ชมคันจริง Suzuki Fronx รุ่นล่างไม่เกิน 7 แสน SUV ง่าย ๆ ที่หลายคนอาจชอบ
12,907อ่าน
Suzuki Fronx รุ่น GL ราคา 689,000 บาท คันจริง เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เกียร์ออโตเมติก 4 สปีด น่าสนใจแค่ไหน อุปกรณ์ภายนอก ภายใน อุปกรณ์ความปลอดภัยให้อะไรบ้าง

พาชมคันจริง Suzuki Fronx (ซูซูกิ ฟร็องซ์) รุ่นเริ่มต้น GL รถ SUV ขนาดซับคอมแพกต์ 5 ที่นั่ง สำหรับคนเมือง ราคาเข้าถึงง่ายและไม่อยากจ่ายเกิน 7 แสนบาท กับสเปกที่ได้ของรถยนต์รุ่นนี้ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีสำหรับคนที่ยังต้องความเรียบง่าย อุปกรณ์แค่เพียงพอต่อการใช้งาน กับเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร สุดแสนธรรมดา ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแค่ 4 สปีด ที่ใคร ๆ ก็ว่าตกยุค แต่มันอาจยังน่าสนใจง่ายต่อการดูแล
Suzuki Fronx อุปกรณ์ภายนอก
ถ้าพูดถึงการเป็นรุ่นล่างสุด ในส่วนภายนอก Suzuki Fronx นั้นไม่ได้ดู Look Cheap แม้แต่น้อย ซึ่ง Suzuki ไม่ได้พยายามยัดเยียดให้ GL ดูเป็นเกรดเริ่มต้นจนต้องถูกด้อยค่า ถึงจะแยกความแตกต่างได้ในทันทีเมื่อเทียบกับรุ่น GLX และ GLX Plus เพราะใช้ล้ออัลลอยแบบปัดเงาเป็นสีทูโทนในขนาด 16 นิ้ว เท่ากัน ที่เหลือมีแค่อุปกรณ์บางชิ้นอย่างราวหลังคา คิ้วกันกระแทกด้านข้างใช้สีดำแทนที่จะเป็นสีเงินเท่านั้น

ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ เกือบจะเท่ากันรุ่นสูงกว่า ตั้งแต่ไฟหน้า LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟวิ่งกลางวัน กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ที่ปัดน้ำฝนหลัง จะขาดเพียงกระจกตัดแสง UV และไฟเบรกแบบ LED ที่จะไม่มีให้สำหรับรุ่น GL ซึ่งก้ไม่ได้แย่นัก


Suzuki Fronx อุปกรณ์ภายใน
ภายใน Suzuki Fronx รุ่น GL ยังคงบรรยากาศและสัมผัสที่ดีด้วยการใช้โทนสีภายในดำตัดแดงเบอร์กันดีแบบเดียวกับ 2 รุ่นที่สูงกว่า เว้นเสียแต่เบาะหุ้มด้วยผ้า แต่ก็ยังเป็นผ้าแบบมีเส้นใยให้ความพองฟูนิด ๆ ไม่ใช่ผ้าเรียบ และช่วยให้นั่งแล้วไม่ลื่น เบาะไฟฟ้าไม่ต้องถามหาเพราะ GLX หรือ GLX Plus ก็ไม่มีให้ วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าใช้สีเงินซาติน คอนดซลกลางเปลี่ยนเป็นวัสดุลายคาร์บอนไฟเบอร์ แผงประตูตกแต่งด้วยผ้าแบบเดียวกับเบาะนั่ง มือเปิดประตูสีดำ

ส่วนอุปกรณ์ให้มาตรวัดแอนาล็อกแบบคลาสสิก ช่องใส่ของไม่มีไฟส่อง (อันนี้ GLX ก็ไม่มีเช่นกัน) กุญแจรีโมตแต่ไม่อัจฉริยะ เสียบบิดสไตล์ดั้งเดิม ไม่มีปุ่มกดสตาร์ต แต่มีช่องวางแก้วมาให้ 6 จุด ระบบเสียงเป็นหน้าจอสัมผัสที่อุตส่าห์ลดขนาดให้เล็กลงจาก 9 เหลือ 7 นิ้ว คู่กับลำโพงแค่ 4 ตัว มีช่องชาร์จไฟ 12 โวลต์ และ USB-A กับ C มาให้ พวงมาลัยปรับระดับได้เพียงขึ้น-ลง แอร์ไม่มีคำว่าอัตโนมัติ แต่อย่างน้อยก็ให้ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาด้วย

Suzuki Fronx เครื่องยนต์และสมรรถนะ
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17.2 กิโลเมตร/ลิตร ไม่มีระบบ Start-Stop แบบรุ่นที่เป็นไมลด์ไฮบริด จึงกินน้ำมันกว่า น้ำมันลิตรหนึ่งจึงวิ่งได้น้อยลงไป 2 กิโลเมตร ตามการทดสอบของ Ecosticker
Suzuki Fronx เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย
สิ่งที่น่าเสียดายคือ Suzuki Fronx รุ่น GL (รวมถึง GLX ด้วย) มีเฉพาะระบบความปลอดภัยตามมาตรฐาน เช่น เบรก ABS พร้อมระบบช่วยผ่อนและกระจายแรงเบรก ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน แต่ให้ถุงลมนิรภัยมา 6 จุด คือ คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย ส่วนกล้องมองหลังไม่มีมาให้ มีแค่เซ็นเซอร์หลังและใช้สกิลเล็งเพิ่มกันเอาเอง ส่วนระบบช่วยขับขี่ให้เป็นเรื่องของรุ่นท็อป GLX Plus
Suzuki Fronx รุ่น GL มีกี่สี
- สีขาว Pearl Snow White
- สีเงิน Silky Silver metallic
- สีเทา Metallic Magma Gray
- สีดำ Cool Black Metallic
- สีครีม Savanna Ivory Metallic
Suzuki Fronx ราคาจำหน่าย
- รุ่น GL ราคา 689,000 บาท
Suzuki Fronx ตารางผ่อน-ดาวน์

ข้อมูลคำนวณค่างวดโดยประมาณไม่รวมดอกเบี้ย โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขแคมเปญและอัตราดอกเบี้ยจากผู้จำหน่ายอีกครั้ง
เปรียบเทียบ Suzuki Fronx กับรถรุ่นอื่น ๆ
แม้จะดูคนละขั้วและเป็นเทคโนโลยีคู่ขนานไม่น่าจะมาเจอหรือเปรียบเทียบกันได้ แต่ Jaecoo 5 EV คือรถ SUV ไฟฟ้าที่ถูกนำมาเปรียบเทียบด้วยราคาเปิดตัวช่วงแนะนำ 549,000 บาท (ราคาปกติ 629,000 บาท) ในรุ่นเริ่มต้น และ 599,000 บาท (ราคาปกติ 679,000 บาท) ในรุ่นท็อป ซึ่งทั้งสองรุ่นมาพร้อมอุปกรณ์ที่ครบกว่าตามสไตล์จีน สมรรถนะเหนือกว่าชัดเจน แต่ก็ต้องไปลุ้นกันที่บริการหลังการขาย รวมถึงความทนทานอันเป็นชื่อเสียงของ Suzuki และด้วยความที่แทบจะไม่มีอะไรเลยของรุ่น GL บางครั้งก็เป็นเสน่ห์สำหรับคนกลุ่มหนึ่งเสมอ
lpine A110 R Ultime ราคาแพงกว่า Cayman GT4 RS แต่ยังซิ่งเวลาตามหลังใน Nurburgring
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 16 ก.พ. 68 20:04
- 2,224 อ่าน
https://www.facebook.com/v15.0/plugins/share_button.php?app_id=114827815277178&channel=https%3A%2F%2Fstaticxx.facebook.com%2Fx%2Fconnect%2Fxd_arbiter%2F%3Fversion%3D46%23cb%3Df4d949954db5f350b%26domain%3Dwww.autodeft.com%26is_canvas%3Dfalse%26origin%3Dhttps%253A%252F%252Fwww.autodeft.com%252Ff9d633cfc26f718cf%26relation%3Dparent.parent&container_width=78&href=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Ftuningcorner%2FAlpine-A110-R-Ultime-Cayman-GT4-RS-Nurburgring&layout=button_count&locale=en_US&sdk=joey
https://platform.twitter.com/widgets/tweet_button.2f70fb173b9000da126c79afe2098f02.th.html#dnt=false&id=twitter-widget-0&lang=th&original_referer=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Ftuningcorner%2FAlpine-A110-R-Ultime-Cayman-GT4-RS-Nurburgring&size=m&text=Alpine%20A110%20R%20Ultime%20%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%20Cayman%20GT4%20RS%20%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%20Nurburgring%20%7C%20AUTODEFT%20%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%20%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88&time=1760171135233&type=share&url=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Ftuningcorner%2FAlpine-A110-R-Ultime-Cayman-GT4-RS-Nurburgring
รุ่นสุดหรูของรถสปอร์ตจากฝรั่งเศสที่กำลังจะหยุดผลิต สามารถทำเวลาที่ Nurburgring Nordschleife ได้ 7 นาที 15 วินาที
เมื่อ Alpine เปิดตัว A110 R Ultime เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ราคาที่เด่นชัดที่สุดคือ €265,000 (ประมาณ 10,300,000 บาท) ซึ่งอาจเพิ่มเป็น €330,000 (ประมาณ 12,900,000 บาท) ถ้าคุณชอบสีพิเศษ แต่ตอนนี้เรามีตัวเลขใหม่มาให้จับตามอง นั่นคือเวลาบันทึกที่ 7 นาที 15 วินาที ที่ Ultime ทำได้บนสนาม Nurburgring และมันเร็วกว่า A110 R รุ่นปกติถึง 20 วินาที

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นตัวเลขทางการ เนื่องจาก Alpine ไม่ได้เผยเวลารอบอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการคาดเดาจากคำกล่าวของ Alpine ว่า Ultime จะเร็วกว่า A110 R รุ่นปกติถึง 20 วินาที ซึ่งรองรับด้วยเวลารอบที่ 7:35 ที่ได้จากนิตยสาร Sport Auto สำหรับรุ่น R ปกติ
ราคาของ Ultime ทำให้เราคาดหวังว่าจะได้เห็นความพิเศษในด้านสมรรถนะ แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังประทับใจที่ Ultime สามารถปรับปรุงสถิติของ A110 R ที่ Nurburgring ได้มาก อย่างไรก็ตาม สำหรับความน่าเชื่อถือของ Alpine ซึ่งหวังจะเป็นคู่แข่งของ Porsche รุ่น Cayman 718 GT4 RS ที่มีราคา €159,000 (ประมาณ 6,200,000 บาท) ยังมีเวลารอบที่ 7:09.3 ซึ่งเร็วกว่าถึง 6 วินาที และเมื่อเพิ่มชุดแต่ง Manthey ในราคา $53,946 (ประมาณ 2,100,000 บาท) เวลารอบลดลงไปถึง 7:03.121 บนสนาม Nurburgring เต็มรูปแบบ (20.832 กม.)

ต้องสังเกตว่า Alpine ยังไม่ได้ระบุว่าเวลาที่ทำได้เป็นการทดสอบบนสนาม Nurburgring รูปแบบเต็ม 20.832 กม. หรือสนามที่สั้นกว่า 20.6 กม. ถ้าเป็นแบบหลัง Porsche จะยิ่งมีความได้เปรียบมากขึ้น เนื่องจากมันทำเวลาได้ 7:04.511 ซึ่งเร็วกว่าถึง 11 วินาที
แล้ว Alpine A110 R ที่มีราคาค่าตัว €105,000 (ประมาณ 4,100,000 บาท) ได้รับการปรับปรุงอะไรบ้างเพื่อให้ A110 R Ultime ทำเวลาได้ดีกว่าและมีราคาสูงขึ้น โดยพื้นฐานแล้วมันยังเป็นรถรุ่นเดียวกัน ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบขนาด 1.8 ลิตร แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนเทอร์โบให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งเพิ่มพละกำลังจาก 297 แรงม้า (300 PS) เป็น 345 แรงม้า (350 PS) แรงบิดเพิ่มขึ้นจาก 251 ปอนด์ฟุต (340 Nm) เป็น 310 ปอนด์ฟุต (420 Nm) แต่ทั้งนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ น้ำมันออกเทน 102
ถึงแม้ว่าพละกำลังของ Ultime จะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ Cayman GT4 RS ที่มีกำลัง 493 แรงม้า (500 PS) แต่ Ultime ก็ยังทำเวลาที่ Nurburgring ได้ใกล้เคียง GT4 RS อย่างน่าประทับใจ
การปรับเกียร์แบบพัลลิชิฟท์ 6 สปีดใหม่ช่วยให้การกระจายพละกำลังได้ดีขึ้นและทำให้เวลา 0-62 ไมล์/ชม. (100 กม./ชม.) ลดลงจาก 3.9 วินาที เหลือเพียง 3.8 วินาที นอกจากนี้ยังมีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์มากขึ้นในตัวถัง ซึ่งคาดว่าจะทำให้น้ำหนักรถต่ำกว่า 2,425 ปอนด์ (1,100 กก.) แต่ Alpine ยังไม่ได้เผยตัวเลขที่แน่นอน

สิ่งที่ช่วยให้ Ultime ทำเวลาที่ Nurburgring ได้ดีขึ้นคือการอัพเกรดในส่วนของแชสซีส์และ อากาศพลศาสตร์ ซึ่งรวมถึงเบรก AP Racing, ช็อกอัพ Ohlins TTX, ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 และปีกหลัง ที่สร้างแรงกดลง 353 ปอนด์ (160 กก.) ซึ่งช่วยให้รถมีสมรรถนะที่ดีขึ้นมาก
Alpine จะผลิต A110 R Ultime เพียง 110 คันเท่านั้น โดยมีรุ่นพิเศษ La Bleue ที่มีการทำสีฟ้าแบบเฉพาะสำหรับ 30 คัน
ที่มา Carscoops
![[ครบชุด] T1110076 ชอบแม ายไม อายหรอ Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-483.png)
![[ครบชุด] T1110071 อย าปล อยม อผม Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-484.png)