความสามารถพิชิตสนามแข่งรถ Nürburgring ด้วยระยะเวลาเพียง 7 นาที 5 วินาที ด้วยขุมพลังการขับเคลื่อนที่มากถึง 1,360 แรงม้า แน่นอนว่าไวขนาดนี้ก็ต้องเกี่ยวเนื่องกับตัวโครงสร้างของตัวรถ โดยโครงสร้างหลักของ NIO EP9 ผลิตมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งมีน้ำหนักที่เบากว่าเหล็กถึง 70% โดยน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,735 กิโลกรัม เฉพาะแบตเตอรี่อย่างเดียวก็มีน้ำหนัก 635 กิโลกรัมแล้ว และไม่ต้องกังวัลใจไป เพราะด้วยน้ำหนักที่ดูเบาก็จริงแต่ก็ไม่ได้ลดทอนฟังก์ชั่นภายในห้องเครื่องใดๆทั้งนั้น ภายในยังจัดหนักจัดเต็มให้สมกับเป็นซุปเปอร์คาร์ทรงพลัง


จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ NIO EP9 ได้ใช้แบตเตอรี่ในระบบ Interchangeable ที่ให้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดถึง 1 เมกะวัตต์ ใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่แค่เพียง 8 นาที และระยะเวลาชาร์จแบตเตอรี่แค่ 45 นาที ก็วิ่งได้ไกลถึง 427 กิโลเมตร นับว่าสลัดภาพรถไฟฟ้าแบบเก่าได้หมดจด

โดยตอนนี้ยังไม่ได้มีข่าวชัดเจนว่า NIO EP9 จะพร้อมทำตลาดจัดจำหน่ายในช่วงไหนและจะมีแนวโน้มจะเข้ามาขายในบ้านเราไหม ก็ได้แต่บอกว่ารถคันนี้นับเป็นซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าที่สวยและเต็มไปด้วยพลังงานสะอาด มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับคนที่สนใจเป็นเจ้าของก็เก็บเงินรอกันได้เลย คิดว่าเข้าบ้านเราน่าจะโดนภาษีพอตัวเลยทีเดียว

เครื่อง W16 อยู่กับพวกเรามาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค Veyron จนถึง Chiron ปัจจุบัน แต่สุดท้ายมีพบต้องมีจาก นี่คือ W16 Mistral เป็น Bugatti รุ่นสุดท้ายแล้วที่จะใช้เครื่อง W16 เพื่อเตรียมสร้างตำนานยุคใหม่ต่อไป
Mistral มันคือ Chiron เวอร์ชั่นโรดสเตอร์ไร้หลังคา ชื่อของมัน Mistral ได้แรงบันดาลใจจากกระแสลมที่พัดจากหุบเขาแม่น้ำโรน (Rhône River valley) โกตดาซูร์ (Côte d’Azur) พัดผ่านเมืองสุดชิคของโกตดาซูร์ (Côte d’Azur) ทางตอนใต้ฝรั่งเศส และลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รูปลักษณ์ตัวรถดึงแรงบันดาลใจมาจาก Bugatti Type 57 Roadster Grand Raid ปี 1934 ซึ่งสมัยนั้นถือเป็นโรดสเตอร์ระดับหรูโครตๆ มองจากด้านหน้า Mistral ดูใกล้เคียงกับ La Voiture Noire มาก ไฟหน้ามาเป็น LED เส้น 4 ชั้น ตัวกระจกบังลมโค้งรูปตัว V กรอบเสาบางพิเศษ ด้านข้างรถคงเอกลักษณ์ช่องลม C-line ไว้ แต่จะเล็กกว่า Chiron ปกติ เหตุผลเพราะมันมีช่องสกู๊ปคู่เหนือหัวผู้ขับทำด้วยชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ส่งลมเข้าเครื่องยนต์โดยตรง มันยังเป็นโครงสร้างไว้ป้องกันถ้าเกิดการพลิกคว่ำ บั้นท้ายเด่นด้วยไฟท้าย X-taillight นอกจากเท่มันยังช่วยเพิ่มช่องว่างสำหรับแผงระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ห้องโดยสารเหมือนที่พบใน Chiron ปกติ แต่จะเพิ่มการตกแต่งพิเศษเข้าไปอย่างหนังแท้ทอสานกัน บริเวณแผงข้างประตูและเบาะนั่งทรงใหม่ อารมณ์กระเป๋า bottega veneta หัวเกียร์ทำจากอลูมิเนียมปิดผิวด้วยไม้ ยังฝังรูปปั้นช้าง ‘dancing elephant’ ที่สร้างโดย Rembrandt Bugatti รูปปั้นนี้ติดตั้งอยู่บนฝากระโปรงโรดสเตอร์คลาสสิค Type 41 Royale ปี 1927
W16 Mistral ใช้ขุมพลัง W16 ขนาด 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก 1,600 แรงม้า ตัวเดียวกับ Chiron Super Sport 300+ ซึ่งเคยทำสถิติโลกความเร็ว 490.484 กม./ชม. ในปี 2019 มาแล้ว แน่นอนว่ามันตั้งเป้ามาเพื่อเป็นรถเปิดประทุนที่เร็วที่สุดในโลกอีกครั้งสานต่อ Veyron 16.4 Grand Sport Vitesse ที่ครองบัลลังก์มากว่า 10 ปี
W16 Mistral จะถูกสร้างเพียง 99 คัน เท่านั้น พร้อมค่าตัวระดับ 5 ล้านยูโร ตีเป็นเงินไทยราว 179 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้า การส่งมอบจะเริ่มในปี 2024 ทุกคันขายเกลี้ยงหมดแล้ว…
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Bugatti






























![[ครบชุด] T1110049 ทำไมคนรวย ชอบด กคนจน Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-455.png)
![[ครบชุด] T1110057 ปากพาซวย Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-456.png)