Mercedes-AMG GT S (C190 Facelift): ตำนาน V8 ทวินเทอร์โบที่ยังคงสะกดทุกสายตาในปี 2025
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ แต่บางครั้ง การหวนกลับไปมอง “ความคลาสสิกสมัยใหม่” ก็ยิ่งทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของวิศวกรรมยานยนต์ สำหรับผมที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานับสิบปี แทบไม่มีรถคันไหนที่สะท้อนถึงปรัชญา “One Man, One Engine” ของ AMG ได้อย่างชัดเจนเท่ากับ Mercedes-AMG GT S (C190 Facelift) ในปี 2025 นี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีนับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะรุ่นปรับโฉมเมื่อปี 2018 แต่ GT S คันนี้ยังคงเป็นเสมือนไวน์ชั้นดีที่ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งมีรสชาติที่ล้ำลึกและน่าหลงใหล ไม่ใช่แค่รถสปอร์ตธรรมดา แต่มันคือผลงานศิลปะเชิงวิศวกรรม ที่ยังคงมอบประสบการณ์ขับขี่อันเร้าใจและทรงคุณค่าอย่างแท้จริง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงมาอย่างใกล้ชิด ผมกล้ากล่าวได้ว่า Mercedes-AMG GT S โฉมปรับปรุง (Facelift) ไม่ได้เป็นเพียงรถที่น่าจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังคงเป็น “รถสปอร์ตไอคอน” ที่ยังคงน่าครอบครองในยุคปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติที่ผสานความดุดันของสนามแข่งเข้ากับความหรูหราตามแบบฉบับ Mercedes-Benz มันคือรถที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด “Supercar” ระดับเริ่มต้น และยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรและผู้ผลิตรถสปอร์ตมากมาย
หัวใจแห่งสมรรถนะ: เครื่องยนต์ M178 V8 Bi-turbo ตำนานที่ยังมีชีวิต
หากจะกล่าวถึงจิตวิญญาณของ Mercedes-AMG GT S สิ่งแรกที่ต้องยกมาพูดถึงคือ “เครื่องยนต์เบนซิน M178 DE40 V8 DOHC 32 วาล์ว Direct Injection ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่” รหัส GT S นี้มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 522 แรงม้าที่ 6,250 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาลถึง 650 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,750 – 4,750 รอบ/นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างเหลือเฟือ ในปี 2025 ที่โลกเริ่มพูดถึงเครื่องยนต์ 3 สูบ เทอร์โบชาร์จเจอร์ หรือแม้แต่ขุมพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การได้สัมผัสกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่อันทรงพลังจาก AMG นี้ ยังคงเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและควรค่าแก่การทะนุถนอม
สิ่งที่ทำให้เครื่องยนต์ M178 พิเศษกว่าคู่แข่งคือการจัดวางเทอร์โบชาร์จเจอร์สองตัวไว้ตรงกลางระหว่างฝาสูบรูปตัว V หรือที่เรียกว่า “Hot V” ซึ่งช่วยลดระยะทางเดินอากาศ ทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วทันใจ ลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) ได้อย่างน่าทึ่ง ประกอบกับระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถรับมือกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางสูงๆ ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่งอย่างแท้จริง การจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ AMG Speedshift DCT ที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำดุจสายฟ้า ทำให้ทุกการเปลี่ยนเกียร์คือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ไม่ว่าจะบนถนนหลวงหรือสนามแข่ง นี่คือขุมพลังที่ยังคงเป็น “มาตรฐานทองคำ” ของรถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่มนี้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GT S ยังคงรักษามูลค่าในตลาด “รถสปอร์ตมือสอง” ได้เป็นอย่างดี
วิศวกรรมช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน: ความแม่นยำที่สร้างความมั่นใจ
สมรรถนะอันดุดันของเครื่องยนต์จะไร้ความหมายหากขาดช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม Mercedes-AMG GT S โดดเด่นด้วยการเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ AMG ยึดมั่นเพื่อมอบ “ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและการควบคุมรถด้วยทักษะของตนเอง
ระบบช่วงล่างแบบ AMG RIDE Control sport suspension พร้อมแดมเปอร์ปรับระดับความแข็งอ่อนได้ตามโหมดการขับขี่ (AMG Dynamic Select) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับบุคลิกของรถให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนนที่นุ่มนวล หรือต้องการความแข็งแกร่งสำหรับการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสนามแข่ง นอกจากนี้ เฟืองท้ายแบบ AMG electronic rear-axle limited-slip differential (LSD) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการถ่ายทอดพละกำลังลงสู่พื้นได้อย่างสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าโค้งและการออกตัว ช่วยให้รถมีเสถียรภาพและสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นแม้ในสถานการณ์ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด นี่คือ “เทคโนโลยี AMG” ที่แตกต่างและสร้างความได้เปรียบ
ระบบพวงมาลัยแบบ AMG speed-sensitive sport steering มอบการตอบสนองที่ฉับไวและแม่นยำ พร้อมน้ำหนักที่ปรับเปลี่ยนไปตามความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และแน่นอน ระบบเบรกแบบ AMG high-performance composite brake พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ยังคงให้ประสิทธิภาพในการหยุดรถที่ยอดเยี่ยมและสร้างความมั่นใจในทุกย่านความเร็ว ความยาว x กว้าง x สูง ที่ 4,544 x 1,939 x 1,288 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,630 มิลลิเมตร พร้อมค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน cd = 0.36 ยังคงเป็นสัดส่วนที่ลงตัว ให้ทั้งความสวยงามและพลศาสตร์ในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ทำให้มันเป็นหนึ่งใน “รถสปอร์ตเจเนอเรชั่น” ที่ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย
งานออกแบบภายนอก: ความงามเหนือกาลเวลาที่ยังคงดึงดูดสายตา
การออกแบบของ Mercedes-AMG GT S (Facelift) ในปี 2025 ยังคงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ไม่ได้ล้าสมัยไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม กลับยิ่งดูคลาสสิกและทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวแต่แข็งแกร่ง กระจังหน้า Panamericana อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง Mercedes-Benz 300 SL ในตำนาน เพิ่มความดุดันและกลายเป็นสัญลักษณ์ของ AMG GT ตลอดมา ไฟหน้าแบบ LED High Performance ไม่เพียงให้ความสว่างสูงสุด แต่ยังเป็นองค์ประกอบที่เสริมความเฉียบคมให้กับมุมมองด้านหน้า
ล้อ AMG 10 spoke ขนาด 19 นิ้วที่คู่หน้า และ 20 นิ้วที่คู่หลัง พร้อมยางขนาด 265/35 R19 และ 295/30 R20 ตามลำดับ ไม่เพียงแต่เติมเต็มความงามด้านข้าง แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนอย่างเหมาะสม ส่วนท้ายของรถที่ลาดลงต่ำพร้อมสปอยเลอร์ปรับตามความเร็วอัตโนมัติ (Rear aerofoil) ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังทำหน้าที่ด้านอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) ในย่านความเร็วสูง หลังคากระจก Panoramic Sunroof เพิ่มความโอ่อ่าให้กับห้องโดยสาร และระบบท่อไอเสีย AMG Performance exhaust System ที่สามารถปรับเสียงได้ตามโหมดการขับขี่ ก็ยังคงเป็น “AMG Sound” ที่เร้าใจและเป็นที่จดจำ นี่คือความลงตัวระหว่าง “ความหรูหรา” และ “สมรรถนะ” ที่หาได้ยาก
ภายในห้องโดยสาร: ผสานความสปอร์ตและความสะดวกสบาย
ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT S คุณจะพบกับการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างวัสดุระดับพรีเมียมและ “เทคโนโลยี AMG” ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เบาะนั่งแบบ AMG Performance seats หุ้มด้วยหนัง Nappa ที่โอบกระชับร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่เพียงให้ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล แต่ยังให้การรองรับที่ดีเยี่ยมเมื่อต้องเผชิญกับแรง G สูงๆ ในการขับขี่แบบสปอร์ต พร้อมระบบปรับไฟฟ้าและบันทึกความจำตำแหน่ง (Memory Seat) พวงมาลัยแบบ AMG Performance steering wheel หุ้มด้วยหนัง Nappa ตัดสลับ DINAMICA Microfibre ให้สัมผัสที่กระชับมือและแม่นยำ ทุกส่วนของห้องโดยสารตกแต่งด้วย AMG Interior Silver Chrome Package และ AMG Interior Piano Lacquer Package สะท้อนถึงรสนิยมและความประณีตในทุกรายละเอียด
ระบบ COMAND ONLINE ที่ควบคุมผ่าน Touchpad ยังคงใช้งานได้ดีเยี่ยม แม้ในยุคที่หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่กลายเป็นมาตรฐาน แต่ระบบนี้ก็ยังคงความคลาสสิกและใช้งานง่าย พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester ที่ให้คุณภาพเสียงที่คมชัดและทรงพลัง สร้างสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC และฟังก์ชัน ECO Start / Stop ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน แม้ GT S จะเป็นรถที่เน้นสมรรถนะ แต่ก็ไม่เคยทิ้งความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้การเดินทางพิเศษยิ่งขึ้น กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าพร้อมสัญลักษณ์ AMG ยังคงเป็นดีเทลที่ตอกย้ำถึงความพิเศษของรถคันนี้
ระบบความปลอดภัย: ความอุ่นใจภายใต้พละกำลังมหาศาล
แม้จะเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่ Mercedes-AMG GT S ก็ไม่ละเลยเรื่องความปลอดภัย ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมานั้นถือว่าครบครันและล้ำหน้าสำหรับยุคของมัน และยังคงให้ความอุ่นใจในการขับขี่ในปี 2025 นี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS / EBD / BA, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ AMG Traction Control 9-Step ที่สามารถปรับได้ละเอียดถึง 9 ระดับ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถดึงสมรรถนะของรถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ภายใต้การควบคุมที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก Adaptive Brake พร้อมฟังก์ชัน HOLD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-Start Assist, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attention Assist, และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE System ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz รวมถึงถุงลมนิรภัยรอบคัน (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย, ถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ) กล้องมองภาพขณะถอยจอด และระบบเซนเซอร์กะระยะช่วยจอด PARKTRONIC ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจอดรถในพื้นที่จำกัด แม้เทคโนโลยี ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) ของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปี 2025 จะก้าวหน้าไปไกลกว่า แต่ชุดความปลอดภัยของ GT S ก็ยังคงให้มาตรฐานที่เพียงพอและเชื่อถือได้สำหรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์
Mercedes-AMG GT S ในปี 2025: คุณค่าที่เติบโตไปตามกาลเวลา
ในฐานะที่ Mercedes-AMG GT S (Facelift) ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2018 และมีการเปิดตัว “AMG GT เจเนอเรชั่นใหม่” (C192) ในปี 2023-2024 การมองย้อนกลับมาที่รุ่น C190 Facelift ในปี 2025 ทำให้เราเห็น “คุณค่าที่แท้จริง” ของมัน ไม่ใช่เพียงแค่รถที่เคยมีราคาเริ่มต้นสูงถึง 14,900,000 บาท (นำเข้า CBU) แต่ยังเป็นรถที่สะท้อนถึงยุคทองของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่เน้น “ประสบการณ์ขับขี่อันบริสุทธิ์”
ในตลาด “รถสปอร์ตคลาสสิกน่าลงทุน” GT S กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาท ด้วยจำนวนที่ไม่ได้มากมายนักในประเทศไทย และความพิเศษของเครื่องยนต์ M178 ที่เป็นตำนาน ทำให้มันมีศักยภาพในการเป็น “รถสะสม” ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ที่กำลังมองหา “รถสปอร์ต V8 Bi-turbo” ที่ยังคงมอบความเร้าใจในแบบฉบับดั้งเดิม โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบไฮบริดหรือไฟฟ้าแบบเต็มตัว GT S คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน “ราคารถ AMG มือสอง” สำหรับรุ่น GT S Facelift อาจผันผวนไปตามสภาพรถและระยะทางใช้งาน แต่โดยรวมแล้ว ยังคงเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับสมรรถนะและประวัติศาสตร์ที่มันได้สร้างไว้ การครอบครอง GT S ในปี 2025 ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถยนต์ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของ “AMG Legacy” ที่สืบทอดปรัชญา “Driving Performance” ไว้อย่างเต็มเปี่ยม มันคือการลงทุนในความหลงใหลและวิศวกรรมชั้นเลิศ ที่จะยังคงสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ขับขี่ไปอีกนานแสนนาน
เชิญสัมผัสตำนานที่ยังคงมีชีวิต
ในฐานะผู้ที่เข้าใจถึงความพิเศษของ Mercedes-AMG GT S เป็นอย่างดี ผมขอเชิญชวนทุกท่านที่หลงใหลใน “Supercar” และ “รถยนต์สมรรถนะสูง” ได้มาสัมผัสประสบการณ์ขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-AMG GT S (Facelift) ไม่ว่าจะในฐานะเจ้าของคนใหม่ หรือเพียงแค่ชื่นชมในฐานะหนึ่งใน “รถสปอร์ตไอคอน” ที่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามในโลกยานยนต์ยุคใหม่ หากคุณกำลังมองหารถสปอร์ตที่มอบทั้งความตื่นเต้น ความหรูหรา และศักยภาพในการเป็นรถสะสมที่ทรงคุณค่า นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรมองข้าม
หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mercedes-AMG GT S หรือต้องการคำแนะนำในการเลือก “รถสปอร์ต Mercedes-Benz” ที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิกหรือรุ่นล่าสุดในปี 2025 ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาและแบ่งปันความรู้ที่คุณต้องการ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน AMG และค้นพบความหมายที่แท้จริงของคำว่า “Driving Performance” ได้แล้ววันนี้!
![[ครบชุด] T2810042 นดานแก ยาก Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1281.png)
![[ครบชุด] T2810041 สะใภ ไม ใช เบ ยล าง Ep.2](https://filmthaith.nataviguides.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1282.png)